Skip to content

ประยุทธ์คิกออฟ ฉีดไฟเซอร์เด็กวันแรก ลั่นวัคซีนมีพอถึงปีหน้า

04 ต.ค. 2564 | 10:34น.
ประยุทธ์คิกออฟ ฉีดไฟเซอร์เด็กวันแรก ลั่นวัคซีนมีพอถึงปีหน้า

พลเอกประยุทธ์ร่วมคิกออฟฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้เด็กนักเรียนวันแรก ย้ำวัคซีนมีเพียงพอตามเป้า 150-170  ล้านโดสในปีนี้

วันที่ 4 ตุลาคม 2564 ที่โรงเรียนพิบูลอุปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน Kick Off สร้างเกราะป้องกันด้วยวัคซีน เด็กปลอดภัย เรียนอุ่นใจ ต้อนรับเปิดเทอม ซึ่งเป็นวันแรกของการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กนักเรียน อายุระหว่าง 12-18 ปี โดยเบื้องต้นวันนี้เป็นการฉีดวัคซีนเข็มแรกพร้อมกัน 15 จังหวัด ใน 13 เขตสุขภาพ

โดยพลเอกประยุทธ์เป็นประธานกล่าวเปิดว่า วันนี้เรามี 3 สถานการณ์ที่มีความห่วงใยหลัก ๆ คือ 1.โควิด-19 2.อุทกภัย 3.เศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลต้องแก้ปัญหาทุกอย่าง จึงอยากฝากไปถึงครูอาจารย์ นักเรียนทุกคน ให้เข้าใจว่าประเทศชาติเราจะอยู่ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีปัญหาอะไร ก็แก้ไป ทำให้ดีที่สุด จนกว่าจะเรียบร้อยทุกงาน

ส่วนผลกระทบด้านโควิด-19 ได้รับผลกระทบไปทั่วโลก มีสถิติการติดเชื้อ และเสียชีวิตจำนวนมาก ฉะนั้นการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลต้องรักษาระบบนี้ให้ได้ มีการปรับวิธีการเรียนการสอนหลายรูปแบบให้เหมาะสมหลายช่องทาง วันนี้ตนเห็นภาพผู้ปกครองนั่งเรียนกับลูกในกรณีที่เด็กอยู่บ้านเชื่อว่าไม่ใช่ภาระ ถ้ามีเวลาก็อยู่กับลูกกับหลานเป็นช่วงเวลาครอบครัวที่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ต้องขอโทษถ้ามีหลายคนรู้สึกเป็นภาระ แต่วันนี้ต้องมีความใกล้ชิดกันในครอบครัวมากยิ่งขึ้น เพื่อมีภูมิต้านทานในการอยู่ในโลกใบนี้ต่อไป

ฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดวันนี้คือเป็นการเตรียมพร้อมด้านการศึกษาให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดความมั่นใจแก่ผู้ปกครองในการส่งลูกหลานมาเรียน

ในส่วนของวัคซีนที่ฉีดให้เด็กอายุ 12-18 ปี คือวัคซีนไฟเซอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพและได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ฯลฯ ก็ได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนไฟเซอร์กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปแล้ว ถ้าเราสามารถฉีดวัคซีนได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด ทั้งครู นักเรียน บุคลากรการศึกษา ก็จะทำให้การเปิดภาคเรียนที่ 2 สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

“ผมขอขอบคุณทุกคน ทั้งภาครัฐ เอกชน ผมต้องการเห็นภาพให้ทุกคนได้รับวัคซีนอย่างถ้วนหน้า หลายคนบอกว่า เป็นหน้าที่รัฐบาล แน่นอนว่าเป็นหน้าที่รัฐบาลอยู่แล้ว แต่ในเรื่องการจัดหาวัคซีนมี 2 ประเภท คือวัคซีนหลักที่รัฐบาลจัดหา ซึ่งเป็นการเจรจาโดยภาครัฐ โดยรัฐบาลต่อรัฐบาล ส่วนวัคซีนทางเลือกเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการเจรจาระหว่างผู้จำหน่ายวัคซีนเป็นทางเลือกให้กับคนทั่วไป ผมยืนยันว่าปีนี้เรามีวัคซีนเพียงพอ และก็เพียงพอไปถึงปีหน้า คาดการณ์ว่าจะมีถึง 150-170 ล้านโดสในปีนี้ ก็คิดว่าจะฉีดได้ครบถ้วนตามที่เราตั้งเป้าหมายไว้ทุกประการ”

“วันนี้เราต้องเดินหน้าประเทศไปข้างหน้าจะเห็นว่า รัฐบาลก็มีการดำเนินการมาตลอดอย่างต่อเนื่อง ในช่วงก่อนที่จะจัดหาวัคซีนมาได้ ซึ่งโลกกว่าจะคิดหาวัคซีนได้ก็นานพอสมควร และต้องรอการรับรองมาตรฐานอีก ก็ช้าไปเรื่อย ๆ สถานการณ์การแพร่ระบาดเราก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร มันเป็นการคิดอย่างเป็นระบบ เช่นเดียวกับการศึกษาผมอยากฝากถึงนักเรียนทุกคน ให้ช่วยกันศึกษา เรียนหนังสือ แล้วคิดว่าเราจะเรียนไปทำอะไร นั่นแหละคำตอบ คืออนาคตของท่านเอง ว่าวันข้างหน้าท่านจะมีงานทำไหม วันหน้า จะสามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ ญาติพี่น้องได้ไหม ครอบครัวได้ไหม

เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็สร้างงานรอไว้ข้างหน้า ไม่ว่าจะการลงทุน EEC การลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ อีกหลายอย่างด้วยกัน ก็ฝากทุกคนให้ความสนใจเรื่องเหล่านี้มากกกว่าเรื่องอื่น ๆ ว่าเราจะเรียนหนังสือไปเพื่ออะไร ไม่ใช่เรียนเพื่อให้มันจบ แต่ไม่ได้มุ่งหวังว่าจะมีงานทำหรือเปล่า การจะหางานไม่ใช่เรื่องง่ายนักในโลกปัจจุบัน ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมตัวเอง ทั้งความคิด หลักการต่าง ๆ มันมีปัญหามากแน่นอน ก็ขอให้ทุกคนสนใจการเรียนให้มากที่สุด สนใจสถาบันครอบครัวของท่าน พ่อแม่ ญาติ พี่น้อง เพราะประเทศไทย เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้

รวมถึงเรื่องประวัติศาสตร์ ศีลธรรม และสิ่งสำคัญสุดคือวินัย ผมอาจจะเป็นทหารมาก่อน ผมได้รับการฝึกหัดของผมมา ซึ่งผมไม่เคยไปต่อต้านเรื่องเหล่านี้ มันเป็นเรื่องของวินัย ที่ต้องมีทุกคน ถ้าเราไม่มีวินัยมันก็สะเปะสะปะไปเรื่อย อยากทำอะไรก็ทำ ซึ่งบางครั้งมันก็รบกวนสมาธิคนอื่นเหมือนกัน คนเราต้องมีวินัย เพราะวินัย รวมถึงกฎหมายจะทำให้ประเทศนี้อยู่ได้ ถ้าไม่มีอะไรเลยมันอยู่ไม่ได้ ประเทศนั้นก็เป็นโจรเท่านั้นเอง”

ทั้งนี้ พลเอกประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอให้การดำเนินสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละการทำงานด้วยความอดทน กว่า 2 ปีกว่าไม่เคยหยุดพัก ผมเห็นใจอย่างยิ่ง ปัญหาเรามีอยู่เยอะแยะ จะทำอย่างไรให้ปัญหาลดลงให้ได้ ด้วยความเข้าใจซึ่งกันและกัน อย่าสร้างความเกลียดชังซึ่งกันและกันจะดีที่สุด

ด้าน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กับเด็กนักเรียนอายุระหว่าง 12-18 ปี เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน และรองรับการเปิดภาคเรียน โดยเบื้องต้นวันนี้จะเป็นการฉีดวัคซีนเข็มแรกพร้อมกัน 15 จังหวัด ใน 13 เขตสุขภาพซึ่งนักเรียนที่เข้ารับการฉีดวัคซีนทั้งหมดต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง โดยขณะนี้ทั่วประเทศผู้ปกครองตอบรับยินยอมให้ฉีดวัคซีนแล้ว 80% ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วนวัคซีนเข็มที่ 2 จะฉีดเมื่อใด ทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้พิจารณา รวมถึงกรณีเด็กเล็ก ก็ต้องประเมินความปลอดภัยก่อนเช่นกัน

ทั้งนี้ภายหลังจากฉีดวัคซีนนักเรียนได้ครอบคลุมแล้วก็จะสามารถเปิดภาคเรียนได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ เบื้องต้นใช้รูปแบบสลับกันมาเรียน ระหว่าง onsite และ online ควบคู่กับมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อลดจำนวนความแออัด เนื่องจากวัคซีนเป็นเพียงการป้องกันความปลอดภัยให้กับนักเรียน ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อ

ขณะที่นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเสริมว่า การฉีดวัคซีนวันนี้ 2 กระทรวงได้ร่วมกันให้บริการทั้ง 13 เขตสุขภาพ รวมกรุงเทพฯ ซึ่งกระทรวงสาธารณาสุขวางแผนจัดสรรวัคซีนให้กับนักเรียนอายุ 12-18 ปีที่มีกว่า 5 ล้านคนทั่วประเทศ โดยระยะแรกได้จัดสรรวัคซีน 2 ล้านโดสในต้นเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะบูรณาการกับงานอนามัยโรงเรียน เพื่อให้เด็กเข้าถึงวัคซีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเด็กที่มีโรคประจำตัว ไม่ได้เรียนหนังสือหรือกลุ่มนอกระะบบการศึกษาสามารถรับวัคซีนที่โรงพยาบาลที่รักษาประจำได้ ส่วนเด็กเรียนที่บ้านหรือ home school ก็ลงทะเบียนที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้เช่นกัน โดยการฉีดวัคซีนต้องเป็นความยินยอมไม่ใช่การบังคับ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ฉีดวัคซีน ไฟเซอร์