สัมภาษณ์พิเศษ ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
ยกที่สองเกมแก้รัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชารัฐเขี่ยลูกเกมแก้รัฐธรรมนูญก่อนใครเพื่อน ชงแก้รัฐธรรมนูญรายมาตรา 5 ประเด็น 13 มาตรา
ทว่า “จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ
ผู้เกาะติด-คลุกวงในการเมืองมาหลายทศวรรษ อ่านหมาก การเดินเกมแก้รัฐธรรมนูญของ “พลังประชารัฐ” อ้างประโยชน์ของประชาชนมา “บังหน้า”
เพราะแท้จริงแล้ว เป็นเกมที่สร้างความมั่นคงให้กับระบบสืบทอดอำนาจ และพรรคร่วมรัฐบาลอาจตกเป็นเบี้ยล่างในเกมนี้
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “จาตุรนต์” ไขคำตอบว่าเหตุใดเขาถึงมองเช่นนั้น และสเต็ปการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของเขา จะคิกออฟเมื่อใด
ละครบังหน้า แก้รัฐธรรมนูญ
“จาตุรนต์” เปิดฉากวิเคราะห์เกมแก้รัฐธรรมนูญของพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นการแก้รายมาตราและไม่ยอมแตะต้องเรื่องอำนาจของวุฒิสภา (ส.ว.) เอาเรื่องสิทธิของประชาชน ชุมชนมาบังหน้า แต่จริง ๆ แล้วทำเพื่อประโยชน์ของพรรคแกนนำ และเสริมสร้างความมั่นคงให้กับระบบที่วางไว้ตามรัฐธรรมนูญ
ทำให้ใช้งบประมาณสะดวกขึ้น และให้ ส.ส.มีส่วนร่วมตรวจสอบการปฏิรูปตามยุทธศาสตร์ ซึ่งสร้างความแข็งแรงมั่นคงให้กับระบบยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าแก้ตามพลังประชารัฐ ต่อไปถ้ามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านร่วมกับ ส.ว.ก็จะกำกับรัฐบาลและหาเรื่องล้มรัฐบาลได้ง่ายนิดเดียว
ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลที่จับประเด็นเรื่องอำนาจ ส.ว. และประเด็นอื่น ก็ยังไม่รู้ว่าเอาจริงแค่ไหน การแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ สำคัญที่พรรคฝ่ายค้านซึ่งดูเหมือนพูดยังไม่ค่อยตรงกัน และหลายส่วนเข้าทางฝ่ายรัฐบาล เน้นวิเคราะห์เป็นรายมาตรา เช่น มาตราไหนเห็นด้วยก็สนับสนุน ถ้าไม่เห็นด้วยก็ไม่สนับสนุน ถ้าใช้เกณฑ์แบบนี้ เท่ากับไม่ได้ดูว่าจะแก้ปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตยในภาพรวมได้อย่างไร
“ถ้าพรรคฝ่ายค้านไม่เป็นเอกภาพ โอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าทางพลังประชารัฐจะมีสูง แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้านเป็นเอกภาพ ไม่ร่วมสังฆกรรมในการแก้ไขของพลังประชารัฐ การแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ ก็อาจแก้ไม่ได้เลยแม้แต่มาตราเดียว”
“เพราะในการลงมติรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ต้องการเสียงเห็นชอบของฝ่านค้าน 20% คือ 40 กว่าเสียง ดังนั้น ถ้าฝ่ายค้านเป็นเอกภาพก็จะไม่ผ่าน”
แต่ถ้าบางส่วนของพรรคเพื่อไทย บางส่วนของพรรคฝ่ายค้านอื่น รวมกันแล้วเกินกว่า 40 เสียงช่วยโหวตบางมาตราของพลังประชารัฐก็จะผ่านไปได้
สะกิดฝ่ายค้านตั้งหลัก
จาตุรนต์มองว่า ถ้าฝ่ายค้านตั้งหลักดี ๆ คิดถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญนี้โดยรวม ก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความไม่เป็นประชาธิปไตยสูงมาก เรื่องเฉพาะหน้าที่พยายามแก้ เพื่อลดวิกฤตทางการเมือง คือ การตัดอำนาจ ส.ว. เพราะเวลานี้มีการเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงจากเก้าอี้ มันก็มีปัญหาว่า ถ้าเกิด พล.อ.ประยุทธ์ออกขึ้นมาหรือยุบสภา แต่รัฐธรรมนูญยังให้ ส.ว.ที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งไว้เลือกนายกฯได้ ก็จะเป็นวิกฤตการเมืองอีก
