เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (12 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.65% อยู่ที่ 77,140 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (12 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.65% อยู่ที่ 77,140 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (12 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (12 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
Biz Movement เฟย-พลอย ‘รอร์วฟัง’ ถ้าอยากเล่า ก็เข้ามานั่ง
กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
News กทม. เดินหน้า Open Government “เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น”
ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
World ดัชนี Core CPI สหรัฐเดือนส.ค. ปรับเพิ่มเล็กน้อย
“ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
เศรษฐกิจภูมิภาค “ช้างม่อยโมเดล” ดึง Street Art ฟื้นฟูย่านเก่า ดันเศรษฐกิจชุมชนจากฐานราก
หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
Biz Movement หอการค้าตราด ผนึกBCL–เพลินพัฒนา ยกระดับการศึกษา “Trat Model” สร้างคนรับเศรษฐกิจอนาคต
รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
Politics รัฐบาล เร่งจัดระเบียบใหม่ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ต้องไม่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง
ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
Politics ราชกิจจาฯ ประกาศแต่งตั้งนายทหาร 805 นาย มีผล 1 ต.ค. 2569
หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
Finance หุ้นไทยปิดสัปดาห์ดิ่งตามหุ้นนอก ต่างชาติเททิ้งกว่า 3,137 ล้าน ลุ้นตัวเลข CPI คืนนี้
ดูทั้งหมด

ทรานส์ฟอร์ม “ท่องเที่ยวไทย” จับกลุ่มคุณภาพ-เน้นสร้างรายได้

18 ต.ค. 2564 | 08:57น.
ท่องเที่ยวดิจิทัล

จากนโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนครบโดสและเดินทางจากประเทศความเสี่ยงต่ำโดยไม่กักตัวของนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปนั้น ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ปรับประมาณการการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยใหม่

ท่องเที่ยวไทยถึงจุดต่ำสุดแล้ว

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และกำลังจะก้าวสู่การฟื้นตัวในรูปแบบตัว V

โดยคาดการณ์ว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ประเทศไทยมีโอกาสเห็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 1 ล้านคน

และตั้งเป้าว่าในปี 2565 ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 50% ของปี 2562 และเพิ่มเป็น 2.4 ล้านล้านบาทในปี 2566 หรือประมาณ 80% ของปี 2562 และปี 2567 จะมีรายได้ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือกลับไปเท่ากับรายได้ของปี 2562 ซึ่งเป็นปีก่อนวิกฤตโควิด

ปรับโครงสร้างคู่เปิด ปท.

“ยุทธศักดิ์” บอกด้วยว่า การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยนั้นจะมี 2 ลักษณะ คือ ในแง่ของเป้ารายได้ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดที่จับต้องได้ การวางเป้าหมายว่าในปี 2566 นั้น ประเทศไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวในสัดส่วน 80% ของรายได้ปี 2562 จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ประมาณ 20 ล้านคน หรือ 50% ของจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2562

นั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยจะต้องมุ่งเป้าหมายสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากขึ้น

เมื่อเราเน้นสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลง สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงคือ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมด้วย เพื่อพลิกโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

ดังนั้น โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยในเวลานี้ คือ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการเปิดประเทศแบบไม่กักตัวตามนโยบายของรัฐบาล

มุ่งสู่ Customer Centric

โดยทิศทางการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยจะเน้นการทำการตลาดที่ตอบสนองความต้องการนักท่องเที่ยว โดยเปลี่ยนจาก product centric เป็น customer centric ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนา “สมาร์ททัวริซึ่ม” ที่เอื้อต่อการเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยว เพื่อนำมาวิเคราะห์ และพัฒนา ส่งเสริมสินค้าการท่องเที่ยวที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม

เปลี่ยน mass market ที่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่ม เป็น experience tourism เน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพและกลุ่มรายได้สูง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการท่องเที่ยวไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาสินค้าการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ และให้ประสบการณ์ที่แตกต่าง มีเอกลักษณ์และสอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีความสนใจต่างกัน

ซึ่งจะทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มแก่สินค้านั้น ๆ และเปลี่ยนการทำงานแบบ fragmentation of stakeholders ที่ยังไม่บูรณาการ มุ่งผลประโยชน์ส่วนตัวสู่ collaboration สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บูรณาการทิศทางการให้บริการด้านการท่องเที่ยวร่วมกัน เพื่อสร้าง tourism business ecosystem ที่ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน

เน้นรายได้มากกว่าปริมาณ

นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นด้านการสร้างคุณค่าให้เหนือกว่า “ราคา” หรือ value over volume เปลี่ยนวิธีสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการที่เดิมมุ่งในด้านจำนวนคน เน้นขายสิ่งที่มีอยู่ ใช้กลยุทธ์ลด แลก แจก แถม ที่สุดท้ายแล้วไม่ได้เป็นประโยชน์ในระยะยาว และขยายตลาดนักท่องเที่ยว กลุ่มคุณภาพสูงที่มุ่งเน้นคุณค่าของประสบการณ์เหนือราคา

และเปลี่ยนแนวทางการจัดการเชิงพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว เน้นความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง มีคุณค่า ประทับใจเป็นจุดขาย หรือที่เรียกว่า BLUE zone (Business & Leisure Ultimate Experiences)

ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวคุณภาพให้มากขึ้น และเพื่อตอบโจทย์ปี 2566 ที่ต้องมีรายได้ 80% ของปี 2562 แต่มีจำนวนนักท่องเที่ยว 50% ของปี 2562 จึงจำเป็นต้องปรับทั้งในฝั่งดีมานด์และซัพพลาย

โดยในด้านดีมานด์ไซด์นั้นต้องมุ่งทำตลาดเซ็กเมนต์และทำตลาดให้ตรงเซ็กเมนต์ ทำการตลาดด้วยเทคโนโลยี และประยุกต์การตลาดแบบสตอรี่เทลลิ่ง รวมถึงพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว

เดินหน้า Digital Tourism

ขณะเดียวกันในด้านซัพพลายไซด์ต้องทรานส์ฟอร์มสู่ R&D tourism โดยจะเน้น 2 ส่วนหลัก คือ 1.ปรับโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลระหว่างดีมานด์-ซัพพลาย บนพื้นฐานความยั่งยืน หรือ responsible tourism ซึ่งที่ผ่านมา ททท.มีมาตรฐานความปลอดภัยเรื่อง SHA และ SHA+ ในอนาคตอาจต้องมี SHA extra ซึ่งเป็นมาตรฐานในด้านความยั่งยืนด้วย

และ 2.ยกระดับห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เท่ากัน และได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล หรือ digital tourism (ดูกราฟิกประกอบ)

แนวทางพลิกโฉมอุตฯท่องเที่ยว

โดยการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลจะเป็นตัวสำคัญในเรื่องของการสร้าง “มูลค่าเพิ่ม” ให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายมาก เนื่องจากดิจิทัลเทคโนโลยีจะเป็นตัวช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ วิธีการสื่อสาร ฯลฯ โดยประเด็นที่ ททท.มีแผนจะดำเนินการนั้นประกอบด้วย 5 เรื่องหลัก

ได้แก่ 1.การต่อยอดการเงินดิจิทัล เช่น ผลักดันการใช้สกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี ให้สามารถนำคริปโทฯ ซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวในประเทศไทย รวมถึงมีการออกเหรียญดิจิทัลของ ททท. เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ มองว่ากลุ่มผู้ถือคริปโทฯเป็นกลุ่มที่มีความมั่งคั่งสูง (wealthy global citizen) และกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ ททท.ต้องการดึงให้เข้ามาเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศไทย

2.ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี เพราะความล่าช้าแค่เสี้ยวนาทีก็จะทำให้เกิดโอกาสที่แตกต่างกัน 3.เพิ่มทักษะดิจิทัล เพื่อใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี 4.สร้างความปลอดภัยในโลกออนไลน์ และ 5.สนับสนุนทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SMEs

ช่วยผู้ประกอบการขายล่วงหน้า

ทั้งนี้ ในส่วนของคริปโทเคอร์เรนซี หรือเหรียญเงินดิจิทัลนั้น ททท.ได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) แล้วตั้งแต่ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการที่จะออกเหรียญ โดยสรุปคือว่า หาก ททท.ต้องการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทางสำนักงานตลาดหลักทรัพย์ฯก็ไม่ได้ขัดข้อง

แต่เหรียญที่ออกมานั้นจะต้องเป็น utility token พร้อมใช้ ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนแปลงคูปองในลักษณะที่เป็นโวเชอร์ให้เป็นโทเคนดิจิทัล และเสนอขายในรูปแบบ utility token พร้อมใช้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวให้สามารถขายสินค้าและบริการท่องเที่ยวล่วงหน้าได้ เหมือนกับการขายอีโวเชอร์

สามารถนำเงินที่ได้รับไปหมุนเวียนประกอบธุรกิจ หรือสามารถนำมาเป็นส่วนลด เป็นพริวิเลจให้กับผู้ที่ซื้อเหรียญก็ได้

อย่างไรก็ตาม แนวทางการดำเนินงานนั้นอาจต้องดำเนินงานผ่านบริษัทลูก ซึ่งต้องหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยคาดว่าน่าจะเห็นความชัดเจนภายใน 6 เดือนนับจากนี้

