รมว.อุตฯลุยตลาดยุโรปตะวันออก “อุตตม” เยือนเวียนนาปลายเดือนพ.ย.หารือเอกชนออสเตรีย เคเบิลคาร์ยักษ์ใหญ่ Doppelmayr และบริษัทรถดับเพลิงหาช่องลงทุนเซอร์วิสเซ็นเตอร์ในไทย
นายทรงศัก สายเชื้อ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศ ณ กรุงเวียนนา เปิดเผยถึงความร่วมมือในการเดินหน้าอุตสาหกรรมระหว่างไทยกับออสเตรียว่า ระหว่างวันที่ 27-29 พฤศจิกายนนี้ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จะเดินทางเยือนกรุงเวียนนา เพื่อร่วมประชุมและสัมมนากับภาคธุรกิจเอกชนออสเตรีย ตามกรอบความร่วมมือไทยแลนด์ ยูนิโด พาร์ตเนอร์ชิป องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูนิโด : UNIDO) ในโอกาสนี้ รมว.อุตสาหกรรมจะมาร่วมลงนามความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับยูนิโด จากก่อนนี้มีการลงนามปฏิญญาความร่วมมือกับยูนิโดในระดับกระทรวงอุตสาหกรรม
พร้อมกันนี้ จะมีการจัดเวทีสัมมนาขึ้นที่เวียนนาคู่ขนานไปด้วย เน้นประเด็นอีอีซีโดยเฉพาะ ซึ่งยูนิโดมองว่ารูปแบบการพัฒนาอุตสาหกรรมอีอีซีของไทยจะได้นำความรู้ใหม่ๆมาแปลงให้เป็นการปฏิบัติได้อย่างดี
“ขณะนี้หอการค้าเวียนนา และหอการค้าออสเตรียกำลังกระจายข้อมูลต่าง ๆ ทั้งอีอีซี และอุตสาหกรรมไทยแลนด์ 4.0 เชื่อว่า เมื่อ รมว.อุตสาหกรรมร่วมประชุมจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้บริษัทเอกชนต่าง ๆ ของออสเตรีย และกลุ่มประเทศใกล้เคียงในสหภาพยุโรป ทั้งฮังการี โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก สโสวะเกีย สโลวีเนีย สนใจเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยมีแผนว่าปีหน้าถ้ามีเอกชนในโซนนี้ให้ความสนใจมากก็จะจัดคณะพาเยี่ยมชมลงพื้นที่อีอีซี”
นายทรงศักกล่าวเพิ่มเติมว่า จากการพูดคุยกับเอกชนออสเตรีย ขณะนี้หลายบริษัทกำลังให้ความสนใจในการพิจารณาลงทุนในประเทศไทยทั้งในกรอบอีอีซี และนอกอีอีซี เช่น บริษัทผลิตรถดับเพลิงขนาดเล็กที่กำลังให้ความสนใจร่วมลงทุน หรือจะตัดสินใจใช้ไทยเป็นศูนย์บริการ (เซอร์วิสเซ็นเตอร์) ขณะเดียวกันก็มีบริษัทไทยที่สนใจเข้าลงทุนในออสเตรีย เช่น บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส ผลิตสิ่งทอและเคมีภัณฑ์ บริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) ที่ผลิตอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งบริษัท เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ ที่ลงทุนฐานใหญ่ในยุโรป
“ปลายเดือนนี้ รมว.อุตสาหกรรมจะเดินทางมาร่วมประชุมกับยูนิโด และภาคเอกชนออสเตรีย เน้นอีอีซีกับไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะ ซึ่งทางยูนิโดสนใจและเห็นว่าอีอีซีอาจเป็นตัวแบบสำคัญให้หลายประเทศในอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก จึงอยากเรียนรู้จากประสบการณ์ของไทย ซึ่งจะมีเซ็กชั่นสัมมนาพิเศษเรื่องนี้ที่เวียนนา ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ ทั้งไทยแลนด์ 4.0 อีอีซี ความร่วมมืออุตสาหกรรม S-Curve, อุตสาหกรรมออโตเมชั่น-โรโบติก อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์”
“โดยเฉพาะในส่วนอุตสาหกรรมโรโบติกเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เราพยายามชักชวน ซึ่งมีเอกชนรายใหญ่ให้ความสนใจ เช่น บริษัท Doppelmayr ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและสร้างระบบเคเบิลคาร์รายใหญ่จากออสเตรีย ที่มีส่วนแบ่งตลาดใน 60 ประเทศ จะเข้าพบ รมว.อุตสาหกรรมด้วย” นายทรงศักกล่าวและว่า
บริษัทรายนี้มีประสบการณ์ทำเคเบิลคาร์หลายรูปแบบทั้งที่ใช้ในแหล่งท่องเที่ยว และในระดับขนส่งมวลชนในเมือง เช่น ระบบเคเบิลคาร์ที่ใช้ในกลางเมืองประเทศโบลิเวีย ซึ่งทางบริษัทได้ไปลงทุนสร้างโรงงานเพื่อผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ โรงงานโครงเหล็ก โรงงานทำกระเช้าในจีน เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตอุปกรณ์ต่าง ๆ และบริการเซอร์วิสเซ็นเตอร์ ซึ่ง Doppelmayr สนใจประเทศไทย จึงจะมาพบ รมว.อุตสาหกรรม เพื่อดูลู่ทางว่าเขาจะเข้าอีอีซี หรืออยู่นอกอีอีซี โดยที่ผ่านมาทางบริษัทเคยมีศึกษาโปรเจ็กต์ในประเทศไทยอยู่บ้าง ดังนั้น การพบปะครั้งนี้จะเป็นโอกาสความเป็นไปได้ของไทยต่อไป เพราะต่างประเทศที่จะมาลงทุนในบ้านเราไม่ได้มองเพียงเรื่องค่าแรงอย่างเดียว แต่จะดูซัพพลายเชน มาตรฐาน การเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าไปสู่ตลาดอื่น ๆ ด้วย ซึ่งไทยอยู่ในห่วงโซ่การผลิตที่สำคัญ ทำให้ไทยยังเป็นจุดที่ประเทศแถบนี้สนใจไปลงทุน และใช้ไทยเป็์นศูนย์กลาง
สำหรับกรอบความร่วมมือยูนิโดนี้ถือเป็นครั้งแรกที่เป็นความร่วมมือกับประเทศที่มีระดับเทคโนโลยีปานกลางและสูง เพราะที่ผ่านมายูนิโดจะเน้นวิจัยและพัฒนาในประเทศกำลังพัฒนา ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทย ในการที่ยูนิโดจะให้การสนับสนุนเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และดึงบริษัทใหญ่ ๆ มาให้การสนับสนุนไทยได้ ขณะเดียวกันไทยจะได้เป็นศูนย์กลางการจัดประชุมต่างๆของยูนิโด อาทิ การจัดฝึกอบรมของยูนิโดกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน และเอเชีย-แปซิฟิก
รายงานข่าวจากกรมศุลกากรระบุว่า การส่งออกไทยไปยังออสเตรียในช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) 2560 มีมูลค่า 190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.79% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีมูลค่า 186.6 ล้านบาท โดยสินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น