หลังจากที่ S&P Dow Jones Indices (S&P DJI) ผู้ให้บริการดัชนีชั้นนำของโลกประกาศและทบทวนรายชื่อบริษัทที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกดัชนีความยั่งยืนดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices-DJSI) ประจำปี 2021 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา
ซึ่งบริษัทไทยได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกถึง 25 บริษัท โดยที่ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) ได้รับการจัดอันดับในกลุ่มดัชนี DJSI World และ DJSI Emerging Markets เป็นปีแรก
ขณะที่ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) และ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) ได้รับการจัดอันดับในกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets เป็นปีแรกเช่นกัน สำหรับบริษัทไทยที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกประจำปี 2021 ทั้ง 25 บริษัท แบ่งเป็นกลุ่มดัชนี DJSI World 13 บริษัท ได้แก่ KBANK, SCB, PTTEP, PTT, CPALL, THBEV, IVL, PTTGC, SCC, CPN, AIS, AOT, DELTA
ขณะที่กลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets สำหรับตลาดเกิดใหม่มี 25 บริษัท ได้แก่ KBANK, SCB, MINT, BANPU, IRPC, PTTEP, PTT, TOP, CPALL, CPF, THBEV, TU, IVL, PTTGC, SCC, CPN, HMPRO, ADVANC, TRUE, AOT, BTS, EGCO, BJC, BDMS, DELTA
ไทยแชมป์สูงสุดในอาเซียน
เบื้องต้น “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ.ไทยได้รับเชิญให้เข้าร่วมประเมินความยั่งยืนในระดับสากลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปีนี้ 24 บจ.ใน ตลท.ได้รับการยอมรับเป็นสมาชิก DJSI เป็นจำนวนสูงสุดในอาเซียนต่อเนื่องเป็นปีที่ 8
สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและการให้ความสำคัญในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของ บจ.ไทย ทั้งการสร้างผลประกอบการที่ดี ควบคู่ไปกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, Governance : ESG)
โดยให้ความสำคัญในการระบุความเสี่ยงที่เกิดขึ้นใหม่ (emerging risk) ที่รอบด้านมากขึ้น ทั้งความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (climate risk) และความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน (human rights risk) ในองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทั่วโลกได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
“ทั้งนี้ การเข้าสู่ดัชนี DJSI จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุนไทย และความน่าเชื่อถือในสายตาของผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันกองทุนรวมไทยมีความสนใจการลงทุนในหุ้นที่เติบโตยั่งยืน”
“โดยในปีนี้มีกองทุน ESG Fund ถึง 60 กองทุน มูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวมกว่า 57,021 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% จากต้นปี 2564 นอกจากนี้ รายงานจาก UN Principles for Responsible Investment : PRI ยังพบว่า 82% ของผู้ลงทุนสถาบันนำปัจจัยด้าน ESG เข้าสู่กระบวนการคัดเลือกและติดตามหุ้นที่ลงทุนอีกด้วย”
“ไทยเบฟ” ชูเศรษฐกิจพอเพียง
ขณะที่ “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปีนี้ไทยเบฟได้รับคะแนนสูงสุดจากการประเมินด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนประจำปี 2564 (Corporate Sustainability Assessment 2021) เป็นปีที่ 4 และได้รับการยอมรับให้เป็นสมาชิกกลุ่มดัชนีโลกปีที่ 5 และเป็นสมาชิกของกลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ปีที่ 6
“ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจของไทยเบฟน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางบริหารจัดการ และดำเนินกิจกรรมในการช่วยเหลือสังคม 5 มิติหลัก คือ การศึกษา, สาธารณสุข, กีฬา, ศิลปวัฒนธรรม และการพัฒนาชุมชน ภายใต้โครงการต่าง ๆ”
อาทิ การผสานความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันดูแลและอนุรักษ์แหล่งน้ำ รวมถึงการดูแลชุมชนให้สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดในการอุปโภคบริโภคเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศผ่านโครงการประเมินความยั่งยืนของน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และดูแลแหล่งน้ำร่วมกับชุมชน
นอกจากนี้ องค์กรยังเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ด้วยการนำขวดพลาสติกบรรจุเครื่องดื่มหลังการบริโภคมาผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลผลิตเป็นผ้าห่มในโครงการไทยเบฟรวมใจต้านภัยหนาวด้วยนวัตกรรม Eco Friendly Blanket ที่สามารถช่วยลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต ทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะจากขวดพลาสติกได้มากถึง 7.6 ล้านขวดต่อปี
โดยผลิตผ้าห่มผืนเขียวรักษ์โลกมากถึงปีละจำนวน 200,000 ผืน ทำให้สามารถนำขยะจากขวดพลาสติกกลับสู่ระบบรีไซเคิลได้สำเร็จแล้วจำนวน 15.2 ล้านขวดจากการดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2
เอไอเอส-ทรู ขับเคลื่อน ศก.ดิจิทัล
สำหรับ “สมชัย เลิศสุทธิวงค์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอสดำเนินธุรกิจตามกรอบแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนประกอบด้วย ด้านเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายใน 2 ด้านหลัก ทำงานร่วมกับพันธมิตรกว่า 80 ราย ในปี 2020 ที่ผ่านมา คือ การสร้างสินค้าและบริการผ่านนวัตกรรมด้านดิจิทัลและโครงข่าย AIS 5G
