เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทอดพระเนตรคอนเสิร์ต “โอเปรา โกส์ ทู ฮอลลีวูด”
บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
เศรษฐกิจภูมิภาค บินตรง “คุนหมิง-อุดรฯ” ล่ม ทัวร์เร่งคืนเงินเต็มจำนวนหวั่นกระทบภาพลักษณ์
“โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
Biz Movement “โอปอล สุชาตา” เตรียมอำลาตำแหน่ง Miss World 2026
“ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
News “ชัชชาติ” สำรวจ ดาต้าเซ็นเตอร์ พระราม9 หลังชาวบ้าน-ร้านค้าร้องกลิ่นน้ำมันคลุ้ง
‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
Real Estate ‘เอสซี-เสนา’ ฝ่าวิกฤตกู้ยาก ผนึก ‘แบงก์ใหญ่’ ช่วยคนซื้อบ้าน 
ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
การศึกษา ยศชนัน-ศูนย์กันก่อนท่วม ชู Localize Technology ปั้นน้ำเป็นทุนเศรษฐกิจ
WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
Biz Movement WOODY เจ้าตลาดคอนเทนต์สู่ Well-being Ecosystem
เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
SD เปิดหลังบ้านความยั่งยืน NCC ‘Carbon Neutral Event’ เรื่องที่ไม่เคยถูกเล่ามาก่อน
ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
SD ไทยเบฟร่วม Bangkok Business Summit 2026 ชู SEP สร้างการเติบโตยั่งยืน
เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
เศรษฐกิจภูมิภาค เชียงใหม่-ลำพูน ปลุกอีเวนต์โคมลอย “Moonlight Sky Lantern 2026” ดันห้องพักยี่เป็งเต็ม 100%
ดูทั้งหมด

ระดมสมองรับมือโลกร้อน GCNT+UN ติดอาวุธภาคธุรกิจไทย

08 ก.ย. 2564 | 11:13น.
ภาวะโลกร้อน

จากการประชุมเสวนาออนไลน์ในหัวข้อ “Race to Zero : Meet the World’s Race to Zero Heroes for Climate Action” เมื่อไม่นานผ่านมา โดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (GCNT) ร่วมกับสหประชาชาติ และศูนย์ความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชียและ
แปซิฟิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติในกรุงเทพมหานคร (UNFCCC RCC Bangkok)

ที่มีการเชิญชวนบุคคลแนวหน้า และผู้มีบทบาทต่อการขับเคลื่อนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลกมาร่วมรับฟัง และแบ่งปันข้อมูล ความรู้ ประสบการณ์ เพื่อทำความเข้าใจถึงกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการรับมือปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม จนที่สุดจึงเกิดมุมมองในหลายภาคส่วนด้วยกัน

โลกร้อนเข้าสู่ภาวะรุนแรง

เบื้องต้น “นพปฎล เดชอุดม” ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ในฐานะเลขาธิการสมาคมเครือข่าย เปิดเผยว่า ขณะนี้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความร้ายแรงขึ้นทุกขณะ โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือ IPCC (Intergovernmental Panel on Climate Change) ได้เผยแพร่รายงานประเมินสถานการณ์สภาพภูมิอากาศโลก ล่าสุดที่เลขาธิการสหประชาชาติเรียกรายงานฉบับนี้ว่า “Code Red” สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์โลกร้อนเข้าสู่ภาวะที่รุนแรงมาก

จากรายงานสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากมนุษย์ได้ส่งผลกระทบต่อการเกิดสภาวะอากาศแปรปรวนอย่างสุดขั้วในหลายภูมิภาคทั่วโลก โดยขณะนี้กิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกภาคพื้นดินร้อนขึ้น 1.59 องศาเซลเซียส ส่วนในมหาสมุทรอุณหภูมิสูงขึ้น 0.88 องศาเซลเซียส

ดังนั้น สภาพอากาศที่แปรปรวนสุดขั้วกำลังอยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น นอกจากนี้ สิ่งที่น่าห่วงคือความล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ปัจจุบันเกิดปรากฏการณ์ความเป็นกรดในน้ำทะเล ปัญหาปะการังฟอกขาว อันเป็นสาเหตุทำให้สัตว์ทะเลต้องสูญเสียแหล่งขยายพันธุ์ สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงถึงแหล่งโปรตีนสำหรับประชากรโลกด้วย และไม่เพียงเท่านี้ยังส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพอื่น ๆ จนทำให้สิ่งมีชีวิตบนโลกเกือบล้านสายพันธุ์ใกล้สูญพันธุ์

