เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

วอยซ์ ทีวี จ่อจอดำอีกรอบ กรณีข่าวยืนหยุดขังหน้าศาล “ศิโรตม์” เผย

13 ก.ค. 2564 | 10:48น.
ศิโรตม์เผยวอยซ์จ่อจอดำ

ศิโรตม์เผยวอยซ์จ่อจอดำ

“ศิโรตม์” เผย วอยซ์ ทีวี จ่อจอดำ กสทช.ชี้มีความผิดกรณีรายงานยืนหยุดขังหน้าศาล 

วันที่ 13 กรกฎาคม 2564 นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ พิธีกรช่องวอยซ์ ทีวี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า วอยซ์ ทีวี จ่อจอดำอีกรอบ กสทช.ชี้มีความผิดจากข่าวยืนหยุดขังหน้าศาล เมื่อวันที่ 27 เมษายน ปรับ 5 หมื่นบาท จับผิดวันนั้น โฆษณาเกิน 6 นาที รอปรับ 1 ล้านบาท พร้อมสั่ง PSI ถอดช่องถาวร

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรม “ยืน หยุด ขัง” เริ่มต้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 โดยกลุ่มพลเมืองโต้กลับ นัดรวมกลุ่มยืนนิ่งเป็นเวลา 112 นาที กิจกรรมดังกล่าวมีลักษณะแบบดาวกระจายหลายจุด ตามสถานศึกษา สถานที่ราชการ และสำนักงานองค์กรระหว่างประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ นครปฐม เชียงใหม่ ลำปาง อุดรธานี ขอนแก่น ฯลฯ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกคุมขังโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี

เหตุผล กสทช.

เว็บไซต์ ส่องสื่อ เผยรายละเอียดเรื่องนี้ว่า คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. ประชุมเป็นครั้งที่ 12/2564 โดยมีการพิจารณาหลายประเด็น หนึ่งในประเด็นที่สำคัญคือระเบียบการประชุมที่ 5.1.16 ข้อร้องเรียนกรณีตรวจสอบพบการออกอากาศรายการ “VOICE GO” เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ทางกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ แบบบอกรับสมาชิก ระบบดาวเทียม ช่องรายการ Video To Home 9 อาจมีเนื้อหาไม่เหมาะสม

โดยมีการพิจารณาพบว่า ที่ประชุมเสียงข้างมาก ประกอบไปด้วย พลเอก สุกิจ ขมะสุนทร ทำหน้าที่ประธาน กสทช., พันเอก ดร.นที ศุกลรัตน์, พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ, รศ.ประเสริฐ ศีลพิพัฒน์ และ ผศ.ดร. ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ เห็นชอบให้กำหนดโทษปรับทางปกครองแก่บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เพื่อให้บริการโทรทัศน์สำหรับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ แบบบอกรับสมาชิก ระบบดาวเทียม ช่องรายการ Video To Home 9 เป็นเงินจำนวน 50,000 บาท

อาศัยอำนาจตามมาตรา 59 (3) ประกอบมาตรา 57 (2) แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 เนื่องจากปรากฏข้อเท็จจริงว่า การออกอากาศรายการ “VOICE GO” เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ทางกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ แบบบอกรับสมาชิก ระบบดาวเทียม ช่องรายการ Video To Home 9 เข้าข่ายเป็นเนื้อหาสาระที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อันเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ที่ประชุมเสียงข้างน้อย ได้แก่ นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ได้ขอสงวนความเห็นในวาระนี้ โดยมีข้อคิดเห็นที่แตกต่างจากมติที่ประชุมในเรื่องของการกำหนดค่าปรับ แต่อาจเป็นการขอความร่วมมือให้ระมัดระวังเนื้อหารายการก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ด้วยเหตุผลดังนี้

1.การพิจารณาว่า การที่ช่องรายการ Video To Home นำเนื้อหารายการ Voice Go มาออกอากาศ หัวข้อ “อยู่หยุดขัง จนกว่าจะ #ปล่อยเพื่อนเรา”  “หวัง ตุลาการ ไม่รับใบสั่ง เคารพสิทธิมนุษยชน” และ “ผูกโบขาว เรียกสำนึก–คืนความยุติธรรม” เป็นความผิดตามมาตรา 37 พ.ร.บ. การประกอบกิจการฯ เนื่องจากเข้าข่ายเนื้อหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน อาจต้องชั่งน้ำหนักให้ดีกับประเด็นเรื่องเสรีภาพสื่อ

