เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบ 1 ปี วันสวรรคต พระพันปีหลวง
ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
Business ท่องเที่ยวหนุน WTCE 2026 เชื่อมธุรกิจไทย-จีน-นานาชาติ ดันท่องเที่ยว เทคโนโลยี กีฬา บันเทิงสู่โอกาสใหม่
แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
Biz Movement แฟนหนังสือต่อคิวล้นรอพิธาแจกลายเซ็นต์ แนะ 3 ข้อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
“CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
Tech “CX สู่ AX” BBIK ใช้ AI พลิกเกมแอปการเงิน ย้ำประสบการณ์ลูกค้าต้องเป็นวาระ CEO
‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
Economic ‘มังคุดนอกฤดู’ ภาคใต้เนื้อหอม พ่อค้ารุมจองเหมาสวนลุ้นราคาแตะร้อย
จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
SD Talk จะ Update โครงสร้างเงินเดือนวิธีไหนดี
คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
Economic คพ. แจงผลตรวจคุณภาพน้ำกรณีปลาตาย จ.ปราจีนบุรี เร่งตรวจสอบสาเหตุเพิ่มเติม
วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
Economic วิรไท-สมเกียรติ แห่ง TDRI กางปัจจัยเสี่ยงประเทศไทย ในโลกที่ไม่แน่นอน
ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
เศรษฐกิจภูมิภาค ถอดบทเรียนมหาอุทกภัย ปรับเกณฑ์ยกธงเหลือง-ธงแดง เตือนน้ำท่วมหาดใหญ่ปี 69
มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
World มูดี้ส์ไม่หั่นเครดิตฝรั่งเศส โยนโจทย์ปราบเซียนคลัง สภาแขวนชี้ชะตาประเทศ
ดูทั้งหมด

อุตฯยา 2.38 แสนล้าน โอกาส-ทางเลือกลดพึ่งพายานำเข้า

07 ก.พ. 2565 | 14:24น.
คอลัมน์ : ระดมสมอง
ผู้เขียน : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

ขณะที่ธุรกิจพลังงานยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง ปตท.ประกาศลงทุนในธุรกิจยาเต็มตัว เพื่อขับเคลื่อนเป็นอุตสาหกรรม new S-curve ของประเทศ และลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่มีมูลค่าปีละนับแสนล้านบาท

“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ได้จัดทำบทวิจัยเรื่อง “อุตสาหกรรมยา” หนึ่งในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องสำคัญของธุรกิจ “เฮลท์แคร์” ที่มีความสำคัญและมีแนวโน้มเติบโต สะท้อนได้จากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของผู้บริโภค กว่า 30-40% เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับ “ยา”

ซึ่งค่าใช้จ่ายด้านยาที่มีสัดส่วนค่อนข้างสูง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากแนวโน้มค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามความซับซ้อนของโรคและเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น รวมถึงความต้องการยารักษาโรคที่เพิ่มขึ้นตามความเสี่ยงในการเกิดโรคที่มีมากขึ้น และความต้องการยาในการรักษาโควิด-19 ที่น่าจะยังคงมีอยู่

โอกาสและความท้าทายอุตฯยา

แม้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ความต้องการยารักษาโรคชนิดอื่นอาจลดลง เนื่องจากผู้ป่วยหลีกเลี่ยงการเดินทางไปโรงพยาบาล รวมถึงกลุ่มคนไข้ชาวต่างชาติ (medical tourism) เกือบทั้งหมดที่ไม่ได้เดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในไทย ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ปี 2563

เพราะการระบาดของโควิด-19 แต่ความต้องการยาในประเทศยังคงเพิ่มขึ้น สะท้อนจากมูลค่าการนำเข้ายาของไทยในปี 2564 ยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นราว 13% เทียบกับปีก่อน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการนำเข้ายาเพื่อรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับทิศทางของตลาดยาในประเทศปี 2565 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า แม้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 จะมีสัญญาณที่ดีขึ้น จนทำให้คาดว่าความต้องการยาเพื่อรักษาโควิด-19 อาจปรับตัว
ลดลง แต่ในทางกลับกันอาจจะทำให้คนไข้ไทยกลุ่มเดิมที่รักษาโรคทั่วไป

รวมถึงคนไข้ต่างชาติบางกลุ่มทยอยกลับมาใช้บริการรักษาพยาบาลในไทยเพิ่มขึ้น และแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภายหลังจากการที่ไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ (aged society) ในปีนี้ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs ในกลุ่มผู้สูงอายุอาจมีมากขึ้น และน่าจะหนุนให้ปริมาณความต้องการใช้ยาเพื่อรักษาโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการสุขภาพแบบครบวงจร น่าจะเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงยารักษาโรคได้อย่างปลอดภัยและทั่วถึงมากขึ้น

ตลาดยา 2.3 แสนล้านอยู่ที่ไหน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า มูลค่าตลาดยาในปี 2565 น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2.33-2.38 แสนล้านบาท เติบโตที่ 3.0%-5.0% (YOY) เมื่อเทียบกับปี 2564 ที่ขยายตัว 2.5% (YOY) โดยแบ่งเป็นการจำหน่ายผ่านโรงพยาบาลรัฐ 60%

