Skip to content

เจาะลึก นโยบายจีน & อเมริกา โอกาส SMEs ไทย (ตอน 1)

08 ธ.ค. 2560 | 11:05น.
เจาะลึก นโยบายจีน & อเมริกา โอกาส SMEs ไทย (ตอน 1)

คอลัมน์ Smart SMEs

โดย วีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ ธนาคารกรุงเทพ

จากตัวเลขการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว โดยกระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า การส่งออกเดือนกันยายน มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 12.2 คิดเป็นมูลค่ารวม 21,812 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือได้ว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์และยังคาดการณ์ว่า ในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ การส่งออกไทยจะขยายตัวเกินกว่าร้อยละ 8 จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศคู่ค้า ผมว่าสิ่งเหล่านี้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องติดตามความเคลื่อนไหวนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศคู่ค้าสำคัญ ระหว่างสองมหาอำนาจ ได้แก่ จีน และอเมริกา ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ซึ่งจะยังคงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี โดยจะเป็นปัจจัยหลักที่สร้างความท้าทายอย่างมากสำหรับผู้ประกอบการไทย

บทความในตอนที่หนึ่งนี้ ผมขอนำเสนอนโยบายรัฐบาลแดนมังกร ของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้ประกาศผลงาน 5 ปี และเป้าหมายปี 2563-2593 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยในปี 2559 GDP ของจีนอยู่ที่ 74.4127 ล้านล้านหยวน คิดเป็นร้อยละ 14.8 ของเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจจีนโตเป็นอันดับที่ 2 ของโลก นอกจากนี้จีนยังวางเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจของจีนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผลักดันการปฏิรูปด้านซัพพลาย (supply side reform) โดยเน้นอุตสาหกรรมการผลิตและธุรกิจการให้บริการที่ทันสมัย รวมถึงขับเคลื่อนเศรษฐกิจรูปแบบใหม่เช่น internet+, big data รวมทั้ง artificial intelligence และ sharing economy

อีกทั้งจีนยังเน้นการเสริมสร้างยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี คุณภาพสินค้า การบินอวกาศ อินเทอร์เน็ต การคมนาคม digital China และ smart city และเร่งฟื้นฟูชนบทเพื่อแก้ไขปัญหาในภาคเกษตรกรรม โดยยังคงเน้นการเปิดประเทศ ภายใต้นโยบาย One Belt One Road หรือเส้นทางสายไหมใหม่เพื่อเชื่อมโยงจีนกับ 3 ทวีป คือ เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา หรือกว่า 65 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน โดยคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาจีดีพีรวมกันสูงถึง 23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

หลังการประกาศนโยบาย One Belt One Road เพียง 4 ปี ก็สามารถทำให้การค้าการลงทุนในแถบเส้นทางสายไหมมีการพัฒนามากขึ้น ตัวเลขของสถานทูตจีนประจำประเทศไทยระบุว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนในประเทศในแถบเส้นทางสายไหมแล้วกว่า 20 ประเทศ สัดส่วนการลงทุนในภูมิภาคเอเชียเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 20 ในปีที่แล้ว ขณะที่ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชียหรือ AIIB ได้อนุมัติเงินทุนไปแล้ว 21 โครงการ เป็นจำนวนเงิน 3,490 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

แน่นอนว่าประเทศไทยของเราจะได้รับประโยชน์จากยุทธศาสตร์ของประเทศจีน ทั้งภาครัฐและเอกชน สำหรับภาครัฐ ไทย และจีนได้ตกลงเป็นแนวร่วมในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ โครงข่ายรถไฟความเร็วสูง ท่าเรือ สนามบิน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง ช่วยสร้างโอกาสทางการค้า รวมถึงการจัดตั้งโครงการ ‘เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก’ หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศจีน โดยจะเป็นเครือข่ายด้านซัพพลายเชนของภูมิภาค อำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจการค้าทั้งในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจีนจะใช้เป็นเส้นทางเข้ามายังประเทศในกลุ่มเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่เรียกว่า CLMVT (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย)

สำหรับภาคเอกชนทั้งไทยและจีน ทั้งสองฝ่ายได้ให้ความสำคัญในการร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจของธุรกิจเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ยิ่งถือเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย เพราะขณะนี้กลุ่มทุนจีนได้เข้ามาลงทุนในตลาดค้าปลีก และอีคอมเมิร์ซในไทยจำนวนมากขึ้น และหากผู้ประกอบการสามารถผลักดันตัวเองให้เข้าไปเชื่อมโยงกับนโยบายและยุทธศาสตร์เหล่านี้ได้ ก็ยิ่งทำให้สามารถขยายฐานการตลาดได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ไม่ได้เปิดโอกาสในการทำการค้ากับจีนเท่านั้น แต่เรายังสามารถเปิดตลาดการค้ากับประเทศที่อยู่ตามแนวเส้นทางดังกล่าวนี้ได้อีกด้วย เราจะมาศึกษานโยบายทางฝั่งอเมริกาในครั้งหน้านะครับ