“วันนี้ทั่วโลกเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกัน และทำงานให้หนักขึ้นเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคธุรกิจต้องมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ ซึ่ง GCNT ทำงานร่วมกับองค์กรธุรกิจที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำในการจัดการกับความท้าทายทางสภาพภูมิอากาศ”

“โดยเน้นการขับเคลื่อนในรูปแบบความร่วมมือที่มุ่งมั่น และแบ่งปันความรู้ในการจัดการปัญหานี้ร่วมกัน ทั้งยังทำให้ภาคเอกชนเข้าใจในเนื้อแท้เพื่อนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง เห็นเป้าหมายที่ชัดเจนและเข้าใจถึงการขับเคลื่อนต่าง ๆ ผ่านคำที่มีชื่อเรียกในทางเทคนิคทั้ง Race to Zero, Net Zero, Carbon Neutral, Science-based targets เป็นต้น”

ระดมสมองช่วยโลกร้อน

“นพปฎล” กล่าวต่อว่า GCNT จึงจัดให้มีเวทีระดมสรรพกำลังของภาคธุรกิจไทย เพื่อต่อสู้กับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มข้นในการประชุมสุดยอดผู้นำความยั่งยืน GCNT Forum 2021 ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนจะถึงการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 เดือนพฤศจิกายน เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร

“โดยจะเปิดพื้นที่ให้กับทุกประเทศในการนำเสนอประเด็นต่าง ๆ การตั้งเป้าหมายเพื่อลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อนภายในปี 2030 และจะทำอย่างไรเพื่อไปถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ net zero หรือการไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปมากกว่าที่สามารถกำจัดได้ภายในปี 2050 ที่สำคัญจะได้เห็นความก้าวหน้าในเรื่องการสร้างกฎระเบียบในการจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เข้มแข็งและจริงจังมากขึ้น”

เอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว

ขณะที่ “กีต้า ซับบระวาล” ผู้ประสานงานสหประชาชาติประจำประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากผลสำรวจของ Deloitte ระบุว่า กว่า 80% ของผู้นำธุรกิจทั่วโลกแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายถึงผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับว่าโลกกำลังอยู่ในจุดเปลี่ยน ซึ่งต้องการความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกับการลงทุนกับเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเดิมทีการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมจะถูกมองว่าเป็นภาระต้นทุนต่อเศรษฐกิจ

“อย่างไรก็ตาม รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมสามารถก่อให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจสีเขียว 2-7 เท่า นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจสีเขียวและความยั่งยืนของธุรกิจจึงเป็นสิ่งจำเป็น”

“ทั้งยังระบุอีกว่า ภาคเอกชนมีส่วนสำคัญมากในการขับเคลื่อนเรื่องนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทย ซึ่งภาคเอกชนมีส่วนช่วยทำให้เกิด GDP มากกว่า 80% จึงมีบทบาทต่อการเป็นผู้นำที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศได้”

“ภาคเอกชน” หัวหอกสำคัญ

“เยนส์ หราดชินสกี้” หัวหน้าศูนย์ความร่วมมือระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติในกรุงเทพมหานคร (UNFCCC RCC Bangkok) กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้เราอยู่ในจุดเริ่มต้นการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประเทศต่าง ๆ สรุปแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศหลังปี 2020

“โดยปรับให้เข้ากับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศ พร้อมย้ำว่างานข้างหน้านั้นยิ่งใหญ่มาก และภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเร่งให้เกิดการแข่งขันเพื่อลดการปล่อยก๊าซให้เป็นศูนย์ อย่างช้าสุดภายในปี 2050”

นอกจากนี้ ในวงเสวนายังกล่าวถึงความสำคัญของภาคธุรกิจเอกชนทั่วโลก ที่ต้องร่วมมือเป็นแนวหน้ากับภาครัฐในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศให้บรรลุตามเป้าหมายความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่พยายามจำกัดให้อุณภูมิโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส รวมทั้งนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ภาคเอกชนจะมีส่วนร่วม

โดยผ่านโครงการริเริ่มเพื่อเป้าหมายที่อิงวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets Initiative) ที่มีการกำหนดแนวนโยบายและตัวชี้วัดของภาคเอกชนต่าง ๆ ต่อนโยบายด้านการจัดการการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศที่
น่าเชื่อถือ และวัดผลได้ทางวิทยาศาสตร์

