เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
Economic จับตา ‘สะพานข้ามเกาะช้าง’ หมื่นล้าน ปลุกเศรษฐกิจทะเลภาคตะวันออก
เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
Business เปิดแผน ‘ไฟฟ้ามั่นคง’ กฟผ.เตรียม SMR-เพิ่มพลังงานสะอาด
7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
Economic 7 อุตฯเหนื่อยสินค้านอกถล่ม กกร.ชงรัฐออกมาตรการช่วยตรงจุด
ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
Politics ไม่กังวล ‘ฝ่ายค้าน’ จ่อเปิดเกมซักฟอกเวทีงบ แจงผลงานครึ่งปีผ่านสื่อ “คุยกับ ครม.”
ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
สามัญสำนึก ประเทศไทยต้องแก้ เศรษฐกิจ K-Shape
เนื้อแท้ บาร์โคล่า
คุยกับเอกราช เนื้อแท้ บาร์โคล่า
มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
Politics มีผลแล้ว! ระเบียบสำนักนายกฯ ‘ว่าด้วยการแบ่งปันข้อมูลดิจิทัลฯ’
รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
Tech รู้จัก ‘Chipflation’ ภาวะต้นทุนชิปเฟ้อ สะเทือนสเป็ก-ดันราคาสินค้าไอทีพุ่ง
สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินอุดรฯ ก้าวสู่ฮับนานาชาติ รับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ “คุนหมิง–อุดรฯ”
CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
Business CPAXT ปิดดีล 1.3 หมื่นล้าน ซื้อ ‘The Food Purveyor’ รุกตลาดพรีเมียมมาเลเซีย
ดูทั้งหมด

ชงรัฐจัดแพ็กเกจเยียวยาชุดใหญ่ อัดฉีดเงินด่วน-พักหนี้ยาวกู้เศรษฐกิจ

05 ส.ค. 2564 | 10:45น.

ไทยเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยต่อปีที่สอง หลังตัวเลขผู้ติดเชื้อพุ่งสูงต่อเนื่องถึงกลางเดือน ส.ค. “ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ” หัวหน้าทีมวิจัยกรุงศรี หนึ่งในคณะอนุกรรมการ ศบศ. เสนอรัฐบาลเร่งปรับชุดนโยบายเยียวยาธุรกิจและประชาชน ต้องรีบอัดมาตรการชุดใหญ่สกัด “วิกฤตโรคระบาด” ลามสู่ “วิกฤตเศรษฐกิจ” เผยรัฐบาลต้องใช้ยาแรงมาครบ 3 องค์ประกอบ “เม็ดเงินมากพอ-ครอบคลุม-ยาว 6 เดือน” เผยหนี้สาธารณะแค่ 55% รัฐต้องก่อหนี้เพิ่มแทนประชาชน

ล็อกดาวน์ยาวทุบจีดีพี -0.5%

ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานวิจัยและหัวหน้าเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 (ศบศ.) สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อยู่ในขั้นวิกฤตรุนแรง ผู้ติดเชื้อใหม่ทะลุ 1.8 หมื่นคนต่อวันแล้ว ซึ่งก็อยู่ในค่าเฉลี่ยที่ทีมวิจัยทำแบบจำลอง

ซึ่งในกรณีเลวร้าย (worst case) ประเมินว่าผู้ติดเชื้อจะขึ้นไปถึง 25,000 รายต่อวัน ประมาณกลางเดือน ส.ค. และอาจลากยากไปถึงปลายเดือน ส.ค.

โดยผลของการติดเชื้อนำมาสู่การหยุดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และระยะเวลาการล็อกดาวน์ก็คงต้องเลื่อนไปจากกลางเดือนสิงหาคมเป็นปลายสิงหาคม โดยที่ผ่านมาทีมวิจัยกรุงศรีปรับลดคาดการณ์จีดีพีเหลือปีนี้ 1.2% แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจก็คงมากกว่านี้ ซึ่งถ้าการล็อกดาวน์ยาวไปถึงปลายปี ก็จะทำให้จีดีพีของไทยปีนี้จะหดตัว -0.5% เรียกว่าทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกปี

