เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การนิคมฯ กางแผนดึงลงทุน ตั้งเป้ายอดขายพื้นที่ 1.8 แสนล้าน

02 ม.ค. 2565 | 08:00น.
วีริศ อัมระปาล

วีริศ อัมระปาล

สัมภาษณ์พิเศษ

ภาวะแข่งขันดึงดูดการลงทุนหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 รุนแรงมากขึ้น นักลงทุนมุ่งมองหาพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างมีแต้มต่อที่ดึงนักลงทุนทั้งความสะดวกด้านโลจิสติกส์ การทำความตกลงการค้าเสรี นั่นทำให้หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต้องปรับแผนตอบโจทย์นักลงทุน “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “นายวีริศ อัมระปาล” ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ถึงทิศทางการทำงาน กนอ.ในปี 2565

กางแผนแย่งคืนลูกค้า

ปัจจุบัน กนอ.มีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 15 แห่ง ท่าเรือมาบตาพุด 1 แห่ง และมีอีก 50 นิคม ที่เป็นของเอกชนร่วมดำเนินการ อนาคตจะเปิดขยายนิคมออกไปอีกทั้งในส่วนของเอกชนที่ร่วมดำเนินการ และส่วนของ กนอ.เอง ซึ่งล่าสุดเราก็เปิดสมาร์ทปาร์กไปแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่น่าสนใจ อย่างเช่น จ.ลำพูน ก็มีผู้ประกอบการลงทุนสอบถามว่ามีพื้นที่ที่จะขายไหม เพราะพื้นที่ปัจจุบันค่อนข้างน้อยและจำกัด

“กนอ.ต้องปรับตัว เพราะเราเห็นความต้องการของนักลงทุนในด้านต่าง ๆ มากขึ้น หากเราไม่ดำเนินการตอบสนองลูกค้าก็อาจเสียโอกาสที่จะดึงดูดนักลงทุน ก็จะไปหาพื้นที่อื่น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่มีความพร้อมเจรจาตกลงได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีไปในทุนในประเทศ สปป.ลาว”

อัดโปรโมชั่นหั่นค่าเช่าที่

กนอ.อยู่ระหว่างการขออนุมัติ คณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (Board) บอร์ด กนอ. เพื่อจัดทำโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการขาย เช่น การลดราคาค่าเช่าพื้นที่โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ค่าบำรุง ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น

เพราะจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ นักลงทุนเองอาจต้องพิจารณาหลายด้าน เพื่อตัดสินใจลงทุน หากมีโปรโมชั่นจะช่วยดึงดูดการลงทุนในระยะยาวได้

เช่นเดียวกับแผนโรดโชว์เพื่อดึงการลงทุนจากต่างประเทศที่ผ่านมา ดำเนินการลักษณะออนไลน์ หากปีหน้ามีความพร้อมก็มีแผนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ โดยจะโฟกัสเป้าหมายนักลงทุน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน ยุโรป สหรัฐ เป็นต้น ในกลุ่มธุรกิจเป้าหมาย

จ่อขยายพื้นที่นิคมรับรถไฟ

การขยายการลงทุน กนอ.อยู่ระหว่างทำการศึกษาว่าจะไปเปิดพื้นที่ใดในภาคอีสานซึ่งมีแนวโน้มที่จะมีการลงทุนรถไฟรางคู่ มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงที่จะไปเชื่อม สปป.ลาว และจีน เป็นส่วนหนึ่งโครงการเส้นทางสายเศรษฐกิจ (One Belt One Road : OBOR) ตอนนี้เรามีนิคมอุดรธานีเป็นนิคมร่วมที่มีนักลงทุนมาลงทุนไว้ นิคมอุบลราชธานี ที่ศึกษาและเตรียมการก่อสร้างอยู่ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการลงทุนกับภาคเอกชน โดยพื้นที่ที่ติดขอบชายแดน

ส่วนนิคมหนองคายยังไม่มี แต่เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดัน โดยคาดว่าผลศึกษาจะชัดเจนช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน 2565 ว่า พื้นที่ใด รูปแบบการลงทุน เม็ดเงินลงทุน และประโยชน์ที่จะได้รับ โดยไม่ต้องตั้งเป็นนิคมใหญ่แต่หาพื้นที่เพื่อรองรับการเชื่อมต่อ ซึ่งก็อยู่ขั้นตอนของนักลงทุนที่สนใจ

ส่วนในภาคเหนือเอง กนอ.ก็มีพื้นที่อยู่แล้วเราก็จะดูว่ามีพื้นที่ไหนเพิ่มได้ จะขยายไหม และพื้นที่เดิมเราก็ต้องพยายามผลักดันในการขายพื้นที่เดิมให้ได้ เช่น ในพื้นที่ จ.พิจิตร เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (special economic zone : SEZ) ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล

