เรียนรู้เพื่อปรับตัว “โซเด็กซ์โซ่” เปิดแผนฟื้นฟูหลังโควิด
หลายอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับช่วงเวลาท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19 เพราะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน และส่งผลกระทบไปยังผู้ประกอบการ ทำให้ต้องหามาตรการที่มีประสิทธิภาพในการรับมือ เพื่อทำให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และรักษาพนักงานไว้
ในฐานะที่โซเด็กซ์โซ่เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีพนักงานมากที่สุดในโลก กว่า 470,000 คน ใน 67 ประเทศ จึงเป็นองค์กรที่เผชิญกับความท้าทายสูง แต่ด้วยมาตรการที่ชัดเจนและรวดเร็ว ทำให้บริษัทสามารถปรับตัว พร้อมกับหาช่องทางธุรกิจใหม่ ๆ ในการสร้างกำลังใจแก่พนักงาน ด้านความปลอดภัยระหว่างการปฏิบัติงาน และความมั่นคงด้านรายได้ของพวกเขา
ดูแลรายได้ให้พนักงาน
“อาร์โนด์ เบียเลคกิ” ประธานบริหาร โซเด็กซ์โซ่ ประเทศไทย และผู้อำนวยการกลุ่มลูกค้าองค์กร เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย กล่าวว่าโซเด็กซ์โซ่เป็นผู้ให้บริการพนักงานเอาต์ซอร์ซ on-site เต็มรูปแบบ เช่น บริการพนักงานต้อนรับ, ทำความสะอาด, ปรุงอาหาร, ฟื้นฟูสมรรถภาพ ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าองค์กร เช่น สถานพยาบาล, โรงแรม, โรงงาน, อาคาร และสถานศึกษา รวมไปถึงลูกค้ากลุ่มบุคคล
โซเด็กซ์โซ่มีพนักงานกว่า 470,000 คน ใน 67 ประเทศทั่วโลก ติดอันดับ 1 ใน 20 บริษัทเอกชนใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนสำนักงานในแถบภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีไทย, ฟิลิปปินส์, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีพนักงานรวมกว่า 10,000 คน หากดูตัวเลขพนักงานของโซเด็กซ์โซ่ในไทย แบ่งเป็นงานช่าง 783 คน, งานบริการด้านอาหาร 1,037 คน, งานบริการดูแลรักษาสวนและภูมิทัศน์ 56 คน, งานบริการแม่บ้าน 714 คน, งานบริการด้านความปลอดภัย 746 คน และอื่น ๆ 381 คน
“ด้วยพนักงานจำนวนมาก การสร้างความมั่นคงในด้านรายได้ของพวกเขาท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยเพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญ บริษัทจึงพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในการหามาตรการช่วยเหลือพนักงาน โดยหนึ่งในมาตรการที่ช่วยเหลือพนักงานของโซเด็กซ์โซ่คือจัดตั้งมูลนิธิช่วยเหลือพนักงานทั่วโลกที่ต้องหยุดงานและขาดรายได้”
“โดยปีที่ผ่านมามีพนักงานของเราบางคนที่ประจำหน้าที่ที่ไซต์ของลูกค้าที่เป็นโรงเรียน บริษัทต่าง ๆ และโรงแรม บางที่ปิดตัวถาวร หรือมีการหยุดกิจการชั่วคราว ทำให้พนักงานได้รับผลกระทบในการดำเนินชีวิตในสภาพการว่างงาน รวมทั้งคุณภาพชีวิตและครอบครัวลดลง”
“การรับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะสถานการณ์ในแต่ละประเทศแตกต่างกันออกไป เช่น ในฝรั่งเศสรัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือดีมาก สามารถจ่ายเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ต้องหยุดงานโดยไม่มีรายได้ถึง 82% ของรายได้ แต่ในหลาย ๆ ประเทศเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไม่มากพอที่จะจุนเจือคนในครอบครัวได้”
“ดังนั้น หลักการช่วยเหลือภายใต้มูลนิธิช่วยเหลือพนักงานคือการนำเงินที่เคยต้องจ่ายเป็นโบนัสให้พนักงานทั่วโลก มารวมกันแล้วแบ่งไปช่วยเหลือพนักงานเหล่านั้นให้อยู่รอด เป็นเงินประมาณ 7,000 บาท ต่อเนื่อง 1-2 เดือน มาตรการดังกล่าวประสบความสำเร็จ และผมภูมิใจที่โซเด็กซ์โซ่ไม่ได้เลิกจ้างพนักงานในไทยเลย สถานการณ์ในขณะนี้เป็นวิกฤตที่ยากลำบากมาก”
สิ่งที่ท้าทายคือต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสให้ได้ นอกจากการลดค่าใช้จ่ายในธุรกิจแล้ว ก็ควรจะสร้างรายได้ให้เพิ่มขึ้น ด้วยการนำเสนอการบริการแบบใหม่ และการหมุนเวียนหน้าที่ของพลังงานต่างสายงานทำให้พนักงานมีงานทำ และธุรกิจเดินต่อไปได้
เรียนรู้ผลกระทบจากโควิด