“ยอมรับว่าการแก้เรื่องอำนาจ ส.ว.เป็นเรื่องยาก แต่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสังคมและพรรคร่วมรัฐบาล ร่วมกันกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ให้ไปพูดกับ ส.ว. หากเห็นว่าบ้านเมืองวิกฤตมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรจะอยู่นานต่อไป หรือ พล.อ.ประยุทธ์จะอยู่นานต่อไปก็ต้องแลกกับการกำหนดกติกาเสียใหม่ เพื่อที่จะมีหลักประกันว่าในสมัยหน้า นายกฯคนต่อไปจะต้องไม่ถูกกำหนดโดย ส.ว.อีกแล้ว”
พรรคร่วมรุมกดดัน “ประยุทธ์”
ในทางความเป็นจริง พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ในอำนาจ และ ส.ว.ก็ยังแฮปปี้ในตำแหน่ง จะทำให้เกิดการกดดันอย่างไร “จาตุรนต์” ตอบว่า
หากบ้านเมืองมีวิกฤตมากขึ้น หลายฝ่ายเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรบริหารต่อไป หรือพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่า เพื่อแก้ปัญหาวิกฤต ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ตัดอำนาจ ส.ว.ออกไป ให้การเลือกตั้งมีความหมาย ประชาชนเสียงข้างมากเลือกพรรคไหนมา ก็ให้พรรคนั้นเป็นรัฐบาลจริง ๆ ไม่ใช่ตามที่ ส.ว. 250 เป็นคนกำหนด
ถ้าเป็นลักษณะนี้การต่อรองจาก พล.อ.ประยุทธ์ก็อาจจะเกิดขึ้น และ พล.อ.ประยุทธ์ก็จะต้องเลือกเอาระหว่างที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ร่วมรัฐบาลต่อไป รัฐบาลก็ล้มเหมือนกัน หรือว่ายอมแก้รัฐธรรมนูญแล้วเป็นรัฐบาลต่อไป
อีกแบบหนึ่ง สังคมโดยรวมเห็นปัญหามากขึ้น ว่ารัฐธรรมนูญนี้มีปัญหาจริง ๆ และจำเป็นต้องแก้ ในอดีตที่ผ่านมา บางทีการจะแก้รัฐธรรมนูญแค่ไม่กี่เรื่อง ก็แก้ยากมาก แก้ไม่ได้ แต่พอเป็นวิกฤตการเมืองมาก ๆ เกิดเป็นกระแสความไม่พอใจของสังคม สังคมต้องการทั้งเปลี่ยนนายกฯ และต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ มันก็กลายเป็นแก้ได้ขึ้นมา ก็เคยเกิดมาแล้ว
ไม่แก้รัฐธรรมนูญ บิ๊กตู่อยู่ต่อ 6 ปี
“จาตุรนต์” ชี้เงื่อนไขที่จะเพิ่มแรงกดดันให้พรรคร่วมรัฐบาลเปิดเกมคุย “พล.อ.ประยุทธ์” คือปัญหาที่สืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยยังคงอยู่ คือรัฐบาลล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำอีก จากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ามากที่สุดในอาเซียน การฉีดวัคซีนครอบคลุมน้อยและช้าอาจจะเรียกว่าที่สุดในโลก อาชีพต่าง ๆ จะเจอปัญหาเมื่อเศรษฐกิจถดถอย
ก่อนหน้านี้ประชาชนรู้สึกว่าฝากไว้กับการเคลื่อนไหวของนักศึกษา ต่อไปปัญหามากขึ้น การเรียกร้องก็จะมากขึ้น พอคิดต่อไป ถ้าเปลี่ยน พล.อ.ประยุทธ์แล้วจะทำอย่างไร จะเกิดอะไร ก็มี ส.ว. 250 คน ยืนถมึงทึงอยู่ ไม่ยอมให้เปลี่ยนนายกฯ
“ประเทศไทยก็จะอยู่ในสภาพที่ว่า ถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่เปลี่ยนนายกฯ บ้านเมืองก็จะเสียหาย หายนะมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนจะทนไหวไหม ถ้ารู้สึกว่าแบบนี้ไม่ไหวแล้ว ก็มาอยู่ที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ”