ในพื้นที่ จ.ตาก ยังไม่ได้สร้างและอยู่ระหว่างการเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ หากเห็นชอบก็จะไปดำเนินการสร้างต่อไป ภาคใต้จะเน้นในเรื่องของการขายพื้นที่ใน จ.สงขลา เพราะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ มีทั้งในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และยังมีที่จันทบุรี ตราด

ไม่หวั่นโควิด-ปี’65 ยอดขายพุ่ง

รายได้หลัก กนอ.มาจากการเช่าที่ดิน และการให้บริการด้านสาธารณูปโภค เช่น น้ำ ไฟฟ้า เป็นต้น เบื้องต้นในปี 2564 การขาย-เช่าที่ดินทั้งในและนอกพื้นที่ EEC นั้นทำได้ 1,222 ไร่ เกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 1,200 ไร่ และเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 142,228 ล้านบาท

ขณะที่เป้าหมายในปี 2565 ตั้งเป้าหมายในการขาย-เช่าที่ดินทั้งใน-นอกพื้นที่ EEC เบื้องต้นอยู่ที่ 1,800 ไร่ และจะเกิดมูลค่าการลงทุน 180,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังรอการประเมินการอีกครั้ง แต่ก็เชื่อว่าเติบโตจากปีนี้แน่นอน เพราะนักลงทุนยังมีความมั่นใจด้านการลงทุนกับไทย แม้โควิดจะกระทบเฉพาะภาคการท่องเที่ยว แต่สำหรับภาคอุตสาหกรรมยังเดินหน้าดีต่อเนื่อง และจากการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัวในทิศทางเดียวกับเศรษฐกิจโลก หากไม่มีประเด็นใหม่เข้ามากระทบ

ส่วนปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโอไมครอน ทาง กนอ.ก็ติดตามสถานการณ์อยู่ โดยไม่ได้กังวลเกินไปจนเป็นภาระการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหากมีการเร่งฉีดวัคซีนได้ครอบคลุม ติดตามและป้องกันอย่างใกล้ชิดจะสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน

เร่งขายพื้นที่ 1,200 ไร่

เป้าหมายในการขาย-เช่าพื้นที่ ในปี 2565 ที่ กนอ.ยังเหลืออยู่ประมาณ 1,291 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน (special economic zone : SEZ) และที่ตั้งในภูมิภาค อาทิ ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษที่ยังเหลือ เช่น ในนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว ตั้งอยู่ที่ ต.ป่าไร่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พื้นที่โครงการ 660.53 ไร่ พื้นที่คงเหลือ 263.360 (60.86%)

นิคมอุตสาหกรรมสงขลา ระยะที่ 1 ตั้งอยู่ที่ ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา พื้นที่โครงการ 629.43 ไร่ พื้นที่คงเหลือ 108.256 ไร่ (31.24%) ที่เราจะต้องขายให้ได้ เป็นต้น พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่เราต้องหาลูกค้าเชิญชวนเขาเข้ามาให้ได้

“นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จ.สงขลา ในส่วนของ rubber city พื้นที่โครงการ 1,218.25 ไร่ คงเหลือ 556.59 ไร่ (87.69%) มีผู้สนใจแต่ติดอุปสรรคเรื่องน้ำ และไฟฟ้า ทาง กนอ.พยายามจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ เชื่อมั่นว่าเราจะขายพื้นที่ตรงนี้ได้”

นอกจากนั้นจะมีในภูมิภาคอื่น เช่น นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือตอนล่าง จ.พิจิตร พื้นที่โครงการ 1,235 ไร่ พื้นที่คงเหลือ 367 ไร่ (51.86%)

ปั้นรายได้ธุรกิจใหม่

นอกจากนี้ ในเรื่องรายได้จากน้ำ ไฟฟ้าจากรายเดิมแล้ว กนอ.ยังมีแผนเข้าไปร่วมลงทุนบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีความสนใจที่จะเข้ามาตั้งโรงงานในพื้นที่นิคม ซึ่งเป็นการตั้งโรงงานขนาดเล็ก เพื่อให้บริการแก่ผู้ประกอบการในนิคม

และ กนอ.ลงนามบันทึกความร่วมมือช่วยจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้บริการในนิคมอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสนใจลงทุนร่วมกับบริษัท รีไซเคิลน้ำ บริหารจัดการน้ำเสีย ซึ่งจะช่วยให้ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างดี

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การนิคมอุตสาหกรรมฯ