“วันนี้ความเสี่ยงขาลงมีมากกว่าความเสี่ยงด้านขาขึ้นคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งมาจากเครื่องยนต์เครื่องจักรเดียวที่ประเทศไทยมีคือการส่งออก ขณะที่ตอนนี้การติดเชื้อเริ่มกลับมาอเมริกา และอังกฤษ การส่งออกคงไม่ได้บวกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความท้าทายของประเทศไทยมีอยู่มาก วิกฤตครั้งนี้เป็นเกมยาว ขณะที่ในประเทศก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก ตัวเลขติดเชื้อก็ยังไม่ได้ชะลอ มองไปในโลกก็เริ่มติดเชื้อเพิ่ม ท้ายที่สุดก็จะกลับมากระทบเศรษฐกิจไทย”

เศรษฐกิจไทย K ขาลง

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ต้องยอมรับเศรษฐกิจไทยมีลักษณะ K shaped recovery มีคนที่ดีมาก ๆ และคนที่แย่มาก ๆ ตัวเลขจีดีพีเป็นแค่ค่าเฉลี่ย แต่ในภาวะแบบนี้ดูภาพรวมไม่ได้ เพราะมีคนที่ยากลำบากจำนวนมาก และไส้ในเรื่องการส่งออกเป็น K shaped ขาขึ้น เป็นธุรกิจที่ใช้ทุนเยอะ ใช้เครื่องจักรเยอะ และเกี่ยวข้องกับคนไม่มาก ขณะที่ภาคบริการ เป็นธุรกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น ผู้ประกอบการรายย่อย และเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

นอกจากนี้จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบว่าบริษัทเกี่ยวข้องกับส่งออกประมาณ 70% เป็นบริษัทต่างชาติ ทำให้คนไทยที่ได้รับประโยชน์จากส่งออกมีไม่มาก ถามว่า ส่งออกดีแล้วคนไทยรู้สึกมั้ย ไม่รู้สึกหรอก

“ถ้ามองในรูปตัว K บอกได้เลยว่า เส้นขาขึ้นจะเป็นเส้นบาง ๆ คนส่วนน้อย และอีกขาเป็นขาใหญ่และอ้วนเป็น K ขาลง ซึ่งเป็นตัวบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ยิ่งไปกว่านั้นฝั่งที่เป็นขาลงเกี่ยวข้องกับแรงงาน ซึ่งแปลว่าคนไม่มีเงิน ไม่มีกิน ซึ่งถ้าโรงงานเครื่องจักรที่ไม่มีเงิน เครื่องจักรก็หยุดไป แต่ถ้าเป็นคนไม่มีเงิน คนไม่มีกิน สวัสดิการสุขภาพและความเป็นอยู่ในการดำรงชีวิตจะยิ่งแย่ลง เป็นเรื่องใหญ่มากที่ประเทศไทยมีปัญหาอยู่เวลานี้”

ส่งออก เครื่องยนต์ตัวสุดท้าย

อย่างไรก็ดี “การส่งออก” เป็นเครื่องยนต์สุดท้ายที่มีอยู่ของไทย ขณะที่ตอนนี้ดีมานด์กำลังซื้อในโลกยังมีมหาศาล เพราะเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น และยุโรปฟื้นตัว ดังนั้นประเด็นไม่ใช่ว่าขายของไม่ได้ แต่ประเด็นจะมีสินค้าขายหรือไม่ เพราะตอนนี้เริ่มเห็นปัญหาจากฝั่งซัพพลายภาคการผลิต คือ 1.ผลิตไม่ได้ เพราะวัสดุขาดแคลน และ 2.การติดเชื้อในโรงงาน ทำให้ผลิตไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ส่งออกไม่มีสินค้าที่จะขายมากกว่า

อันนี้เป็นความเสี่ยง และถ้าเป็นนาน ๆ เราไม่มีของขาย คนซื้อต้องไปซื้อจากประเทศอื่น ยิ่งจะทำให้ปัญหาลากยาว และต้องถามว่า ในวันที่เรากลับมาผลิตและขายสินค้าได้ คนซื้อหรือคู่ค้าจะกลับมาซื้อกับเราหรือเปล่า ดังนั้นหากเครื่องยนต์ส่งออกเกิดดับ การฟื้นตัวคงไม่ใช่ K และจะโดนกระทบถ้วนหน้า

“วิกฤตโรค” ลาม “วิกฤตเศรษฐกิจ”