อย่างน้อย ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ได้เป็นนายกฯอีกรอบหนึ่ง หลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็นับจากนี้ไปอีก 6 ปี ภายใต้กติกาที่ตรวจสอบไม่ได้ รัฐบาลไม่จำเป็นต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน จะเป็นความเสียหายที่ยาวมาก
ไม่แกรัฐธรรมนูญ เสียหายถ้วนหน้า
“จาตุรนต์” ชี้ว่า “จุดแตกหัก” ที่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ-เปลี่ยนรัฐบาล ต้องมี 2 เรื่องมาบรรจบกัน
คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ยิ่งอยู่ บ้านเมืองยิ่งเสียหาย คนก็จะมีความรู้สึกว่าควรเปลี่ยนนายกฯ ขณะเดียวกัน ความพยายามแก้รัฐธรรมนูญโดยภาคประชาชน พรรคฝ่ายค้านก็มีอยู่ และยิ่งคนคิดเปลี่ยนนายกฯมีมากขึ้นเท่าไหร่ เขาก็จะทำความเข้าใจว่าถ้าเปลี่ยนนายกฯ และต้องการให้มีนายกฯคนใหม่ที่มาจากประชาชน ก็จำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ
ถ้าสังคมได้ข้อสรุปแบบนี้เป็นเสียงส่วนใหญ่ ก็อาจเกิดเป็นกระแสที่ทำให้ผลักดันเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน
เช่น ผ่านการผลักดันไปที่พรรคร่วมรัฐบาลก่อน อีกแบบเป็นกระแสที่แรงจนผู้มีอำนาจ รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์จำเป็นต้องถอย แต่ถ้าสังคมไทยไม่เกิดทำความเข้าใจอย่างนี้ ก็คือเสียหายไปด้วยกันหมด ที่สำคัญคือเสียหายไปถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไป
จาตุรนต์เชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราตามแบบพลังประชารัฐ ไม่ได้แก้เพื่อปลดล็อกปัญหา แต่แก้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงมากขึ้น เป็นการสร้างความมั่นคงให้กับพรรคแกนนำรัฐบาล ให้กับ ส.ว. และระบบสืบทอดอำนาจ-แผนยุทธศาสตร์
ดังนั้น ถึงได้บอกว่าถ้าฝ่ายค้านไปดูรายมาตราอันไหนดี ก็ยกมือ อันไหนไม่ดี ก็ไม่ยกมือไม่ได้ เพราะเรื่องใหญ่ต้องแก้ปัญหารัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องเป็นประชาธิปไตย หรือจะแก้เฉพาะหน้าคือต้องตัดอำนาจ ส.ว. ถ้าทั้งสองอย่างไม่ทำอะไรเลย แล้วไปแก้ตามพรรคพลังประชารัฐ ก็เท่ากับร่วมมือกับพลังประชารัฐสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบสืบทอดอำนาจ เป็นการสืบทอดอำนาจเวอร์ชั่น 2
พรรคร่วมเป็นเบี้ยล่าง พปชร.
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล “จาตุรนต์” อ่านท่าทีว่า ยังได้ประโยชน์ในฐานะมีอำนาจร่วมอยู่ในอำนาจรัฐบาล แต่พรรคร่วมจะเป็นเบี้ยล่างมากขึ้น เพราะพรรคแกนนำมี ส.ว.ในมือ เป็นตัวที่ดูเรื่องการใช้งบประมาณการแบ่งปันผลประโยชน์ให้ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหรือการกำกับยุทธศาสตร์ชาติ ไม่นับอีกหลาย ๆ เรื่อง ที่พรรคแกนนำจะได้เปรียบ

แต่พรรคร่วมรัฐบาลอาจจะยังแฮปปี้ที่คุมกระทรวงสำคัญ คุมกระทรวงผลประโยชน์ ขณะเดียวกัน กระแสสังคมก็จะพุ่งไปที่พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคที่ประกาศไว้ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ และย้ำอีกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็ทำไม่ได้ แล้วต้องไปเล่นละครเดินออกบ้าง ไม่ยกมือบ้าง มันก็เสื่อมลงในสายตาประชาชน
ดังนั้น ในรอบนี้เขาทำให้ดูจริงจัง เอาจริงเอาจังมากขึ้น ถ้าไม่เกิดเป็นกระแสสังคมจริง ๆ เช่น เรื่องตัดอำนาจ ส.ว.ถึงทำท่าเอาจริงเอาจัง แต่ไม่เกิดเป็นกระแสสังคมเพียงพอ ส.ว.ก็ไม่ยกมือให้ หรือแม้แต่พรรคพลังประชารัฐก็ไม่ยกมือให้ แล้วเขาหยิบบางมาตรามาล่อ สมประโยชน์กัน ยอมกันแค่นั้นก็เป็นไปได้ จึงต้องมาอยู่ที่พรรคฝ่ายค้าน