“อาร์โนด์” อธิบายว่าตอนนี้มีลูกค้าในไทยหลายแห่งกลับไปทำงานที่สำนักงานแล้ว ถึงแม้จะยังไม่ 100% แต่ทำให้พนักงานของเรามีงานทำมากขึ้น โดยบริการที่ลูกค้าต้องการใช้บริการสูงคือการให้บริการและเตรียมพร้อมตามมาตรการความปกติใหม่ (new normal) เช่น การดูแลรักษาความสะอาดอย่างเคร่งครัด ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าตัวอาคาร ติดตั้งกล้องตรวจจับความร้อนเพื่อฆ่าเชื้อภายในอาคาร รวมทั้งให้คำแนะนำการรักษาระยะห่างทางสังคม
“เนื่องจากโรงเเรมเป็นธุรกิจที่ส่งผลกระทบกับธุรกิจของโซเด็กซ์โซ่มากที่สุด และผมหวังว่าน่าจะกลับมาฟื้นตัวได้ในเร็ว ๆ นี้ ผ่านมาลูกค้าธุรกิจโรงพยาบาลแนวการท่องเที่ยงเชิงสุขภาพมีขอส่วนลดค่าบริการกับโซเด็กซ์โซ่ระยะหนึ่ง เพราะพวกเขามีจำนวนผู้เข้ารักษาลดลง”
“ซึ่งเราเข้าใจและยินดีช่วยเท่าที่ทำได้ และผมคิดว่าจะเป็นธุรกิจส่วนที่ฟื้นตัวได้ช้าพอ ๆ กับธุรกิจการท่องเที่ยว ในขณะที่การให้บริการแก่ภาคส่วนนอกชายฝั่ง เช่น อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซในอ่าวไทย ที่เราไปดูแลด้านบริการด้านอาหาร และที่พักให้กับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานประจำในแท่นขุดเจาะน้ำมันก็ได้รับผลกระทบ เพราะมีการจำกัดจำนวนพนักงานเข้าพื้นที เพื่อความปลอดภัยจากการติดโควิด-19 และพนักงานที่เดินทางไปทำงานที่แท่นขุดเจาะจะต้องกักตัวก่อน เป็นต้น
ถึงแม้โซเด็กซ์โซ่สูญเสียรายได้ในช่วงโควิด-19 ไปบ้างจากกลุ่มลูกค้าบางอุตสาหกรรม แต่มีรายได้เพิ่มขึ้นจากพนักงานรักษาความปลอดภัย และการทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อ ดังนั้น ต้องเปลี่ยนเเปลงตัวเอง และมองหาโอกาสในวิกฤตครั้งนี้
ปรับตัวการทำงานจากบ้าน
“อาร์โนด์” เล่าว่าหนึ่งในวาระสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการทำงานที่โซเด็กซ์โซ่ สำนักงานใหญ่ ประกาศเมื่อปี 2019 คือการให้พนักงานเลือกทำงานจากบ้านได้เดือนละ 2 วัน เพราะบริษัทเห็นว่าพนักงานต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางไป-กลับทุกวัน
“แต่พอเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2020 ยิ่งเป็นตัวเร่งให้การทำงานจากบ้านเป็นเรื่องที่ต้องทำมากขึ้น และเราเล็งเห็นว่าการให้พนักงานส่วนสำนักงานทำงานที่บ้านเกือบ 100% ช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ในไทยสูงไม่ได้มีข้อเสียหาย เพียงแต่อาจมีข้อจำกัดบางอย่าง เช่น ถ้าบริษัทไม่มีการประชุมหรือมีผู้ตรวจสอบงาน อาจส่งผลต่อคุณภาพงานของพนักงานแต่ละคน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ลงทุนในเรื่องไอทีเพื่อสนับสนุนการทำงานที่บ้านของพนักงานให้มีประสิทธิภาพต่อไป”
“ผมคิดว่าเราได้เรียนรู้วิธีการทำงานจากบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อการทำงาน ทำให้ผมไม่ต้องบินไปสิงคโปร์เพื่อประชุม 1 ชั่วโมงเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งสิ่งที่ผมจะแนะนำคือ ไม่สำคัญว่าคุณจะทำงานที่ไหน ออฟฟิศหรือที่บ้าน แต่สิ่งสำคัญคือต้องทำงานตามจุดประสงค์ให้สำเร็จ ซึ่งผมให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่าวิธีการทำงาน”
“นอกจากนั้น โซเด็กซ์โซ่ยังปรับตัวด้านกระบวนการทำงานด้วย เช่น เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายที่เคยเดินทางไปยังออฟฟิศโซเด็กซ์โซ่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บ่อย ๆ เราได้พิจารณาและเห็นว่าการเดินทางที่ต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงนั้นต้องลดลงหลังวิกฤตโควิด-19 เพราะการเดินทางไปในแต่ละครั้งมักจะเป็นเพียงแค่การพูดคุยปัญหาภายในเท่านั้น และพัฒนาให้พนักงานฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการเงิน สามารถบริหารงานดูแลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบางครั้งจะดูแลภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ด้วย โดยเราจะพิจารณาในเรื่องของคุณสมบัติของพนักงานในแต่ละตำแหน่งให้มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมให้มีการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น”
นับเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการรับมือเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจของโซเด็กซ์โซ่ สามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายจากวิกฤตโควิด-19