PTG ปักธงน็อนออยล์ ทุ่มปีละ 5,000 ล้าน ดันแผน 5 ปี เพิ่มธุรกิจใหม่ 20% เน้นลงทุนใน Co-Created Ecosystem ตามเมกะเทรนด์โลก จ่อดึง 2 พันธมิตรร่วมทุนธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล ตั้งเป้ารายได้ทั้งปี EBITDA เพิ่ม 15-20% มองผลกระทบรัสเซีย-ยูเครนอาจดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึง 170 เหรียญ/บาร์เรล วอนรัฐวางแผนพลังงานรอบคอบ
วันที่ 8 มีนาคม 2565 นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี (PTG) เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดแผนธุรกิจ 5 ปี (2565-2569) มีเป้าหมายทรานส์ฟอร์มธุรกิจจาก Oil และ Non-oil ไปเป็นธุรกิจ Co-Created Ecosystem โดยธุรกิจหลักที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตประกอบด้วย 8 ธุรกิจ
คือ 1.ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ 2.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 3.ธุรกิจ Retail แบบ Offline to Online 4.ธุรกิจขับเคลื่อนยานยนต์โลจิสติกส์และซัพพลายเชน 5.ธุรกิจซ่อมบำรุง 6.ธุรกิจสุขภาพทั้งกายและใจเพื่อรองรับสังคมสูงวัย 7.ธุรกิจ Digital Platform ทั้งการเงินและ Lifestyle และ 8.พลังงานหมุนเวียน พลังงานสะอาด ธุรกิจเหล่านี้ล้วนเป็นเมกะเทรนด์ของโลกอนาคต และเป็นธุรกิจที่จะสนับสนุนให้กำไรจากธุรกิจ Non-oil เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในปี 2569
และจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเดิมของ PT แข็งแรงขึ้น ลูกค้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านการใช้สินค้าและบริการภายใต้เครือทั้งพันธมิตรจากภายในและภายนอก ภายใต้รูปแบบการบริหารสร้างเครือข่าย Co-Created Ecosystem และเพื่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้บริษัทคาดว่าจะใช้งบฯลงทุนสำหรับธุรกิจ Non-oil ปีละประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การขยับธุรกิจสู่ Co-Created Ecosystem หรือการทำธุรกิจแบบสร้างเครือข่าย ผ่านการสร้างสรรค์ร่วมกับพันธมิตร บริษัทคาดหวังว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะสามารถสร้าง Touchpoint (คะแนนสะสมเพื่อแลกสินค้า) ให้เพิ่มขึ้นเป็น 268,202 Touchpoint ได้ แบ่งเป็น oil 2,694 Touchpoints และ Non-oil 265,508 Touchpoint จากปีนี้ที่มี Touchpoint ที่เป็น Oil 2,114 จุด จะมาทั้งจาก Offline to online และ Touchpoint อื่น ๆ
เช่น พาทัวร์ 200,000 Touchpoint และคาดว่าจะมีร้านค้าที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตร 60,000 โชห่วย ร้านกาแฟจะมี 3,000 สาขา รวมถึง Platform partners ต่าง ๆ และจะมีการ Redeem แต้มสูงถึง 10,000 ล้านแต้ม และมีจำนวนสมาชิก 30 ล้านสมาชิก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์โดยเป็นผู้ใช้งานบนออนไลน์ 25%
ตลอดจนทรานส์ฟอร์มองค์กรไปสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่จะเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้ามาใช้บริการ รวมถึงช่วยเชื่อมต่อกับบริการอื่นๆ ที่ประกอบด้วย บริการทางด้านการเงิน (financial service) เช่นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Wallet, lending), auto insurance และ lifestyle app เช่น พาทัวร์ และในอนาคต PT ไม่ได้ทำธุรกิจเฉพาะในประเทศเท่านั้น แต่จะขยายธุรกิจไปต่างประเทศ หรือจะก้าวสู่การเป็น Global Company
นอกจากนี้ บริษัทเตรียมแผนรุกธุรกิจนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Broker) โดยร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ 2 ราย จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท แมกซ์บิท ดิจิทัล แอสเซท จำกัด ซึ่ง PTG จะถือหุ้นในสัดส่วน 35% ปัจจุบันอยู่ระหว่างวางแผนงานและหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน โดยมั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในการเพิ่มกำไรให้ธุรกิจ Non-oil