วิเคราะห์ 3 ท่าทีฝ่ายค้าน
แต่ปัญหาคือ “ฝ่ายค้าน” จะแข็งแกร่ง เป็นเอกภาพพอที่จะ “บอยคอต” แผนของพลังประชารัฐหรือไม่ “จาตุรนต์” เชื่อว่า สุดท้ายขึ้นอยู่กับความเป็นเอกภาพ ว่าสุดท้ายแล้วพรรคฝ่ายค้านจะตกลงกันอย่างไร ขณะนี้คาดการณ์ได้ 3 scenario
1.ฝ่ายค้านเป็นเอกภาพ และไม่ยกมือให้ร่างของพลังประชารัฐก็จะตกไป ไม่ใช่ว่าพวกมากจะลากไปได้หมด
2.พรรคฝ่ายค้านมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วบางพรรคไปสนับสนุนบางมาตรา และบางพรรคไม่สนับสนุน อาจเกิดการทำให้ร่างของพลังประชารัฐผ่านไปได้ แล้วพรรคฝ่ายค้านก็พังทลายไป เพราะแตกกันครั้งใหญ่
3.มีงูเห่าในพรรคฝ่ายค้านไปยกมือให้แล้วร่างก็ผ่านไป และต้องมาว่ากันว่าใครเป็นงูเห่า จะทำอย่างไรกับงูเห่า เท่ากับกติกาต่าง ๆ เรียบร้อยโรงเรียน พปชร. แล้วฝ่ายค้านก็กลับมารักษาบาดแผลจากการมีงูเห่ามากกว่า 50 ตัว และมาแก้ปัญหา
“ดังนั้น ทางที่อย่างน้อยไม่ให้พลังประชารัฐประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่นคงให้กับระบบ คือพรรคฝ่ายค้านต้องเป็นเอกภาพ และไม่สนับสนุนร่างของพลังประชารัฐ ไม่ร่วมสังฆกรรม ไม่ยกมือให้สักมาตราเดียว อย่างน้อยป้องกันการเสริมความมั่นคงให้กับระบบ”
ใช้สังคมกดดัน “งูเห่า”
การควบคุมงูเห่าก็สำคัญ ตอนนี้ต้องการ 20% ของฝ่ายค้าน คือ 43 เสียงขึ้นไป ถ้าไม่อธิบายเหตุผลกันดี ๆ ก็เป็นไปได้ที่จะมีเกิน 43 เสียงไปสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพลังประชารัฐ
“แต่ถ้าพรรคฝ่ายค้านอธิบายต่อสังคมดี ๆ ก็จะเกิดเป็นกระแสที่ทำให้นักการเมืองฝ่ายค้านไม่กล้าเป็นงูเห่ากันมากนัก ไม่ถึง 43 ตัว ร่างก็จะไม่ผ่าน”
อย่างไรก็ตาม “จาตุรนต์” ยังมองเห็นความหวังในการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้
“หวังเรื่องเดียวก่อน คือการตัดอำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกฯ เพราะถ้าแก้ไขหลาย ๆ เรื่องต้องใช้เวลามาก และไม่เกิดผลสำเร็จจริง และถึงแม้สำเร็จเราก็ยังแก้ไม่ตก เพราะรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งต้องการการแก้อีกเยอะมาก”
จาตุรนต์บน “เส้นทางใหม่”
ถามถึงกระแสข่าว “พรรคเส้นทางใหม่” ที่มีชื่อ “จาตุรนต์” เป็นหัวหน้าพรรค เขาตอบคำถามนี้ว่า ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค คงต้องคุยกับพรรคพวกที่ไปตั้งไว้ ต้องเตรียมการไปในแบบผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค
ส่วนแนวทางของพรรค แต่เท่าที่ศึกษาดูเป็นพรรคแนวเน้นเรื่องประชาธิปไตย แก้ปัญหาประเทศโดยในภาพรวม ซึ่งหมายถึงแก้ปัญหาใหญ่ ๆ ทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ แนวทางน่าจะสอดคล้องกับปัญหาของประเทศพอสมควร
เราอยากเห็นพรรคการเมืองที่อาศัยทั้งประสบการณ์ อาศัยทั้งความรู้ ความคิดใหม่ ๆ ของคนรุ่นใหม่ มาผสมกับประสบการณ์และอยากเห็นความหลากหลายในการร่วมมือกันของคนที่ต่างวัย ต่างอาชีพ ที่จะมาร่วมมือกันในการทำพรรคการเมืองระยะยาว
อยู่ระหว่างการพูดคุย เตรียมการ ต่อไปจะต้องไปหารือกับพรรคการเมืองที่จะร่วมมือกัน แต่การตั้งพรรคเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่ คิด ๆ ไว้ว่าเป็นครึ่งปีหลังจะดูความพร้อม