ซึ่งครอบคลุมระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลหลักของประเทศ โรงพยาบาลเอกชน 25% และร้านขายยาอีก 15% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การจำหน่ายผ่านช่องทางโรงพยาบาลรัฐน่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่จะพึ่งพิงสวัสดิการรักษาพยาบาลของภาครัฐเป็นหลัก

ขณะที่ร้านขายยารายย่อยต้องเผชิญการแข่งขันจากการเติบโตของร้านขายยาแฟรนไชส์ และการขยายจุดจำหน่ายยาของห้างค้าปลีก

ทั้งนี้ เม็ดเงินค่าใช้จ่ายสำหรับยาต้นตำรับ (original drugs) ต่อยาชื่อสามัญ (generic drugs) มีสัดส่วนประมาณ 45 : 55 ของค่าใช้จ่ายยาในประเทศทั้งหมด

ยาสามัญฐานใหญ่ “อินเดีย-จีน”

อย่างไรก็ตาม เป็นที่สังเกตว่า การเติบโตของตลาดยาในประเทศน่าจะเป็นโอกาสของผู้ผลิต หรือผู้นำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากกว่า 70% ของมูลค่าตลาดยาทั้งหมดเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้า “ยาต้นตำรับ”

จากแหล่งผลิตเจ้าของสิทธิบัตรอย่างสหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เพื่อใช้สำหรับการรักษาโรคสำคัญ อาทิ ยารักษาโรคมะเร็ง ยากลุ่มโรคเลือด ยากลุ่มระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งการใช้ส่วนใหญ่น่าจะอยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่ผู้ป่วยที่มีกำลังซื้อ รวมไปถึงคนไข้ต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาในไทย

ส่วนการนำเข้า “ยาชื่อสามัญ” ส่วนใหญ่มาจาก “อินเดีย” และ “จีน” ที่เจ้าของสิทธิบัตรได้ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปประเทศดังกล่าว ด้วยปัจจัยด้านต้นทุนแรงงาน ความพร้อมด้านเทคโนโลยี และบุคลากร อีกทั้งจีนและอินเดียยังมีกำลังการผลิตสารตั้งต้นในการผลิตยา (APIs)ถึง 1 ใน 3 ของกำลังการผลิตรวม

ขณะที่การผลิตยาในประเทศ เกือบทั้งหมดเป็น “ยาชื่อสามัญ” นำโดยองค์การเภสัชกรรม ผู้ผลิตยารายใหญ่ และบริษัทข้ามชาติที่เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย เป็นการผลิตยาชื่อสามัญและการรับผลิตยาสำเร็จรูป โดยนำเข้าสารตั้งต้น หรือส่วนประกอบของยาเข้ามาเพื่อการผลิตขั้นสุดท้าย

ซึ่งผู้ผลิตยาชื่อสามัญในประเทศต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงกับยาชื่อสามัญที่นำเข้าจากต่างประเทศที่มีความได้เปรียบในเรื่องของปริมาณการผลิต และการประหยัดต่อขนาด (economy of scale) ส่งผลให้ภาพรวมของมูลค่าตลาดยาในประเทศจึงยังเป็นการพึ่งพิงการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง

แผนลดนำเข้ายาต่างประเทศ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากไทยต้องการลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยาตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ผลิต
ยาในประเทศ

โดยเฉพาะ “ยาชื่อสามัญ” ที่ผู้ผลิตน่าจะมีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มาตรการช่วยลดต้นทุนด้านอื่น ๆ ในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยา รวมถึงการสนับสนุนเงินลงทุนในระยะแรกที่ยา ยังไม่ออกสู่ตลาดในเชิงพาณิชย์ ซึ่งน่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนได้ตามการเติบโตของตลาดยาในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้ อาจมีการส่งเสริมโครงการร่วมลงทุนหรือโครงการนำร่องร่วมกันระหว่างหน่วยงานของรัฐและภาคเอกชนที่มีความพร้อม เพื่อพัฒนาการผลิต “ยาต้นตำรับ” รวมไปถึงการพัฒนายาจากสมุนไพรและพืชเศรษฐกิจ เช่น ขมิ้นชัน 
กระชายขาว กัญชา/กัญชงทางการแพทย์

ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาสมุนไพรแห่งชาติ และที่สำคัญจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับให้กับผู้ใช้ (โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์) ทั้งเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของยาที่ผลิตในประเทศ ซึ่งน่าจะเริ่มใช้ในสถานพยาบาลของรัฐที่มีสัดส่วนการใช้ยาที่ค่อนข้างสูง เพื่อช่วยเพิ่มส่วนแบ่งตลาดการใช้ยาที่ผลิตในประเทศ

ขณะที่การผลิตยาต้นตำรับอาจจะยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตไทยยังต้องเสริมศักยภาพในการวิจัยและผลิตยาเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร (CL) การเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี และบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ หากไทยมีมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเงินลงทุน เทคโนโลยีและบุคลากรตลอดจนการส่งเสริมการตลาดให้ภาคธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ (healthcare) หันมาใช้ยาที่ผลิตในประเทศได้มากขึ้น นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ผลิตในประเทศแล้ว ก็น่าจะทำให้สัดส่วนการนำเข้ายา โดยเฉพาะยาชื่อสามัญลดลงได้ และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขซึ่งเป็นภาระทางการคลังของรัฐอีกด้วย

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ระดมสมอง