ประยุทธ์ รำลึกถึงพระกรุณาธิคุณอดีตนายกฯ บาห์เรน ช่วยฟื้นความสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบีย เร่งกระชับความร่วมมือทุกมิติ
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวมุนา อับบาส มะฮ์มูด รอฎี (Ms.Muna Abbas Mahmood Radhi) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ โดยภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรียินดีที่เอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ไทยรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของอดีตนายกรัฐมนตรีบาห์เรน ซึ่งทรงมีบทบาทในการวางรากฐานความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ อีกทั้งพระกรุณาธิคุณในการส่งเสริมการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบีย จนทำให้ไทยและซาอุดีอาระเบียได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นปกติอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ จะสามารถส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ตลอดจนผลักดันให้เกิดความร่วมมือในสาขาที่ไทยกับบาห์เรนมีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
เอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีในวันนี้ และยินดีที่ได้มาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย พร้อมยืนยันสานต่อความร่วมมือไทยและบาห์เรนด้านทวิภาคีในทุกมิติ
ทั้งนี้ ไทยและบาห์เรนยังมีสาขาความร่วมมือที่มีศักยภาพอีกมาก โดยเฉพาะการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยว หวังว่าจะเห็นพัฒนาความร่วมมือที่ใกล้ชิดระหว่างสองประเทศต่อไป และเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย หวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้แทนระดับสูง รวมทั้งการไปมาหาสู่ระหว่างภาคเอกชนและประชาชนมากขึ้น
ความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตบาห์เรนต่างเห็นพ้องกันว่า การส่งเสริมการค้าและการลงทุนเป็นหนึ่งในวาระที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการฟื้นฟูเศรษฐกิจภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสานต่อความร่วมมือในด้านการค้าและการลงทุน
รวมถึงความมั่นคงทางอาหาร โอกาสนี้ ไทยและบาห์เรนยินดีที่ศูนย์การค้าและบริการไทย (Thai Mart) ในบาห์เรนได้เปิดให้บริการแล้วเมื่อต้นปี 2564 โดยจะเป็นกลไกในการส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ และช่วยผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ไทยเป็นที่รู้จักในบาห์เรนและในภูมิภาคตะวันออกกลางยิ่งขึ้น ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนหวังว่า ไทยจะสนับสนุนให้ภาคเอกชนไทยไปลงทุนในบาห์เรนมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคการผลิต การท่องเที่ยว และสุขภาพ
นายกรัฐมนตรีแสดงความขอบคุณที่บาห์เรนได้ฉีดวัคซีนให้เอกอัครราชทูต ณ กรุงมานามา ข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ตลอดจนคนไทยในบาห์เรน และยินดีที่ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือที่ใกล้ชิดในด้านสาธารณสุขอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการ Visiting Doctor Programme กับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งเอกอัครราชทูตบาห์เรนยินดีสานต่อความร่วมมือให้ใกล้ชิดต่อไป
สำหรับความสัมพันธ์ระดับประชาชน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565 ไทยได้ประกาศใช้มาตรการ Test and Go หวังว่านักท่องเที่ยวชาวบาห์เรนจะกลับมาท่องเที่ยวไทยอีกครั้ง ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนเห็นพ้องกันว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ทั้งสองประเทศจะเดินทางไปมาหาสู่กันได้มากขึ้น เป็นปัจจัยผลักดันความสัมพันธ์ระดับภาคเอกชนและประชาชน
ความร่วมมือในกรอบพหุภาคี นายกรัฐมนตรีขอบคุณบาห์เรนที่สนับสนุนไทยในเวทีระหว่างประเทศมาโดยตลอด โดยเฉพาะในกรอบองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation of Islamic Cooperation: OIC) และการสนับสนุนไทยในประเด็นพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของไทย พร้อมชื่นชมบาห์เรนที่ได้รับตำแหน่งประธานกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) วาระปี 2564-2565 ซึ่งไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงาน ACD พร้อมที่จะสนับสนุนบาห์เรนในการดำเนินงานอย่างเต็มที่
ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนสนใจเพิ่มพูนปฏิสัมพันธ์กับอาเซียนมากขึ้น โดยบาห์เรนได้เข้าเป็นอัครภาคีของสนธิสัญญาไมตรีและมิตรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Treaty of Amity and Cooperation in Southeast Asia: TAC) เมื่อปี 2562 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเห็นความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเป็นรูปธรรมระหว่างอาเซียนกับบาห์เรน และอาเซียนกับคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council : GCC) ต่อไป