รัฐบาล โชว์ป๋า
รถอีวี
คอลัมน์ : สามัญสำนึก ผู้เขียน : สันติ จิรพรพนิต
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาประเด็นร้อนแรงนอกจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 แล้ว
แพ็กเกจสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีที่ ครม.เคาะออกมาเรียบร้อย ถือว่าร้อนแรงไม่แพ้กัน
เพราะเป็นสิ่งที่ทั้งประชาชนและค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์รอคอยมานานหลายเดือน
เพียงแต่ที่ผ่านมารัฐบาลเงื้อง่าราคาแพง ยื้อกันไป ยื้อกันมา ระหว่างหน่วยงาน ทำให้ตลาดรถยนต์ปั่นป่วนอยู่พักหนึ่ง
เมื่อแพ็กเกจออกมาถือว่าจูงใจพอสมควร
ไม่ว่าจะเป็นเงินอุดหนุนรถยนต์และรถกระบะคันละ 70,000-150,000 บาทต่อคัน (สำหรับรถที่ราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท) และรถจักรยานยนต์ 18,000 บาทต่อคัน
ลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 8% เหลือ 2% และรถกระบะเหลือ 0%
ลดอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตต่างประเทศและนำเข้าทั้งคัน (CBU) สูงสุด 40% ถึงปี 2566
ยกเว้นอากรขาเข้ารถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (CKD) จำนวน 9 รายการ
หากเทียบกับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าที่ขายอยู่ในปัจจุบัน ถือว่าราคาลดลงมากพอสมควร ทั้งจากเงินอุดหนุน การยกเว้นภาษีนำเข้า และลดภาษีสรรพสามิต
ราคารถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจะลดลงคันละ 3-4 แสนบาทเศษ
ช่วง 2 ปีแรกรัฐออกแพ็กเกจจูงใจให้ค่ายรถนำเข้ามา ก่อนที่จะเริ่มผลิตในประเทศอีก 2 ปีต่อไป
พร้อมกันนี้ยังเร่งออกมาตรการคู่ขนาน กรณีภาษีใหม่สำหรับรถยนต์สันดาปภายใน ที่จะเข้มข้นในเรื่องปล่อยควันเสีย และเก็บอัตราแพงขึ้น
เรียกว่าทั้งจูงใจคนซื้อด้วยราคาที่ลดลง และใช้มาตรการภาษีบีบให้เลือกรถยนต์ไฟฟ้าไปในตัว
แพ็กเกจสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า เป็นนโยบายที่ต้องชื่นชมรัฐบาลชุดปัจจุบัน
เพราะลดแลกแจกแถมชนิด “โชว์ป๋า” พอสมควร
จริง ๆ ต้องเป็นแบบนี้แหละ หากจะจูงใจให้คนไทยหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือสถานีชาร์จ ที่สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทยยังล่าช้าพอสมควร
กลุ่มที่ใช้รถยนต์ในกรุงเทพฯ หรืออยู่หัวเมืองใหญ่ที่ไม่ต้องเดินทางไกลบ่อย ๆ อาจไม่มีปัญหามากนัก
เพราะเทคโนโลยีแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน ชาร์จเต็ม 1 ครั้งต่อให้เป็นรถเล็กวิ่งได้อย่างน้อย 300 กม.อยู่แล้ว หากเป็นรถขนาดกลาง หรือใหญ่วิ่งระดับ 500 กม.ขึ้นไปสบาย ๆ
เรียกว่าชาร์จเต็ม 1 ครั้ง พิสัยการวิ่งไม่ต่างจากเติมน้ำมัน 1 ถัง
วันทำงาน หรือวันหยุดที่อยากไปช็อปปิ้ง หรือเที่ยวในเมือง ต่อให้รถติดบ้าเลือดขนาดไหน ไม่ต้องกังวลเรื่องไฟหมดระหว่างทาง
เพราะเช้ามาขับออกไป เย็นหรือค่ำกลับมาเสียบชาร์จที่บ้าน ยังไงพลังงานในแบตเตอรี่ก็มีเหลือเฟือ
ถ้าจะมีปัญหาไม่พ้นการเดินทางไกล หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วต้องชาร์จไฟระหว่างทาง
แม้ตอนนี้มีเทคโนโลยีการชาร์จเร็ว แต่ไม่ได้เร็วสมชื่อเมื่อเทียบกับการเติมน้ำมัน แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ระบบชาร์จเร็วจะยิ่งพัฒนามากขึ้น
จึงเป็นขั้นต่อไปที่รัฐต้องเร่งสนับสนุนเพิ่มสถานีชาร์จให้เร็วและมากที่สุด กระจายในวงกว้างที่สุด
รวมถึงประสานกับภาคเอกชนเพิ่มสถานีชาร์จตามจุดสำคัญ ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า ช็อปปิ้งมอลล์ หรือคอนโดมิเนียม เพราะปัจจุบันแม้สถานที่เหล่านั้นมีจุดชาร์จให้เห็นบ้าง แต่น้อยมากเฉลี่ยสถานที่ละ 2-3 จุดเท่านั้น
การปล่อยให้ภาคเอกชนลุยถั่วสร้างสถานีชาร์จเอง อาจล่าช้าเกินไป ภาครัฐควรเพิ่มแรงจูงใจในด้านต่าง ๆ เฉกเช่นคนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้รับ
เชื่อว่าจะทำให้ภาคเอกชนกระตือรือร้น เพิ่มสถานีชาร์จอย่างเพียงพอ
หากช่วยกันคนละไม้คนละมือ อนาคตคนไทยโดยเฉพาะในเมืองใหญ่จะได้หายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าเต็มปอดเสียที