จับตาสหรัฐฯขยายกงสุลในเชียงใหม่ ยุทธศาสตร์ต้านจีนแผ่อิทธิพล
จีน
นักวิเคราะห์เชื่อสหรัฐฯขยายสถานกงสุลสในเชียงใหม่ อาจเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ต้านจีนขยายอิทธิพลในอาเซียนโดยเฉพาะเมียนมา
วันที่ 29 มกราคม 2565 เว็บไซต์อิระวดี สื่อเมียนมาภาคภาษาอังกฤษ ได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์ของนาย เบอร์ทิล ลินท์เนอร์ นักข่าวมือรางวัลและผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์เมียนมา เมื่อ 24 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยนายลินท์เนอร์ ตั้งข้อสังเกตว่าสถานกงสุลใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในเชียงใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงนั้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์คานการแผ่อำนาจจีนในภูมิภาคนี้
จากข้อมูลของรัฐบาลสหรัฐฯระบุว่า สถานกงสุลใหญ่แห่งใหม่ซึ่งกำลังก่อสร้างด้วยมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์ มีกำหนดจะเปิดทำการในปี 2023 นั้น ประกอบด้วยกลุ่มอาคารขนาดใหญ่สำหรับภารกิจการทูต บนเนื้อที่ไม่ถึง 26,709 ตารางเมตรบนดินย่านธุรกิจเขตชานเมืองของจังหวัดเชียงใหม่ โดยการขยายสถานกงสุลนี้เป็นสัญญาณอันรูปธรรมสำหรับความร่วมมืออันมุ่งมั่นระยะยาวต่อประชาชนในภาคเหนือของไทย
การขยายสถานกงสุลสหรัฐฯในเชียงใหม่ ไม่ใช่เรื่อง “บังเอิญ” อย่างแน่นอน โดยบทวิเคราะห์ของนายลินท์เนอร์สอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของ ไมเคิล วาติคิโอติส นักวิเคราะห์ด้านการเมืองเอเชียชาวอังกฤษ ซึ่งตีพิมพ์ลงเว็บไซต์นิเคอิเมื่อ 7 มกราคมว่า การขยายสถานกงสุลสหรัฐฯในเชียงใหม่ “เป็นหนึ่งในความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ที่จะรวบรวมข่าวกรองของสหรัฐฯฯ ต่อการเคลื่อนไหวของจีนบริเวณทางภาคเหนือของไทย
สหรัฐฯก่อตั้งสถานกงสุลใหญ่ในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ห่างจากพรมแดนจีนเพียง 500 กิโลเมตร ตั้งแต่ปี 1950 เพื่อใช้เป็นสถานีข่าวกรองมุ่งเป้าไปจับตาความเคลื่อนไหวของพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคชาตินิยมจีนซึ่งลี้ภัยออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปยังรัฐฉานของเมียนมา หลังแพ้สงครามกลางเมืองจากพรรคคอมมิวนิสต์
ทว่านับตั้งแต่ปี 2007 เป็นต้นมา กิจกรรมด้านข่าวกรองของสหรัฐฯบริเวณนี้เข้มข้นขึ้น ซึ่งเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่จีนเริ่มดำเนินการช่วงชิงอำนาจเชิงภูมิรัฐศาสตร์ในฐานะที่จีนผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจในภูมิภาค
โดยช่วงนี้เองสหรัฐฯได้เป็นแกนนำจับมือกับบรรดาชาติพันธมิตรอย่าง อินเดีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ในแผนความร่วมมือ Quad หรือ Quadrilateral Security Dialogue และพันธมิตร AUKUS หรือสนธิสัญญาออสเตรเลีย-สหราชอาณาจักร-สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นความร่วมมือที่ถูกมองว่ามีขึ้นเพื่อตอบโต้การแผ่อิทธิพลของจีนในภูมิอาเซียนและทะเลจีนใต้
ลินท์เนอร์ยังระบุด้วยว่า ช่วงสงครามเวียดนามในปี 1970 สหรัฐฯเคยใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารและสอดแนมความเคลื่อนไหวของเวียดนาม โดยลินเนอร์กล่าวถึงการใช้ค่ายรามสูรในจังหวัดอุดรธานีเป็นฐานสอดแนมกิจกรรมของเวียดนามและจีนในช่วงเวลานั้น โดยค่ายดังกล่าวสหรัฐฯใช้เป็นสถานีข่าวกรองทางทหารที่มีเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด เพื่อสังเกตกิจกรรมความเคลื่อนไหวต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ไม่อาจทราบได้ว่า เบื้องหลังการขยายสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาในจังหวัดเชียงใหม่คือเหตุผลใด แต่เป็นที่ชัดเจนว่าความเคลื่อวไหวนี้ของวอชิงตัน คือส่วนหนึ่งในยุทธศาตร์ของพันธมิตรตะวันตกในการตั้งป้อมปราการเฝ้าสังเกตการณ์ทางยุทธศาสตร์ต่อจีน โดยเฉพาะในเมียนมาที่รัฐบาลทหารมีความใกล้ชิดกับปักกิ่งเป็นพิเศษ ซึ่งอาจร่วมไปถึงการสังเกตการณ์กิจกรรมทางเศรษฐกิจของจีนในประเทศลุ่มน้ำโขงอย่าง กัมพูชา หรือลาวด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ลินเนอร์ทิ้งท้ายว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งจีนและสหรัฐฯกำลังอยู่ห้วงสภาวะแทบไม่ต่างกับสงครามเย็น ทว่าสงครามเย็นยุคใหม่อาจไม่ได้ร้อนแรงเหมือนสงครามเย็นครั้งก่อนหน้า