ททท.ตั้งบริษัทลูก รุก Digital Tourism

ว่ากันว่า การท่องเที่ยวนั้นเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (soft power) ที่มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมถึงพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวในโลกอนาคตโดยมีโลกของ “ดิจิทัล” เป็นเครื่องมือสำคัญ การเปลี่ยนแปลงด้าน “ดิจิทัล” ในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากสำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย

“ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บอกว่า จากทิศทางดังกล่าวนี้ทำให้ ททท.จำเป็นต้องปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล หรือต้องทรานส์ฟอร์มสู่ digital tourism ปรับโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทาน หรือการสร้างสมดุลระหว่าง demand-side และ supply-side

โดยนำเทคโนโลยีไปปรับเปลี่ยน ทั้งเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ การติดต่อสื่อสาร การทำธุรกิจ ฯลฯ ซึ่งที่ผ่านมามีการถกเถียงกันว่า ใครจะเป็นคนทำ ใครจะเป็นคนลงทุน ซึ่งขณะนี้คิดกันว่าหากจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ททท.ก็จะให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่การเปลี่ยนแปลงของภาคธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยมองว่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการนำเอาเทคโนโลยีมาผสมกับ “ซอฟต์พาวเวอร์” เพื่อให้เป็นพลังในการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลให้มีคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ททท.ได้หารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายพิพัฒน์ รัฐกิจประการ) ว่า ททท.จะขยับไปรุกด้าน “ดิจิทัลทัวริซึ่ม” มากขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือว่า ททท.จะจัดตั้งบริษัทลูกขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนและเป็นกำลังสำคัญในการพลิกโฉมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในอนาคต

โดยบริษัทดังกล่าวนี้จะมีสถานะเป็น “บริษัทลูก” มีรูปแบบการดำเนินงานในลักษณะเดียวกับบริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด หรือไทยแลนด์ อีลิท และบริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด ที่เจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มพำนักนานหรือลองสเตย์

“ยุทธศักดิ์” บอกว่า ในเบื้องต้นจะใช้ทุนจดทะเบียนราว 100 ล้านบาท โดย ททท.ถือหุ้นในสัดส่วน 40% อีก 40% เป็นพาร์ตเนอร์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล และจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยทำให้บริษัทนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์ม ที่เหลืออีก 20% อาจเปิดให้สมาคมด้านการท่องเที่ยวต่าง ๆ เข้ามาร่วมลงทุน อาทิ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) สมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมโรงแรมไทย สมาคมท่องเที่ยวภายในประเทศ เป็นต้น

“การจัดตั้งเป็นบริษัทลูกโดย ททท.ถือหุ้น 40% นั้น เพื่อไม่ให้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ และเพื่อทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร ไม่ติดกับระเบียบราชการที่เกี่ยวข้อง สามารถรับบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาบริหาร ส่วนพาร์ตเนอร์หลักจะเป็นใครนั้นคงต้องคุยกันอีกสักระยะ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้สนใจเสนอตัวเข้ามาและได้เจรจากันไปบ้างแล้ว ซึ่งตอนนี้เรากำลังศึกษาโครงสร้าง เช่น บริษัทเครดิตบูโร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม คาดว่าหากรัฐมนตรีเห็นชอบ บอร์ด ททท. เห็นชอบน่าจะใช้เวลาจัดตั้งไม่เกิน 6 เดือน”

“ยุทธศักดิ์” บอกด้วยว่า ภารกิจหลักของบริษัทลูกด้านดิจิทัลดังกล่าวนี้ นอกจากจะเป็นการลงทุนด้านดิจิทัลแล้ว ยังมีแผนจัดทำด้านบิ๊กดาต้า และการพัฒนาทักษะทางดิจิทัล อาทิ AR & VR, Blockchain และต่อยอดการใช้ “สกุลเงินดิจิทัล” หรือ “คริปโทเคอร์เรนซี” ในอนาคตให้สามารถนำคริปโทฯซื้อสินค้าและบริการท่องเที่ยวในประเทศไทย

รวมถึงมีการออกเหรียญดิจิทัลของ ททท.เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว หลังจากผู้ประกอบการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้

ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทดังกล่าวนี้จะใช้เวลาก่อร่างประมาณ 3 ปี และสามารถสร้างรายได้ในช่วงปีที่ 3 ซึ่งจะสอดรับกับการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยพอดี พร้อมยืนยันว่าแนวทางดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแข่งขันกับภาคเอกชน หรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดแน่นอน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ท่องเที่ยวไทย