นอกจากนี้ บริษัท แมกซ์ เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ จะเป็นกลไกขับเคลื่อนการลงทุนในระยะกลางและยาว ด้วยการเข้าไปลงทุนในโปรเจ็กต์ต่าง ๆ เช่น Nex Pharma, Pavitree พาทัวร์ และลงทุนใน 360Truck ซึ่งเป็น Platform สำหรับ match รถบรรทุกที่ว่างกับผู้ที่ต้องการว่าจ้างงาน ซึ่งจุดมุ่งหวังเรามองถึงการเติบโตของ Platform นี้ จะทำให้ Max World แข็งแรงขึ้นและเป็น Enabler ที่ช่วยให้ธุรกิจต่างๆที่กล่าวมาเติบโตขึ้นรวมถึงสร้าง New Business ให้กับบริษัท
อย่างไรก็ตาม บริษัทวางเป้าขยายไปยังธุรกิจใหม่ๆ ปีละ 3-5 ธุรกิจ สำหรับเป้าหมายธุรกิจปีนี้บริษัทคาดว่าอัตราการเติบโตของ EBITDA จะอยู่ที่ประมาณ 15-20% โดยคาดว่าปริมาณการจำหน่ายน้ำมันที่คาดว่ายังเติบโต 8-12% จากสิ้นปีก่อนปริมาณจำหน่ายน้ำมันอยู่ที่ 5,020 ล้านลิตร
จากธุรกิจก๊าซ LPG คาดปริมาณการจำหน่าย เติบโต 50-60% ตามแผนการขยายสาขา Gas Shops อีก 80 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 178 สาขา, Kiosk Shops อีก 100 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 443 สาขา และโรงบรรจุก๊าซ อีก 20 สาขา จากปีก่อนอยู่ที่ 20 สาขา รวมถึงการขยายไปสู่ธุรกิจการซ่อมถัง ผลิตถัง และขยายตลาดใหม่ๆ ไปในกลุ่มภูมิภาคนี้ อีกทั้งการออกถังใหม่ (New SKU) ภายในเดือน เม.ย. 2565
พร้อมกันนี้ปัจจุบันก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมนำธุรกิจก๊าซ LPG เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อนำเงินระดมทุนมาใช้เป็นทุนหมุนเวียน เช่นเดียวกับธุรกิจปาล์มคอมเพล็กซ์ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท พีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จำกัด ที่ PTG ร่วมถือหุ้น 40% ที่ยังคงแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปีนี้
ดังนั้น จากแผนธุรกิจดังกล่าว ตั้งเป้าว่าธุรกิจ Non-oil จะมีรายได้ปีนี้เติบโตขึ้น 80-90% ซึ่งบริษัทได้วางงบฯลงทุนรวมจากกระเเสเงินสดในปีนี้ประมาณ 3,000-4,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สถานีบริการน้ำมันและก๊าซ LPG จำนวน 80-100 สาขา เบื้องต้นคาดว่าใช้งบฯลงทุนประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาท, ใช้ลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Non-oil ประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Business) ประมาณ 500 ล้านบาท
“วันนี้เราจะพัฒนาธุรกิจรองรับเมกะเทรนด์จากออยล์สู่น็อนออยล์ปี 2569 อย่างน้อยจะต้องมีธุรกิจใหม่ 15-20% และเราจะเริ่มไปต่างประเทศ และธุรกิจใหม่ ๆ จะสามารถเติบโตไปอีกได้ด้วยกระเเสเงินสดลงทุนปีละ 4-5,000 ล้านบาท และเสริมบ้างบางช่วงที่มีโอกาสทางธุรกิจซึ่งยังมีโอกาสอีกมาก” นายพิทักษ์กล่าว
นายพิทักษ์ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมัน ว่า ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เดิมคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งขณะนี้จากปัญหาระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลให้ราคาอาจจะทะลุจากที่คาดการณ์ไว้มาก และอาจไปถึง 170 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้กำไรก่อนหักภาษีธุรกิจน้ำมันลดลง 46.8% จากค่าการตลาดที่ภาครัฐมอนิเตอร์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนกระทบอย่างหนัก ทั้งนี้ หวังว่าตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้จะคลี่คลาย ช่วยให้ค่าการตลาดดีขึ้น ซึ่งผู้ค้าน้ำมันปัจจุบันถือว่ามีความเป็นอิสระ ทุกค่ายบริหารราคาไปตามต้นทุนของตนเองมากขึ้น ยกเว้นผู้ค้าน้ำมัน 2 ค่าย
อย่างไรก็ดี จากการที่รัฐบาลใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสนับสนุนราคาน้ำมันบวกกับลดภาษีสรรพสามิตร ซึ่งการอุ้มราคาน้ำมันดีเซลไว้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2565 มองว่ารัฐจะต้องใช้เงินอีกอย่างมหาศาล สิ่งที่กังวลคือหากรัฐบาลแก้ปัญหาช้าจะตายยกแผง เข้าใจว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วันที่ 9 มี.ค. 2565 ที่จะถึงนี้ ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะต้องออกมาตรการที่รวดเร็วให้มากขึ้น และหลังจากวันที่ 31 มี.ค. 2565 จะตรึงที่ราคา 30 บาทต่อลิตรต่อไปหรือไม่ นายพิทักษ์กล่าว