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ถ้าวิกฤตลากยาวเท่าไร จะยิ่งสร้างความเสียหายถาวรให้กับระบบเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ วิกฤตนี้จุดเริ่มต้นจากโรคภัยไข้เจ็บ เพราะฉะนั้นเราพยายามรักษาให้อยู่ในวิกฤตโรคระบาด ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ในโลกนี้ ค้นพบแล้วว่า วิธีดับไฟไม่ให้ลามจาก “วิกฤตโรคระบาด” มาเป็น “วิกฤตเศรษฐกิจ” ทำอย่างไร มีตัวอย่างแล้ว จากสหรัฐ จีน สิงคโปร์ ยุโรป อังกฤษ ซึ่งใช้วิธีการนโยบายการเงินการคลังจะต้องยิ่งใหญ่มหาศาล ที่วันนี้ฟื้นขึ้นมา ปรับจีดีพีขึ้นแล้วขึ้นอีก แต่สำหรับไทยตอนนี้หลายสำนักปรับลดคารการณ์จีดีพี สวนทางกับประเทศเหล่านั้น

“หากวิกฤตโรคระบาดลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ สิ่งที่เราเห็นคือบริษัทจะล้มหายตายจาก เจ๊งออกไปจากระบบเศรษฐกิจเรื่อย ๆ คนจะว่างงานถาวรมากขึ้นเรื่อย ๆ และถ้าภาพนั้นเกิดขึ้น นอกจากจะเป็นภาคเศรษฐกิจจริงแล้ว ยังจะลามไปภาคการเงิน แปลว่าหนี้ที่พักไว้ วันนั้นเขาไม่มีปัญญาใช้คืนแล้ว ซึ่งก็จะลามไปภาคการเงิน จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่วันนี้เรายังไม่เห็น เพราะทุกคนยังสาละวนอยู่กับเรื่องการติดเชื้อ แต่ถ้าวันที่คนติดเชื้อลดลง และเศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ผมว่าวันนั้นเรื่องจะเริ่มแดงขึ้น วันนี้จึงต้องรีบป้องกัน เพราะขึ้นกับว่าเราจะทำอย่างไร”

เสนอออกแพ็กเกจเยียวยาชุดใหญ่

ดร.สมประวิณเสนอว่า การที่จะสกัดวิกฤตโรคระบาดไม่ให้ลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจนั้น รัฐบาลต้องเปลี่ยนชุดนโยบายในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจ เพราะมาตรการที่ออกไปวันนี้ต้องบอกว่า ยังไม่เพียงพอ เพราะทุกคนยังได้รับผลกระทบอยู่อย่างรุนแรง เพราะฉะนั้นการดำเนินนโยบายจะต้องมีมากขึ้น เพื่อสกัดไม่ให้ลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ

โดยนโยบายต้องมีคุณลักษณะ 3 ประการ คือ 1.ต้องมากพอ เพราะวันนี้ความไม่แน่นอนมีมากกว่าความแน่นอน ทำเหลือไว้ดีกว่าขาด เพราะท้ายที่สุดแม้ว่าเศรษฐกิจเริ่มทรงตัว ก็ยังต้องใช้เม็ดเงินกระตุ้น

2.นโยบายต้องครอบคลุม วันนี้จะยังทำนโยบายเฉพาะเจาะจง (target) ให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ได้ เพราะวันนี้ 100 คน ได้รับผลกระทบ 99 คน ดังนั้นอย่าไปกังวลใจว่าจะมีคน 1 คนที่ไม่ได้รับผลกระทบและจะได้ประโยชน์ เพราะยิ่งออกแบบนโยบายช้าคน 99 คนจะยิ่งสาหัส

3.นโยบายต้องยาวพอ อย่าคิดว่าเดือนหน้าหรือ 3 เดือนสถานการณ์จะดีขึ้น ต้องคิดไปเลยว่าต้องอยู่กับโรคระบาดอีก 6 เดือน และทำนโยบายไปเลย 6 เดือน

“เพราะถ้าทำนโยบายแบบโรลไปเรื่อย ๆ ทีละเดือน เทียบกับการประกาศไปครั้งเดียว 6 เดือน ซึ่งใช้เงินเท่ากัน แต่ประสิทธิภาพของนโยบายไม่เท่ากัน การบอกไปเลยว่าจะช่วย 6เดือน จะมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะคนจะคาดการณ์ได้ วางแผนการใช้ชีวิตได้ จะช่วยให้นโยบายมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ได้เงินมาก็ใช้เลย เพราะรู้ว่าเดือนหน้าจะมีเงิน ก็จะทำให้เงินหมุนเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ”

