ผ่ากฎหมาย ป.ป.ช.ใต้ร่ม คสช. เพิ่มเงิน เพิ่มอำนาจ ปฏิวัติปราบโกง
เมื่อปมทุจริตนำมาสู่หนึ่งในปัจจัยการรัฐประหาร 2557 มาตรการการป้องกันการทุจริตจึงถูกปรุงแต่งให้เข้มข้น รุนแรงขึ้น ผ่านทั้งรัฐธรรมนูญ 2560 และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ….
โดยเฉพาะร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อันเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ ได้ถูกเพิ่มเขี้ยวเล็บในการปราบโกงมากขึ้นไปจากกฎหมายฉบับเก่าที่คลอดมาในปี 2552 ตามรัฐธรรมนูญ 2550
ตัวอย่างที่เพิ่มขึ้นชัดเจนคือ กฎหมาย ป.ป.ช.ที่ออกมาในปี 2552 นั้น จำกัดการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเฉพาะ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” เท่านั้น
ดังนั้น กฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับล่าสุดในมาตรา 100 จึงกำหนดให้ผู้ที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีอยู่ 8 ประเภท ไม่จำกัดเฉพาะ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” ประกอบด้วย
1.ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3.ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 4.ข้าราชการตุลาการในศาลยุติธรรม ตั้งแต่อธิบดีผู้พิพากษาขึ้นไป 5.ตุลาการศาลปกครอง 6.อัยการ ตั้งแต่อธิบดีอัยการขึ้นไป
7.ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง 8.ตำแหน่งอื่นตามที่กฎหมายอื่นกำหนดให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน 8.ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด
และสำหรับ “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง” จะต้องถูกเปิดเผยทรัพย์สินให้ประชาชนทราบภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่แจ้ง ตามมาตรา 104
ขณะเดียวกัน ยังให้ดาบคณะกรรมการ ป.ป.ช.นอกเหนือจาก “ปมร้อน” เรื่องให้อำนาจการ “ดักฟัง” กรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าในมาตรา 37/1 บัญญัติว่า “ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ในการสื่อสาร สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อทางเทคโนโลยีสารสนเทศใด ถูกใช้หรืออาจถูกใช้เพื่อประโยชน์ในการกระทำความผิดที่เป็นความผิดฐานร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือความผิดอื่น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้กำหนด ซึ่งการกระทำความผิดดังกล่าวเป็นเรื่องสำคัญมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ซึ่งได้รับการอนุมัติจาก ป.ป.ช.เป็นหนังสือจะยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารดังกล่าวก็ได้”
การอนุญาตให้อธิบดีผู้พิพากษาฯพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิทธิส่วนบุคคลหรือสิทธิอื่นใดประกอบกับเหตุผลและความจำเป็น และสั่งอนุญาตได้คราวละไม่เกิน 90 วัน ซึ่งมาตรานี้ถูกตีความไปถึงเรื่องการให้อำนาจ สะกดรอย การดักฟัง เพื่อหาเบาะแสการทุจริต เป็นต้น
อีกทั้งยังมีหมวดที่ว่าด้วย “ส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต” ในมาตรา 127 ข้าราชการยังต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน “ให้เจ้าหน้าที่รัฐยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจที่ตนสังกัดหรือปฏิบัติงานอยู่ และให้ถือเป็นความลับของราชการ เว้นแต่จะส่งมอบให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ร้องขอ”
อีกหนึ่งไฮไลต์สำหรับร่างกฎหมาย ป.ป.ช.ฉบับใหม่ คือ ให้มี “กองทุนป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” เพิ่มขึ้นมา เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ-รณรงค์ป้องกันปราบปรามการทุจริต เป็นเงินรางวัลสินบน
ที่มาของเงิน เช่น รัฐบาลจัดสรรเพื่อสมทบเข้ากองทุน ซึ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เคยท้วงติงว่า การให้รัฐจัดสรรงบประมาณอุดหนุน เสี่ยงที่จะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
เมื่อรวมกับการที่ สนช.ไม่ “รีเซต” กรรมการ ป.ป.ช.ที่ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ 2560 แต่ต่ออายุให้อยู่ต่อไปจนครบวาระตามมาตรา 178 ซึ่งหนึ่งในนั้น “พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช.อดีตมือขวา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ด้วยแล้ว กฎหมายใหม่ ป.ป.ช.ฉบับนี้จึงถูกเพิ่มดาบมากขึ้น ตรวจสอบได้กว้างขวางขึ้น และยังได้เงินอื่นนอกจากงบประมาณปกติ และไม่ถูกรีเซต