เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“SHOPLINE” ดันแบรนด์ไทยโกอินเตอร์

03 เม.ย. 2564 | 19:37น.
Shopline

Shopline

อีคอมเมิร์ซโตแรง คนไทยนิยมซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยว 40% ใช้แชตต่อราคา “SHOPLINE” แนะแบรนด์เปิดเว็บไซต์สร้างสตอรี่สินค้า ชูกลยุทธ์ omnichannel เพิ่มยอด ปักธงดันสินค้าไทยโกอินเตอร์ ผ่านอีคอมเมิร์ซ

นายชนนันท์ ปัญจทรัพย์ ผู้จัดการ SHOPLINE ประจำประเทศไทย ผู้ให้บริการระบบจัดการร้านค้าบนอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซครบวงจร กล่าวว่า โควิด-19 ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับโมเดลธุรกิจเข้าสู่ออนไลน์

จึงเข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อปลายปี 2563 เพื่อช่วยผู้ประกอบการเปิดร้านค้าออนไลน์ เพื่อแข่งขันในตลาดอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซได้ แม้จะมีผู้เล่นรายอื่นในตลาดอยู่แล้ว แต่บริษัทมองว่าคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดคือ “ตนเอง”

จึงเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มีจุดต่างจากผู้เล่นรุ่นพี่คือ มีโซลูชั่นจัดการร้านค้าทั้งบนอีคอมเมิร์ซและโซเชียลคอมเมิร์ซครบวงจร

ตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์ ระบบ CRM บริการเวิร์กช็อป สอนใช้งานหลังการขาย และระบบ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งร้านค้าสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้เต็มที่

นอกจากนี้ยังลิงก์แพลตฟอร์มเข้ากับมาร์เก็ตเพลซ “ลาซาด้าและช้อปปี้” รวมถึงเฟซบุ๊กและ LINE OA เพื่อให้ร้านค้าเข้าถึงลูกค้าได้จากหลายช่องทาง ส่วนมาร์เก็ตเพลซก็มีเครื่องมือสำหรับบริหารจัดการร้านค้าเช่นกัน แต่ข้อมูลอินไซต์จะไม่เปิดเผยกับร้านค้าทั้งหมด

“การนำสินค้าไปขายในมาร์เก็ตเพลซเหมือนเอาสินค้าไปวางขายในห้าง มีสินค้าชนิดเดียวกันมากมาย สร้างความต่างยาก การเปิดเว็บไซต์ของแบรนด์จึงช่วยแบรนด์สร้างสตอรี่ให้สินค้าได้ กลยุทธ์ omnichannel น่าจะตอบโจทย์สำหรับแบรนด์ในปัจจุบัน”

เป้าหมายปี 2564 คือสร้างฐานลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ 3,000 ราย แบ่งเป็น SMEs และองค์กรขนาดใหญ่ 70% อีก 30% เป็นแบรนด์สินค้า และมีแผนขยายอีโคซิสเต็ม บริการโลจิสติกส์ โดยจับมือกับแกร็บ, โกเจ็ก

และฟู้ดแพนด้าเพื่อให้บริการจัดส่งสินค้าประเภทอาหารได้เร็วขึ้นจากเดิมมีแฟลช เอ็กซ์เพรส เคอรี่ และชิปป๊อปเป็นพาร์ตเนอร์

ส่วนแผนระยะยาว คือ พัฒนาแพลตฟอร์ม “cross border ecommerce” หรือการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดนเพื่อนำสินค้าไทยส่งไปใน 6 ประเทศที่ “SHOPLINE” ให้บริการอยู่ ได้แก่ ฮ่องกง จีน ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม

นายชนนันท์กล่าวอีกว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยเติบโตมาก โดยปี 2563 มีมูลค่ากว่า 2.7 แสนล้านบาท คาดว่าภายในปี 2568 คนไทยจะซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 3 เท่า

หรือประมาณ 13 ครั้งต่อเดือน และมีงบสำหรับซื้อสินค้าเฉลี่ย 940 บาทต่อ 1 คำสั่งซื้อ โดยสินค้าและบริการที่คนไทยนิยมสั่งซื้อมากสุด ได้แก่ บริการท่องเที่ยว
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อาหารและสินค้าความงาม

นอกจากนี้ผลสำรวจจากกูเกิลยังพบว่า ผู้บริโภคมักซื้อสินค้าผ่านเว็บไซต์แบรนด์โดยตรง เพราะความน่าเชื่อถือและบริการหลังการขายที่ดีกว่าอีคอมเมิร์ซ และจะมียอดซื้อสินค้าเพิ่มขึ้น 20%

ส่วนโซเชียลคอมเมิร์ซในไทยก็โตไม่แพ้กัน ประชากรในไทยมีมากถึง 69.88 ล้านคน ใช้สมาร์ทโฟนมากกว่า 90.66 ล้านเครื่อง และใช้โซเชียลมีเดีย 55 ล้านคน

โดยกว่า 88.1% มักเสิร์ชหาข้อมูลสินค้าผ่านออนไลน์ 84.9% ดูรายละเอียดสินค้าในเว็บไซต์ และ 74.2% ซื้อสินค้าในโซเชียลคอมเมิร์ซผ่านสมาร์ทโฟน

ขณะที่เทรนด์คอนเวอร์ชั่นคอมเมิร์ซหรือการซื้อขายสินค้าผ่าน “แชต” ก็มาแรง คนไทย 40% ถามข้อมูลและต่อรองราคาผ่านแชต สำหรับเหตุผลที่ใช้แชตเป็นช่องทางการซื้อขายสินค้า 57% ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่ม 35% ต้องการต่อราคา และ 34% สะดวกต่อการซื้อ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดอีคอมเมิร์ซ