พร้อมกับนำเสนอแคมเปญ Race to Zero ที่มีหน่วยงานและภาคธุรกิจจากทั่วโลกเข้าร่วมกว่า 4,500 ราย มาร่วมปฏิญาณและให้พันธสัญญาร่วมกันที่จะดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์

กำหนดเป้าหมายอิงวิทยาศาสตร์

สำหรับ “เอ็มมา วัทสัน” จากโครงการริเริ่มเพื่อเป้าหมายที่อิงวิทยาศาตร์ (Science Based Targets Initiative) อธิบายว่า Science Based Targets (SBT) หรือเป้าหมายอิงทางวิทยาศาสตร์ เป็นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับเป้าหมายของข้อตกลงปารีส บนพื้นฐานทาง climate science

“ซึ่งการตั้งเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์มีหลักการสำคัญ โดยพิจารณาปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมที่สามารถปล่อยทั้งโลก และจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไว้ให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ทั้งยังมุ่งสู่การจำกัดอุณหภูมิไว้ให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส”

ปัจจุบันมีบริษัทกว่า 1,713 แห่งทั่วโลกเข้าร่วมดำเนินเป้าหมายนี้แล้ว ซึ่งหลักการคือจะมีการตั้งเป้าหมายระยะสั้น กลาง ยาว เพื่อให้แต่ละบริษัทตั้งไว้ว่าจะต้องดำเนินงานเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่เพื่อไปถึงเป้าหมายของตนเอง

“แต่ละบริษัทจะมีการปฏิญาณตนแตกต่างกัน บางบริษัทบอกจะลดแค่ CO2 ขณะที่บางบริษัทตั้งไว้ว่าจะลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตทั้งหมด ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะธุรกิจของแต่ละแห่งที่มีการวางแผนไม่เหมือนกัน และก็จะคำนวณปริมาณการปล่อยตามหลักวิทยาศาสตร์”

“อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการกำหนดเป้าหมายทางวิทยาศาสตร์สำหรับองค์กรธุรกิจจะมีการผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งยังสนับสนุนให้เกิดความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อกฎระเบียบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดีแก่นักลงทุน ส่งเสริมความสามารถการแข็งขันทางธุรกิจ และสนับสนุนการพัฒนานโยบายด้านความยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร”

เปิดแคมเปญ Race to Zero

“ฟิโอนา แมคลิน” ผู้ประสานงานโครงการรณรงค์ Race to Zero กล่าวตอนสุดท้ายว่า สำหรับ Race to Zero เป็นแคมเปญร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศสุทธิเพิ่มขึ้นจากการดำเนินธุรกิจหรือการบริการของผลิตภัณฑ์ ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ UNFCCC ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเริ่มเปิดตัวเมื่อช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา

“โดยมีผู้เล่นหรือองค์กรธุรกิจจากทั่วโลกประกาศเจตนารมณ์ Race to Zero หรือปฏิบัติการแข่งขันเพื่อลดคาร์บอนเป็นศูนย์สุทธิกว่า 4,500 ราย ครอบคลุมถึง 31 ภูมิภาค 733 เมือง มีภาคธุรกิจ 3,067 แห่ง นักลงทุน 173 ราย กลุ่มเฮลท์แคร์ 37 กลุ่มรวมถึงภาคการศึกษาอีก 624 แห่ง ที่เห็นความสำคัญนำโลกไปสู่สังคมไร้คาร์บอน อันเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการขยายเศรษฐกิจโลกในอนาคต”

“ดิฉันหวังว่าจะมีจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเพิ่มมากขึ้นภายหลังจากการประชุม COP26 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมกันนี้จึงอยากเชิญชวนภาคธุรกิจมาร่วมขับเคลื่อนไปด้วยกัน เพราะการเข้าร่วมของสมาชิกต้องมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทุกด้าน”

“โดยแบ่งหลักเกณฑ์ออกเป็น 4P ได้แก่ Pledge การตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนภายในปี 2030, Plan แผนระยะสั้น กลาง ยาว เป็นอย่างไร, Proceed การดำเนินงานจะเป็นแบบไหนต้องมีการระบุกิจกรรมชัดเจนว่า จากวันนี้เป็นต้นไปจะทำอะไรบ้าง และ Publish ความโปร่งใส่ สมาชิกทุกรายต้องตีพิมพ์ผลงานทุกปีตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพื่อจะได้เห็นความก้าวหน้า”

ซึ่งสมาชิกทุกรายต้องทำตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างครอบคลุม

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาวะโลกร้อน