เนื่องจากในกรณีนี้พบว่านักข่าวเพียงไปสัมภาษณ์ผู้ชุมนุมถึงความเห็น วัตถุประสงค์ และเหตุผลที่ออกมาชุมนุม ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อเท็จจริงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในแง่มุมของสื่อสารมวลชนจึงถือได้ว่าเป็นการทำหน้าสื่อโดยสุจริต ไม่ใช่การที่นักข่าวหรือผู้ดำเนินรายการเป็นผู้ให้ความเห็นต่างๆ เหล่านี้เอง อีกทั้งเมื่อพิจารณาข้อความที่คณะอนุกรรมการด้านผังรายการฯ

เห็นว่าเข้าข่ายความผิด เช่น “…กิจกรรมนี้มีจุดประสงค์ที่จะปลุกต่อมมโนสำนึกของศาลให้คำนึงถึงหลักกฎหมายบ้าง คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนบ้าง…” “…ให้ศาลเห็นหัวประชาชนบ้าง…” “ให้ตุลาการยึดหลักสิทธิมนุษยชน ยึดหลักความยุติธรรม ยึดหลักการทางกฎหมาย อย่าดำเนินตามใบสั่ง…” โดยส่วนตัวเห็นว่า เนื้อหาเหล่านั้นเป็นเพียงข้อเรียกร้อง มิใช่ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

อีกทั้งสำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าจากการนำเสนอเนื้อหาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีว่าเป็นการละเมิดอำนาจศาลหรือหมิ่นศาลหรือไม่ ซึ่งถ้ามีก็อาจจะเข้าองค์ประกอบความผิดดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีก็คงไม่เหมาะสมที่ กสทช. จะด่วนตัดสินเอง

2.กรณีนี้ไม่พบว่ามีการระบุว่ามีผู้ร้องเรียน โดยในส่วนเนื้อหาวาระระบุว่าเป็นการตรวจสอบพบโดยสำนักงาน กสทช. จึงมีประเด็นว่าสำนักงาน กสทช. ได้ตรวจสอบช่องรายการอื่นๆ ที่มีการนำเสนอข่าวเหตุการณ์นี้ด้วยหรือไม่ ว่ามีการนำเสนอคำพูดของผู้ชุมนุมในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ

นอกจากนี้มีความเห็นเพิ่มเติมว่า การกำกับดูแลด้านเนื้อหารายการท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมมีความขัดแย้งฝังรากลึก กสทช.ควรมีความระมัดระวัง ไม่นำพาองค์กรไปเล่นงานหรือจัดการผู้ที่มีความเห็นต่างหรือผู้ที่นำเสนอความเห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แต่ควรจะต้องกำกับดูแลอย่างมีมาตรฐาน โดยคำนึงถึงหลักวิชาชีพด้านสื่อสารมวลชนเป็นสำคัญ อีกทั้งควรมุ่งจัดการกับกรณีรายการหรือช่องรายการที่มีเจตนานำเสนอเนื้อหาอันเป็นเท็จหรือแต่งข่าวเพื่อสร้างความเกลียดชังมากกว่า

นอกเหนือจากนี้ยังมีระเบียบการประชุมที่ 5.1.17 กรณีบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 มีการออกอากาศรายการโดยมีการโฆษณาบริการหรือสินค้าที่อาจเข้าข่ายเป็นการโฆษณาเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยเห็นชอบตามผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ตามเอกสารที่สำนักงาน กสทช.เสนอ ดังนี้

1.มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีคำสั่งเตือนทางปกครองให้บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ โดยยุติการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือบ่อยครั้งที่เป็นผลให้ผู้บริโภครับชมรายการอย่างไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 ช่วงระหว่างเวลา 11.00-12.00 น. มีระยะเวลาโฆษณารวมทั้งสิ้น 06.44 นาที และช่วงเวลา 12.00-13.00 น. มีระยะเวลาโฆษณารวมทั้งสิ้น 07.37 นาที

ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินชั่วโมงละ 6 นาที อันเป็นการกระทำความผิดตามข้อ 5 (8) ของประกาศ กสทช. เรื่อง การกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 โดยทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้ง หากบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว กสทช.จะกำหนดโทษปรับทางปกครองเป็นเงิน 1,000,000 บาท และปรับอีกวันละ 50,000 บาท ตลอดระยะเวลาที่ยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง

2.มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งบริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์เพื่อให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ดำเนินการติดตามและกำกับดูแลมิให้บริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 กระทำการอันเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยการออกอากาศรายการโดยมีการโฆษณาบริการหรือสินค้าเกินกว่าระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหรือบ่อยครั้งที่เป็นผลให้ผู้บริโภครับชมรายการอย่างไม่ต่อเนื่อง

ซึ่งหากช่องรายการ Video To Home 9 มีการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอีก กสทช.จะมีคำสั่งให้บริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด ระงับการนำเอาบริการโทรทัศน์ของช่องรายการ Video To Home 9 นั้นไปเผยแพร่ผ่านโครงข่ายดังกล่าวต่อไป

ซึ่งนอกเหนือจากนี้ยังมีระเบียบการประชุมที่ 5.1.20 กรณีบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เข้าข่ายการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ และอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งให้ระงับการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ซึ่งมีผลให้ MVTV ถูกปรับเป็นจำนวนเงิน 1,000,000 บาท และได้มีคำสั่งเตือนทางปกครองต่อบริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด

ให้ระงับการนำเอาบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ของบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด นั้นไปเผยแพร่ผ่านโครงข่ายโดยทันทีที่ได้รับหนังสือแจ้ง จนกว่าบริษัท พีเอสไอ บรอดคาสติ้ง จำกัด จะตรวจสอบว่าบริษัท เอ็มวีทีวี บรอดคาสติ้ง จำกัด ช่องรายการ Video To Home 9 มิได้มีการโฆษณาที่มีลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์อีก

สั่งจอดำปี 2562

ย้อนไปเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562 บอร์ด กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้พักใบอนุญาตวอยซ์ ทีวี เป็นเวลา 15 วัน นับตั้งแต่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กสทช. ด้วยเหตุผลว่า มีการนำเสนอรายงานข่าวหลายรายการมีลักษณะส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กสทช.ได้อาศัยอำนาจ ตามมาตรา 64 ประกอบกับมาตรา 16 และมาตรา 37 แห่งพระราชบัญญัติประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 ข้อ 20 ของประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555 มีคำสั่งกำหนดโทษทางปกครองให้พักใช้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลของช่อง วอยซ์ ทีวี เป็นระยะเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งเป็นต้นไป (เวลา 00.00 น. ของวันที่ 13 ก.พ.)

ต่อมา นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด พร้อมนายประทีป คงสิบ ผู้อำนวยการสถานี ยื่นคำร้องขอระงับคำสั่งฉุกเฉินต่อศาลปกครอง เพื่อให้สถานี กลับมาออกอากาศได้ตามปกติ และศาลปกครองมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำสั่งของ กสทช. ที่พักใช้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ฯ ช่องรายการวอยซ์ ทีวี ไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

กระทั่ง 27 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนมติของ กสทช. ที่ให้พักใช้ใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ของบริษัท วอยซ์ ทีวี จำกัด เนื่องจากศาลปกครองกลางเห็นว่า การออกอากาศรายการที่เป็นเหตุให้ กสทช. มีมติดังกล่าว ผู้ดำเนินรายการได้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายสาธารณะและบุคคลสาธารณะตามสิทธิและเสรีภาพของสื่อมวลชน

แม้มีการแสดงความคิดเห็นสนับสนุนพรรคการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็ไม่ถึงขนาดเป็นการนำเสนอข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่ส่อให้เกิดความสับสน ยั่วยุ ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งหรือสร้างความแตกแยกในราชอาณาจักร รวมทั้งไม่ปรากฏว่า กสทช.ได้เสนอว่าการออกรายการดังกล่าวเกิดความเสียหายร้ายแรงอย่างไร

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

วอยซ์ทีวี