Skip to content

หนุ่มเมืองจันท์: จังหวะอีวี

19 ก.พ. 2565 | 14:09น.
หนุ่มเมืองจันท์: จังหวะอีวี
คอลัมน์ : Market-think
ผูเขียน : สรกล อดุลยานนท์

หลังจากรอมานาน รัฐบาลก็ออกมาตรการลดภาษีรถอีวีแบบเป็นแพ็กเกจ

เริ่มตั้งแต่ 1.เงินอุดหนุนรถยนต์และรถกระบะคันละ 70,000-150,000 บาทต่อคัน
และรถจักรยานยนต์ 18,000 บาทต่อคัน

2.ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จากร้อยละ 8 เป็นร้อยละ 2

และรถกระบะเป็นร้อยละ 0

3.ลดอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตต่างประเทศและนำเข้าทั้งคัน (CBU) สูงสุดร้อยละ 40 สำหรับรถยนต์ถึงปี 2566

4.ยกเว้นอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (CKD) จำนวน 9 รายการ
ทั้งนี้ ค่ายรถที่เข้าร่วมต้องรับเงื่อนไข ได้แก่ ผลิตชดเชยให้เท่ากับจำนวนที่นำเข้า CBU ช่วงปี 2565-2566 ในปี 2567 แต่ขยายเวลาได้ ถึงปี 2568 จะต้องผลิตในอัตราส่วน 1.5 เท่า (นำเข้า 1 คัน ผลิต 1.5 คัน)

เป้าหมายของรัฐบาล คือ ต้องมีรถอีวีเป็นสัดส่วน 30% ในปี 2030 หรือ 2573

เห็นมาตรการแบบนี้แล้ว ต้องถือว่ารัฐบาลเอาจริง

ตลาดรถอีวีคึกคักขึ้นมาทันทีเลยครับ

ก่อนหน้านี้ กระแสเรื่องรถอีวีในเมืองไทยถือว่าแรงพอสมควร มีคนอยากเปลี่ยนมาใช้เป็นจำนวนมาก

แต่เพราะ “ราคา” ที่สูงลิบลิ่ว และความกังวลเรื่องสถานีชาร์จ ทำให้ “ยอดขายจริง” ต่ำกว่า “กระแส” มาก

พอมาตรการนี้ออกมา ค่ายรถยนต์ทุกแห่งขยับตัวทันที

เพราะประเมินแล้วว่าคราวนี้ “ของจริง”

การลดภาษีครั้งนี้ทำให้ราคารถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าจะลดฮวบลงมา เหลือเท่ากับหรือต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

และทำให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นสามารถสู้ได้กับรถยนต์จากจีนในสังเวียนรถอีวี

ตามหลักการตลาดพื้นฐาน “การแข่งขัน” ทำให้ตลาดโต

ยิ่งมีคนลงมาลุยรถยนต์อีวีมากเท่าไร ตลาดก็จะยิ่งโตขึ้น

นอกจากปัจจัยเรื่อง “ราคา” รถยนต์อีวีจะจูงใจมากขึ้นแล้ว

เรื่อง “ราคาน้ำมัน” ก็มีผลต่อการตัดสินใจ

ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันต่อเดือนของผู้ใช้รถยนต์เพิ่มขึ้นไม่หยุด

เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายต่อเดือนในการเติมน้ำมันกับการชาร์จไฟฟ้าของรถอีวีแล้ว

รถอีวีคุ้มกว่ากันเยอะ

ดัชนีที่บอกว่า “ค่าน้ำมัน” เริ่มมีผลต่อการตัดสินใจ คือ เจ้าของรถยนต์จำนวนมากเปลี่ยนไปใช้ “แก๊ส” แทน “น้ำมัน”

ตอนนี้อู่แก๊สบอกว่าคิวยาวเป็นเดือน

การยอมเสียเงินก้อนประมาณ 20,000-30,000 บาท เพื่อปรับเปลี่ยนระบบมาใช้แก๊ส แสดงว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมามีผลต่อการตัดสินใจของคนใช้รถ

ด้วยตรรกะเดียวกัน การซื้อรถต่อจากนี้ไป เรื่อง “ราคาน้ำมัน” จะมีผลต่อการตัดสินใจ

เหมือนสมัยก่อนที่น้ำมันแพง รถเล็กจะขายดี รถใหญ่ขายยากหน่อย

คนซื้อจะเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายการใช้น้ำมันของ “รถเล็ก” กับ“รถใหญ่”

ตอนนี้ก็แบบเดียวกัน

เปรียบค่าใช้จ่ายเรื่องเชื้อเพลิงของ “รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน” กับ “รถอีวี”

คนที่ไม่กล้าเปลี่ยนก็อาจจะกล้ามากขึ้น

เพราะค่าเชื้อเพลิงรายเดือนที่ลดลงเป็นแรงจูงใจ

ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลตั้งใจหรือบังเอิญออกมาตรการสนับสนุนรถอีวีออกมาในช่วงนี้

ถ้าตั้งใจก็ถือว่าเลือกเวลาได้เหมาะสม

เพราะการเปลี่ยนแปลงอะไรใหม่ ๆ ต้องใช้ “แรงจูงใจ” สูงมาก

ลำพังแค่ราคารถที่ลดลงอย่างเดียวอาจไม่พอ

แต่พอมีเรื่องราคาน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การเปลี่ยนแปลงก็ง่ายขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ Market-think รถอีวี