รวมถึงการพัฒนาระบบการป้องกันภัยไซเบอร์ และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าให้มีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ ด้านสังคม เสริมสร้างให้พนักงานมีความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงรองรับการขยายตัวของธุรกิจในบริบทของ digital disruption อีกทั้งยังมุ่งสร้างคุณภาพความเป็นอยู่ให้กับสังคมไทยด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ด้านสิ่งแวดล้อม มีโครงการหลัก 3 ด้านประกอบไปด้วย
หนึ่ง การส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ติดตั้งอุปกรณ์วิทยุสถานีฐานที่สามารถใช้งานร่วมกันได้หลายเทคโนโลยี และปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้า ขยายระบบ virtual machine server ที่ช่วยประหยัดพลังงาน ทำให้ปี 2020 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 75,590 ตันคาร์บอน
สอง ใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกมาอย่างต่อเนื่อง โดยยอดรวม ณ ปี 2020 สามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บริเวณสถานีฐานไปแล้วกว่า 2,747 สถานีฐาน และติดตั้งที่ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์และชุมสายรวม 4 แห่ง ทำให้สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 3,503 ตันคาร์บอนในปี 2020
สาม การลดปริมาณขยะ ชวนลูกค้าให้มีส่วนร่วมกับการช่วยสิ่งแวดล้อมด้วยการลดใช้กระดาษเปลี่ยนมาใช้ e-Bill แทน ซึ่งวันนี้มีผู้ใช้งานแบบ e-Bill แล้วกว่า 6.7 ล้านราย รวมถึงสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Waste ที่วันนี้สามารถรวบรวม e-Waste ได้กว่า 234,463 ชิ้น ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์สร้างจุดทิ้งกว่า 2,400 จุดทั่วประเทศ
“สำหรับการได้รับเลือกเป็นสมาชิก DJSI ทั้งในกลุ่มดัชนีโลกและดัชนีตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ นับว่าเป็นกำลังใจ และอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความตั้งใจในการทำงานเอไอเอสที่ร่วมกันสร้างการเติบโตและความแข็งแรงของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลเพื่อคนไทย”
“โดยเอไอเอสได้นำหลักเกณฑ์การประเมินองค์กรของ DJSI มาเป็นอีกส่วนหนึ่งในการวางแผนการดำเนินงานขององค์กรในด้านต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมที่จะบริหารจัดการองค์กรอย่างยั่งยืน สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล ซึ่งในท้ายที่สุดจะเท่ากับสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศในภาพรวมด้วยเช่นกัน”
ส่วนกลุ่มทรูปีนี้ได้คะแนนสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลกในหมวดธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมติดต่อกันเป็นปีที่ 4 “ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเป็นที่ยอมรับในเวทีระดับโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงความสำเร็จของการดำเนินงานของบริษัทด้านความยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 H’s มาอย่างต่อเนื่องประกอบด้วย
ด้านเศรษฐกิจ (HEART) บริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการดูแลรักษาข้อมูลส่วนบุคคลให้ได้ 100% และมีการส่งเสริมการศึกษาเยาวชนไทยกว่า 5.7 ล้านคนผ่านมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี
ด้านสังคม (HEALTH) ติดตั้งโครงข่าย 5G/4G บรอดแบนด์ และติดตั้งจุดกระจายสัญญาณ WiFi แก่โรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม และ hospitel กว่า 217 แห่ง รวมถึงจุดบริการฉีดวัคซีนนอกโรงพยาบาล 934 แห่งทั่วประเทศ ฯลฯ
ด้านสิ่งแวดล้อม (HOME) ติดตั้งพลังงานสะอาดโซลาร์เซลล์ที่เสาสัญญาณและชุมสาย 3,481 แห่ง ซึ่งสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 10,700 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และเดินหน้าขยายการติดตั้งอย่างต่อเนื่อง
เอ็กโก-ปตท.มุ่งสังคมคาร์บอนต่ำ
“เทพรัตน์ เทพพิทักษ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เอ็กโก กรุ๊ปได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิก DJSI กลุ่มดัชนีตลาดเกิดใหม่ ประเภทสาธารณูปโภคไฟฟ้า เป็นปีที่ 2 ซึ่งเรามุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้สอดรับกับทิศทางพลังงานโลกและแผนพลังงานชาติ
โดยตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 และเป้าหมายลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ (carbon emission intensity) 10% ภายในปี 2030 และได้กำหนดทิศทางในการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน คือ cleaner, smarter and stronger
“โดย cleaner เป็นการมุ่งลงทุนในธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในขณะที่ smarter เป็นการสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าและการลงทุนในธุรกิจที่มีการเติบโตสูงประเภท new S-curve เพื่อให้ทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และ stronger เป็นการสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นด้วยการหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน”
“อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. กล่าวว่า ปตท.ได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิก DJSI กลุ่มดัชนีโลกและดัชนีตลาดเกิดใหม่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.ที่คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตในอนาคต
“พร้อมก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำผ่านการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาธุรกิจพลังงานสะอาด เช่น พลังงานหมุนเวียน, Energy Storage & System, EV value chain และส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่สีเขียวเพื่อดูดซับคาร์บอน”
ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ที่มุ่งขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังแห่งอนาคต (Powering Life with Future Energy and Beyond)