ฟ้าฝ่าลงมาตอนตี 1 เศษ ๆ ของวันที่ 27 มิถุนายน 2564
จากคำสั่งล็อกดาวน์ในทางปฏิบัติด้วยคำสั่ง ศบค. “หยุดการก่อสร้าง 30 วัน และห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานก่อสร้าง”
ครอบคลุมพื้นที่ กทม.-ปริมณฑลประกอบด้วย “กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม”
ครั้งนี้สร้างความวิตกให้กับเจ้าของไซต์ก่อสร้างที่เป็นงานภาครัฐและเอกชนถ้วนหน้า รัฐบาลเร่งออกมาตรการเยียวยา-ชดเชยอย่างทันควันเมื่อ 28 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา
ได้แก่ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คลัง สั่งการ “กรมบัญชีกลาง” ทำหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานต่าง ๆ พิจารณาช่วยเหลือสัญญาก่อสร้างที่มีกับภาครัฐตามความจำเป็น และมีเหตุอ้างอิงได้จาก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
รวมทั้งการประชุมเร่งด่วนของทีมเศรษฐกิจในนามของ “คณะทำงานแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการออกข้อกำหนดตามมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 2548 (ฉบับที่ 25)” การปิดแคมป์มีความช่วยเหลือ คือ
1.แรงงานที่อยู่ในแคมป์ได้รับค่าชดเชย 2,000 บาท/คน 2.นายจ้างได้ค่าชดเชย 3,000 บาท/แรงงาน 1 คน เพดานจำนวนแรงงานไม่เกินบริษัทละ 200 คน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายดำรงชีพในช่วงที่ถูกสั่งให้หยุดงานก่อสร้าง
ส่วนเรื่องใหญ่ที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง คือ การจัดหาและเร่งฉีดวัคซีนคนงานก่อสร้าง ยังเป็นโจทย์หลักทั้งในฝั่งเจ้าของแคมป์และรัฐบาลที่ต้องช่วยกันหาทางออกต่อไป

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการที่ alert ทันควันมาจาก “กทม.-กรุงเทพมหานคร” โดย “ปลัดต้อม-ศิลปสวย ระวีแสงสูรย์” ปลัดกรุงเทพมหานคร วางขุมกำลังตั้งแต่หน้าแคมป์จำนวน 575 แคมป์ทั่วกรุงเทพฯ (ดูตารางประกอบ)
ประกอบด้วย ทหาร 2 นาย, ตำรวจ 2 นาย, เจ้าหน้าที่เทศกิจ 2 นาย ที่เหลือเป็นพนักงานเจ้าของแคมป์ ทำหน้าที่ผู้คุ้มกฎไม่ให้มีการเข้า-ออกแคมป์เด็ดขาดในช่วง 30 วันของมาตรการ
ควบคู่กับตั้งด่านโควิดสแกนหาผู้ฝ่าฝืนการเคลื่อนย้ายแรงงาน 6 ถนนสายหลัก ได้แก่ ถนนวิภาวดีฯขาออก หน้าสถานีรถไฟดอนเมือง, ถนนสุวินทวงศ์ขาออก ใต้ทางด่วนข้ามแยกมหานคร, ถนนบางนา-ตราดขาออก ที่ปั๊มบางจาก กม.4.5, ถนนบรมราชชนนีขาออก ตัดถนนพุทธมณฑลสาย 3
ถนนเพชรเกษม หน้าสำนักงานเขตหนองแขม และถนนพระราม 2 ขาออก หน้าปั๊ม ปตท.