เกษตรกรสวนส้มโอ-ผู้ส่งออกกระอักหลายเด้ง ทำราคาดิ่งหนัก ยอดขายในประเทศลดฮวบ 20% จากพิษโควิด ปิดตลาด-ปิดห้าง แห่ขยายการปลูก แถมตลาดส่งออกมูลค่า 5 พันล้านบาท ถูกพ่อค้าจีนหัวใสนำส้มโอเวียดนามราคาถูกกว่าไทย 40-50 บาท/กก.เข้ามา “สวมสิทธิ” สัญชาติไทย ส่งไปขายตลาดหลักจีน ส่งผลกระทบให้ราคาส้มโอที่ตกต่ำอยู่แล้ว ราคาดิ่งหนักลงไปอีก
นายบุญเกิด มีทวี ผู้จัดการ บริษัท เอ็ม.ที.ฟรุท โปรดักส์ จำกัด ผู้ส่งออกส้มโอรายใหญ่ จ.พิจิตร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ตลาดส่งออกส้มโอมูลค่าประมาณ 5 พันล้านบาทต่อปี กำลังประสบปัญหาเรื่องราคาส้มโอตกต่ำหนักสุด
แม้ปริมาณการส่งออกยอดเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่ด้านมูลค่าลดลงเป็นอย่างมาก เนื่องจากช่องทางการจำหน่ายยังเป็นตลาดเดิม ขณะที่ตลาดในประเทศไทยเองแทบจะขายไม่ได้เลย
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันโรคระบาดโควิด-19 ตลาดต่าง ๆ หรือห้างสรรพสินค้ามีมาตรการประกาศเปิด-ปิดบ่อย จำนวนประชาชนที่เข้าไปจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ส่งผลให้ยอดขายลดลงกว่า 20%
รวมถึงพบปัญหาพ่อค้าจีนหัวใสนำส้มโอจากประเทศเวียดนามราคาประมาณ 10 บาทต่อกิโลกรัม เข้ามาสวมสิทธิเป็นส้มโอไทย แล้วส่งออกไปขายในตลาดจีนอีกทอดหนึ่ง
ทำให้สินค้าในประเทศที่มีมากอยู่แล้วราคาตกต่ำลงไปอีก เนื่องจากราคาส้มโอของไทยมีราคาสูงกว่าส้มโอเวียดนามเฉลี่ยประมาณ 40-50 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลให้เกษตรกรไทยได้รับผลกระทบจากการสวมสิทธิอย่างมาก
“จึงอยากให้หน่วยงานภาครัฐสอดส่องการนำเข้าผลไม้จากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาสวมสิทธิผลไม้ไทย เพื่อการส่งออกไปยังประเทศที่ 3 เนื่องจากสวนผลไม้ในประเทศเพื่อนบ้านยังไม่มีมาตรฐาน ทำให้ไม่สามารถส่งออก
โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่นำส้มโอเวียดนามเข้ามาสวมสิทธิและส่งไปขายตลาดจีน เขาพูดภาษาเดียวกันได้ สามารถติดต่อกันได้ คนไทยเสียเปรียบด้านภาษา ทำให้สื่อสารยาก” นายบุญเกิดกล่าวและว่า
นอกจากนี้ในประเทศไทยเองมีการขยายการปลูกส้มโอเพิ่มมากขึ้น แต่ช่องทางการตลาดยังเท่าเดิม จึงเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาตกต่ำ โดยแต่ละสายพันธุ์ราคาเฉลี่ยปรับลง 5-10 บาทต่อกิโลกรัม แม้ยอดการส่งออกเทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา แต่รายได้ลดลงเป็นอย่างมาก
ยกตัวอย่าง จากเดิมส้มโอพันธุ์ขาวแตงกวา 60-65 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์ทองดี 60 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์ท่าข่อย 20-25 บาทต่อกิโลกรัม และพันธุ์ทับทิมสยาม 70-80 บาทต่อกิโลกรัม
ปัจจุบันพันธุ์ขาวแตงกวาปรับลงเหลือ 50 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์ทองดีปรับลงเหลือ 40-45 บาทต่อกิโลกรัม พันธุ์ท่าข่อยปรับลงเหลือ 15-20 บาทต่อกิโลกรัม และพันธุ์ทับทิมสยามปรับลงเหลือ 65-70 บาทต่อกิโลกรัม
นายบุญเกิดกล่าวต่อไปว่า ก่อนหน้านี้ผู้ส่งออกมีปัญหาเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน เพราะด่านชายแดนจีนมีการตรวจเข้มในการนำสินค้าเข้าประเทศ สมมุติไทยส่งออกสินค้า 100 ตู้ต่อวัน