ดร.สมประวิณย้ำว่า นโยบายทำเหลือดีกว่าทำขาด เพราะวันที่เศรษฐกิจไม่ดีมันเป็นการประคองอุปสงค์ให้มีตังค์ใช้กิน แต่ในวันที่เศรษฐกิจฟื้นแล้วมันเปลี่ยนนัยเป็นการกระตุ้น จะเห็นว่ากรณีสหรัฐ วันนี้เศรษฐกิจฟื้นแล้ว แต่นโยบายช่วยเหลือยังไม่หมด จ่ายเงินช่วยครัวเรือนถึงเดือนกันยายนเลย

มาตรการเร่งด่วนหยุดเลือดไหล

หัวหน้าทีมวิจัยกรุงศรีระบุว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนตรงจุดและทำได้เร็วคือ มาตรการทางการคลัง เร่งอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.ให้เงินช่วยเหลือโดยตรงกับภาคธุรกิจ รายย่อยและเอสเอ็มอี และคนที่จ้างงานตัวเอง เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเกี่ยวกับภาคบริการทั้งหลาย ซึ่งต่างประเทศมีให้เงินก้อนและรายเดือน

2.ให้เงินสนับสนุนการจ้างงานด้วย เพราะถ้าธุรกิจอยู่ได้ แรงงานที่อยู่ในภาคธุรกิจก็จะยังอยู่ได้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และ 3.ให้เงินช่วยเหลือกับภาคครัวเรือน เพราะได้รับผลกระทบด้วย และอย่ากังวลใจว่าเป็นผู้ประกอบการอิสระ ต้องให้หมด และต้องให้มากกว่าเดิม

และนอกจากการเติมเงินเข้าไปช่วยแล้ว ก็ต้องช่วยลดภาระรายจ่ายด้วย นอกจากค่าน้ำ ค่าไฟที่รัฐบาลช่วยแล้ว เพราะประชาชนยังมีภาระ ค่าเช่าบ้าน ค่าเช่าร้าน ซึ่งสามารถดูข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ว่างบดุลของครัวเรือนมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง นอกจากนี้ฝั่งการเงินที่ช่วยเหลือแล้วคือพักหนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการรักษาเติมอาหารเข้าไป และหยุดไม่ให้เลือดไหล ซึ่งถ้าทำแบบนี้สามารถประคองเศรษฐกิจไปได้

“สำหรับนโยบายทั้งหมดที่ออกมาตอนนี้ ต้องบอกว่า เป็นนโยบายก่อนที่จะมีเวฟ 3-4 แต่พอมีการระบาดเวฟ 3-4 ชุดนโยบายต้องเปลี่ยนใหม่หมด เพราะนโยบายที่ออกมาช่วยฟื้นฟูคนที่กำลังป่วย แต่วันนี้เรากลับมาติดเชื้ออีกรอบกำลังวิกฤต ต้องใช้ยาแรงให้หายติดเชื้อก่อน และหลังจากนั้นค่อยไปฟื้นฟู”

ดร.สมประวิณกล่าวว่า ส่วนตัวมีความเชื่อมั่นและมีความหวังกับเศรษฐกิจไทย ถ้ารัฐบาลเร่งทำมาตรการออกมาให้เพียงพอ เพราะมาตรการยังมีช่องว่างที่จะให้ทำอีกมาก ขณะที่ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาทก็ยังไม่ได้ใช้ รวมทั้งเราก็เห็นข้อมูลของประเทศต่าง ๆ ว่า เขาทำนโยบายอะไรบ้าง และทำแล้วได้ผล ซึ่งถ้ารัฐบาลทำได้ก็น่าจะได้ผล และเศรษฐกิจไทยก็จะไปได้ แต่ขอให้ทำเท่านั้นเอง

อย่าห่วงก่อหนี้เพราะวิกฤต

สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับ 90.5% ของจีดีพี มองว่าตอนนี้ไม่อยากให้เอามาเป็นประเด็นที่กังวลใจ เพราะหนี้ครัวเรือนมี 2 มิติ มิติแรกคือพฤติกรรมคนเปลี่ยน ชอบกู้มาใช้จ่าย มากกว่าที่จำเป็น เป็นเรื่องระยะยาวซึ่งต้องแก้ความรู้ทางการเงิน

อีกมิติคือในยามที่ลำบาก ภาวะเศรษฐกิจไม่ดีต้องยอมให้คนเป็นหนี้ เพราะรายรับลดลง แต่ต้องกินต้องใช้ และเมื่อไรที่เศรษฐกิจเปิด ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติค่อยกลับมาคุยกันว่าจะใช้หนี้ยังไง

