ทรัพย์สินทางปัญญาทำตาม Action Plan
บทบรรณาธิการ
นับเป็น “ข่าวดี” อีกชิ้นหนึ่งต่อจากกรณีที่สหภาพยุโรป ประกาศฟื้นความสัมพันธ์ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองกับประเทศไทย โดยข่าวดีชิ้นนี้ได้เดินทางมาถึงรัฐบาลไทย ในคืนวันที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมานี้ Robert E. Lighthizer ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ประกาศปรับสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย จากเดิมที่อยู่ในบัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ หรือ Priority Watch List (PWL) มาอยู่ในบัญชีที่ดีขึ้น คือ ประเทศที่ถูกจับตามอง หรือ Watch List (WL) ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐ มาตรา 301 (Special 301)
การปรับสถานะครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประเทศไทยติดอยู่ PWL ติดต่อกันมาถึง 10 ปี ซึ่งเป็น 10 ปีที่สหรัฐกล่าวหาประเทศไทยว่า เป็นประเทศที่ไม่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเพียงพอ และมีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสูงอย่างกว้างขวาง
ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ที่ว่านี้ ครอบคลุมตั้งแต่ลิขสิทธิ์-สิทธิบัตร-เครื่องหมายการค้า-ชื่อทางการค้า โดยอดีตรัฐบาลไทยที่ผ่านมาทุกชุดได้ทำการปราบปรามการละเมิด มีการจับกุมผู้กระทำผิดและได้ของกลางเป็นจำนวนมหาศาล คิดเป็นสถิติเพิ่มมากขึ้นทุกปี ๆ ซึ่งฝ่ายไทยคิดเอาเองว่า การดำเนินการปราบปรามของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ทว่าผลการดำเนินคดีและจำนวนของกลางที่ได้เพิ่มขึ้นนั้น สหรัฐกลับมองว่า ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ยิ่งจับได้มาก ยิ่งแสดงให้เห็นการละเมิดเกิดขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ เป็นลักษณะของกระบวนการอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทยนั้น “มีปัญหา” ทั้งจากตัวเจ้าหน้าที่ และบทบัญญัติของกฎหมายที่ไม่เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและบริการ
จนนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนแปลงในวิธีปฏิบัติของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย เมื่อรัฐบาล คสช.ตัดสินใจในเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ สั่งการให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบบูรณาการด้านการป้องกันและปราบปรามการละเมิดอย่างเร่งด่วน กับการบังคับใช้และแก้ไขกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 หรือ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
แต่เรื่องที่สำคัญอันเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาก็คือ การจัดทำแผนปฏิบัติการด้านทรัพย์สินทางปัญญา หรือที่เรียกว่า Action Plan โดยให้ฝ่ายสหรัฐมีส่วนร่วมในการปรับแก้ร่างแผนปฏิบัติการจนเป็นที่ยอมรับด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย และนำมาซึ่งการปฏิบัติการตามแผนปฏิบัติการนั้นต่างหาก ที่มีผลอย่างยิ่งต่อการพิจารณาของ USTR ปรับแก้สถานะประเทศไทยให้ดีขึ้น
ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลจักต้อง “รักษา” การปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อที่จะบรรลุในขั้นตอนสุดท้ายนั่นก็คือ ประเทศไทยพ้นจากสถานะประเทศที่ถูกจับตามอง หรือ WL ในที่สุด