แต่ตรวจได้เพียง 20 ตู้ต่อวัน จึงทำให้สินค้าและตู้คอนเทนเนอร์อยู่ที่ปลายทาง อีกทั้งจำนวนตู้ในประเทศมีน้อยลง จึงทำให้ช่วงที่ผ่านมาธุรกิจได้รับผลกระทบกว่า 30% แต่ตอนนี้ผลกระทบเรื่องตู้คอนเทนเนอร์ถือว่าได้รับผลกระทบน้อย
นายบุญเกิดกล่าวต่อไปว่า อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือและผลักดันเกษตรกรผู้ปลูกส้มโอทำแปลงปลูกให้ได้มาตรฐานและคุณภาพ เพื่อการส่งออก เพราะต่างประเทศเข้มงวดเรื่องมาตรฐานเป็นอย่างมาก
โดยเกษตรกรชาวสวนส้มโอต้องไปยื่นขอรับรองแปลงตามมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (good agricultural practices : GAP) และผู้ส่งออกต้องยื่นขอรับรองสถานที่ส่งออกต้องได้รับมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร (good manufacturing practice : GMP)
“ตอนนี้อยากให้รัฐบาลช่วยเรื่องการส่งออก เพราะต่างประเทศเข้มงวดเรื่องเอกสารจะต้องมี GAP GMP โดยให้ทางภาครัฐเข้าไปกระตุ้นเกษตรเรื่องทำแปลงให้ได้มาตรฐาน และคุณภาพ ถ้าไม่มีแปลงมาตรฐานไม่สามารถส่งออกได้ จะทำให้สินค้าในประเทศล้นตลาด”
นายบุญเกิดกล่าวต่อไปว่า สำหรับสัดส่วนการตลาดของบริษัท จะขายภายในประเทศ 50% และส่งออก 50% โดยการส่งออกจะส่งไปประเทศจีน 90% และประเทศโซนตะวันออกกลาง 10%
ขณะที่ส้มโอที่บริษัทขายส่วนใหญ่พันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้า แบ่งเป็นพันธุ์ขาวแตงกวา 55% ทองดี 35% ทับทิมสยาม 5% ท่าข่อย 5% สำหรับพันธุ์ทับทิมสยามและท่าข่อยมีสัดส่วนการขายน้อย
เนื่องจากผลผลิตมีน้อย เพราะมีการปลูกน้อย แต่ตอนนี้เกษตรกรได้มีการขยายพื้นที่การปลูกอย่างต่อเนื่อง คาดว่าในอนาคตสัดส่วนจะเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่ผลผลิตทางบริษัทมีการรับซื้อมาจากเกษตรกรในเครือข่ายทั่วประเทศ มีพื้นที่การปลูกกว่า 21,000 ไร่ โดยส่วนใหญ่รับซื้อส้มโอ 4 สายพันธุ์หลัก ๆ ได้แก่ พันธุ์ทองดี พันธุ์ขาวแตงกวา พันธุ์ท่าข่อย
และพันธุ์ทับทิมสยาม โดยผลผลิตส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดพิจิตร และจังหวัดที่มีการปลูกและได้รับมาตรฐาน
สำหรับพื้นที่เพาะปลูกส้มโอทั่วประเทศไทยคาดว่ามีประมาณ 2-3 แสนไร่ เช่น พิจิตร 14,000 ไร่ สมุทรสงคราม 700 ไร่ เชียงราย 4,000 ไร่ ชัยนาท 700 ไร่ เป็นต้น
ขณะเดียวกันมีหลายจังหวัดที่ประกอบธุรกิจส่งออกส้มโอ ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจส่งออกส้มโอรายใหญ่ อาทิ นครปฐม 4 ราย เชียงราย 2 ราย พิจิตร 5 ราย และที่เหลือเป็นผู้ประกอบการรายย่อย
อย่างไรก็ตาม ในส่วนความคืบหน้าเรื่องการพัฒนาให้จังหวัดพิจิตรเป็นตลาดกลางส้มโอ ตอนนี้งบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าวถูกปัดตกไปแล้ว เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
จึงจำเป็นที่จะต้องนำงบประมาณจำนวนดังกล่าวไปใช้ในโครงการที่จำเป็นเร่งด่วนก่อน รัฐบาลยังไม่มีงบประมาณมาสนับสนุน ทำให้โครงการต้องถูกชะลอไว้ก่อน คาดว่าต้องรอให้สถานการณ์เรื่องโรคระบาดโควิด-19 คลี่คลายก่อนจึงจะมีการพิจารณาทบทวนกันอีกรอบ ซึ่งไม่น่าจะต่ำกว่า 2 ปี