“สหรัฐ” ลงโทษรัฐบาลเมียนมาอีกครั้ง ระงับ “การค้า” ระหว่างประเทศ
รัฐบาลของ “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงการณ์ระงับการค้ากับรัฐบาลเมียนมา ภายใต้กรอบความตกลงทางการค้า “ทีไอเอฟเอ” โดยจะถูกระงับจนกว่าประเทศจะกลับมามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
วันที่ 30 มีนาคม 2564 สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงานว่า รัฐบาลของ “โจ ไบเดน” ประธานาธิบดีสหรัฐ แถลงการณ์ระงับการค้ากับรัฐบาลเมียนมา ภายใต้กรอบความตกลงทางการค้า “ทีไอเอฟเอ” (TIFA) แสดงจุดยืนต่อต้านการรัฐประหาร และการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
“แคทเธอรีน ไท” ผู้แทนการค้าพิเศษสหรัฐ ระบุว่า ความตกลงทางการค้าจะถูกระงับจนกว่าประเทศเมียนมาจะกลับมามีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
กรอบความตกลงทางการค้า “ทีไอเอฟเอ” หรือ “Trade and Investment Framework Agreement” คือกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าและการลงทุนที่สหรัฐทำกับประเทศคู่ค้าทั้งในระดับทวิภาคี และภูมิภาค เพื่อลดอุปสรรคด้านการค้าและการลงทุนระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุดก่อนตัดสินใจทำเขตการค้าเสรี
ทั้งนี้ ไบเดนระบุว่า เหตุการณ์สลายการชุมนุม และการใช้ความรุนแรงต่อชาวเมียนมาเป็นสิ่งที่แย่มาก ไม่สามารถยอมรับการกระทำนี้ได้
ก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐได้มีการวางมาตรการคว่ำบาตรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการรัฐประหาร และผู้ที่ใช้ความรุนแรงต่อประชาชนเมียนมา

โดยล่าสุดทางการได้แบล็กลิสต์บริษัท “เมียนมา อีโคโนมิกส์ คอร์เปอเรชั่น ลิมิเตด” (MEC) และ บริษัท “เมียนมา อีโคโนมิก โฮลดิงส์ พับบลิก คอมปานี ลิมิเตด” (MEHL) 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของกองทัพ
ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 สถานการณ์ในประเทศเมียนมาเต็มไปด้วยความวุ่นวาย และกองกำลังปราบปรามได้ใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วงขึ้นเรื่อย ๆ
โดยนอกจากการสลายการชุมนุมแล้ว ยังมีการบุกตามอาคารบ้านเรือน มุ่งทำร้ายประชาชนด้วย
สมาคมช่วยเหลือนักโทษทางการเมืองเมียนมา (Assistance Association for Political Prisoners) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 500 ราย โดยชาวเมียนมาจะร่วมจุดเทียน เพื่อระลึกถึงผู้เสียชีวิตทั้งหมดคืนวันนี้ (30 มี.ค)