เช่นเดียวกันกับหนี้สาธารณะระดับ 55% ยังไม่กังวลใจ เพราะยังต่ำอยู่ เทียบกับประเทศอื่นในโลก และมีช่องว่างให้ทำนโยบายอยู่มาก แต่ที่สำคัญคือต้องดูว่าเอาเงินไปทำอะไร ถ้าเอาเงินไปทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และถ้าเศรษฐกิจดีแล้วเก็บภาษีมาใช้หนี้ได้ แต่ถ้าบอกว่าไม่อยากกู้ เพราะไม่อยากเป็นหนี้ ท้ายที่สุดเศรษฐกิจไม่ดี หนี้ที่เคยเป็นอยู่แล้ว ดีไม่ดีใช้ไม่ได้ด้วยซ้ำไป

“นอกจากนี้ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ศุภวุฒิ สายเชื้อ ที่ว่าหนี้ครัวเรือน 90.5% และหนี้สาธารณะ 55% แปลว่ารัฐเข้มแข็ง แต่คนในประเทศอ่อนแอ ดังนั้นสิ่งที่ช่วยได้คือรัฐเข้ามาเป็นคนระดมทุนเอง และส่งต่อช่วยเหลือประชาชน ขณะเดียวกันก็อย่าเพิ่งบังคับให้เขาใช้หนี้ ถ้าพักปีหนึ่งได้ก็พัก เพราะถ้าเอาเงินมาใช้หนี้ แทนที่จะเอาไปใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ”

เตือนภัย เศรษฐกิจไทย Long Crisis

สำหรับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ดร.สมประวิณ กล่าวว่า โควิด-19 จะอยู่กับเราไปอีกสักพัก และคาดว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้ปลายปี 2566 ซึ่งปีหน้าทั้งปียังไม่ฟื้น คืออีก 2 ปีกว่า ดังนั้นถ้าไม่ทำนโยบายให้มีประสิทธิภาพ สุดท้ายจะเป็น long covid และไทยก็จะเป็น long crisis ซึ่งจะสร้างแผลเป็นให้ระบบเศรษฐกิจ

เพราะถ้าไม่สามารถประคองให้บริษัทและคนไม่ออกไปจากตลาดแรงงาน เมื่อเศรษฐกิจเปิดแล้ว นักท่องเที่ยวมาอยากจะซื้อของก็ซื้อไม่ได้ ซึ่งศักยภาพจีดีพีเศรษฐกิจจะไม่เหมือนเดิม และจะสร้างความเสียหายถาวรให้กับระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้นการจะประคองเศรษฐกิจรัฐบาลต้องทำควบคู่ 2 ส่วน และต้องใส่เงินเพิ่มจากที่ทำอยู่อีก 2 เท่า โดยส่วนแรกประคองเพื่อความอยู่รอดและกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกส่วนหนึ่งต้องกันเอาไว้ เพื่อที่จะทรานส์ฟอร์มประเทศสำหรับโลกหลังโควิด-19

“เพราะวันนี้เราเหมือนอยู่ในถ้ำ โลกก่อนที่เราจะเดินเข้าถ้ำไป และโลกที่เรากำลังจะเดินออกไป ไม่เหมือนกัน มันต้องมีการทรานส์ฟอร์มประเทศ เช่น สหรัฐและยุโรปใช้เงินมหาศาลลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานชนิดใหม่เกี่ยวกับดิจิทัล ความยั่งยืน (ESG) ถ้าเราไม่ทรานส์ฟอร์มประเทศและผู้ประกอบการ ท้ายที่สุดแล้วถ้าออกจากถ้ำไป คนซื้อสินค้าไม่เหมือนเดิมแล้ว คำแนะนำผมจึงต้องมี 2 ทีม ทีมหนึ่งปั๊มหัวใจให้ฟื้น อีกทีมเป็นทีมฟื้นฟู พยายามทำกายภาพฟื้นฟู เน้นกล้ามเนื้อในโลกใหม่” ดร.สมประวิณกล่าวทิ้งท้าย

พร้อมระบุว่า ขณะที่ทีมวิจัยกรุงศรีกำลังทำรายงานวิจัยแนวทางป้องกันวิกฤตโรคระบาดที่จะลามไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ โดยศึกษาจากแนวทางของประเทศต่าง ๆ ที่ทำแล้วสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้สำเร็จ โดยคาดว่าภายใน 2 สัปดาห์จะนำเสนอข้อมูลเพื่อส่งต่อผ่านช่องทางต่าง ๆ ให้กับรัฐบาลไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

พักหนี้ โควิด ล็อกดาวน์