ศิธา ไทยสร้างไทย เปิดนโยบาย 11 พลังสร้างกรุงเทพฯ เทเงินลงชุมชนไม่อั้น กำหนดนโยบายเอง ชง กทม.เป็น Sandbox พักใช้กฎหมายล้าหลัง เปิดช่องทำคราฟต์เบียร์ให้สถานบริการเปิดได้ตามปกติ
วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 ที่พรรคไทยสร้างไทย ซอยลาดปลาเค้า 60 นายศิธา ทิวารี ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคไทยสร้างไทย แถลงเปิดตัว “นโยบาย 11 พลัง สร้างกรุงเทพฯ” ว่า ตนพูดมาเสมอว่าเมืองไม่สามารถสร้างได้ด้วยซูเปอร์ฮีโร่เพียงคนเดียว แต่คนในเมืองที่ช่วยกันสร้างเมือง ตนจะทำในสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม.ไม่เคยทำ เพราะที่ผ่านมาทุกอย่างเป็นการใช้อำนาจ นโยบาย งบประมาณ ซึ่งมาจากภาษีประชาชน แต่จากปัญหาที่ตนอยู่ใน กทม.มา 50 ปี แต่ผู้ว่าฯ กทม.ที่ให้โครงการไปยังเป็นโครงการเดิม ๆ ที่เสนอให้ประชาชน แสดงว่าปัญหายังไม่ถูกแก้
นายศิธากล่าวว่า 11 พลังสร้างกรุงเทพฯ เป็นการสนธิกำลังของหน่วยงานของรัฐ กทม. ส่วนนโยบาย และงบประมาณทั้งหมด สนธิกำลังกับประชาชน พลังที่ 1.คือการสร้างอำนาจ คืนอำนาจให้คน กทม. ร่วมบริหาร กทม.ด้วยระบบ Blockchain ผู้ว่าฯจะทราบความต้องการจากประชาชนที่เสนอเข้ามา
ประชาชนสามารถกำหนดนโยบายที่ลงไปทำในพื้นที่ตนเอง เพราะที่ผ่านมาหน่วยราชการส่งโครงการมาไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ประชาชนต้องรับนโยบายท็อปดาวน์จาก กทม. ดังนั้น งบประมาณ 100 ได้กับชาวบ้าน 15-20% เท่านั้น แต่ถ้าชาวบ้านกำหนดนโยบายเอง 100 นึง จะได้ประโยชน์กับชาวบ้าน 80-90%
ครั้งนี้ประชาชนจะกำหนดนโยบายเอง โดยไม่มีกรอบว่าจะได้ 2 แสนบาท หรือ 6 แสนบาท เพราะแต่ละชุมชนประชาชนอาจเสียภาษีให้ กทม. 10 ล้าน-100 ล้านก็ได้ แต่คืนให้เขา 2 แสน หรือ 6 แสน อย่างนี้ไม่ถูกต้อง ดังนั้น แต่ประชาชนจะกำหนดนโยบายและกำหนดงบประมาณไม่จำกัดวงเงินผ่านระบบ Blockchain และเราจะมีสภาชุมชนเข้ามาตรวจสอบ รวมถึงคุยกับผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯ ในการกำหนดนโยบายของตนเอง
พลังที่ 2 สร้างโอกาสให้คนกรุงเทพฯ ซึ่งที่ผ่านมาเป็น crisis city วิกฤตการเมืองหนักที่สุด วิกฤตเศรษฐกิจหนักที่สุด วิกฤตโควิด-19 หนักที่สุด ดังนั้น จะต้องปลดปล่อยคน กทม. เข้าไปดูกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของคน กทม. ในช่วงโควิด-19 รัฐบาลทำให้ภูเก็ตเป็น sandbox แต่ กทม.ประสบปัญหามากที่อื่น ดังนั้น จึงจะเสนอให้ กทม.เป็น legal sandbox ให้ขอบเขตของ กทม. พักการใช้กฎหมายบางประเภทที่ไปขัดขวางการทำมาหากิน ท่องเที่ยว โรงแรม การผลิตเครื่องดื่มต่าง ๆ และการเปิดบริการสถานบริการต้องมีการเปิดให้บริการให้เหมาะสมกับคน กทม.
พลังที่ 3 ลดค่าใช้จ่ายและอำนวยความสะดวกการเดินทางให้คนกรุงเทพฯ ค่าเดินทาง ค่าโดยสารทั้งหมดจะต้องลดลงมา ถ้าขนส่งขนาดใหญ่ไม่สามารถดึงคนมาใช้บริการได้ คนก็จะไปใช้รถยนต์เหมือนเดิม ซึ่งกำแพงที่กั้นอยู่คือค่าโดยสาร ดังนั้น กทม.กับ เอกชน กทม.จะต้องเข้าไปดูแลแก้ไข ไม่เกิน 15% ของเงินเดือน โดยตีเงินเดือนไว้ที่ 1 หมื่นบาท ดังนั้น ค่ารถไฟฟ้าไม่ควรเกิน 1,500-1,600 บาทต่อเดือน โดยคิดการเดินทาง 22 วัน
พลังที่ 4 สร้างการจราจรที่ไหลลื่น ถ้า กทม.สามารถทำได้เต็มทั้ง 10 สายอย่างที่วางแผนไว้ 20 ปีที่แล้ว จะสามารถเชื่อมต่อจุดต่าง ๆ ของ กทม.ได้สมบูรณ์แบบ ระบบฟีดเดอร์ก็จะทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องมาแย่งกันวิ่งกับรถไฟฟ้า ประชาชนก็จะไม่เห็นว่าระบบฟีดเดอร์เป็นทางเลือกที่ดีกว่ารถไฟฟ้า
เบื้องต้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ที่สามารถทำได้คือ ช่วงที่ผ่านมามีการ work from home และเด็กเรียนจากที่บ้าน เด็กไทยไม่จำเป็นต้องเรียน 5 วันต่อสัปดาห์ ต้องมาปรับเวลาให้เหมาะสม ขณะเดียวกันโรงเรียนที่เรียนจากที่บ้านได้ก็จะมีการสลับเวลาเรียนจากที่บ้าน ก็จะทำให้การจราจรเบาบางลง
นายศิธากล่าวว่า พลังที่ 5 ทำกรุงเทพฯ ให้เป็นการ friendly กับ Digital Economy ปัจจุบันคนรุ่นใหม่ หรือ เศรษฐกิจดิจิทัล สร้างให้คนเป็นเศรษฐีระดับโลกได้ ถ้าประเทศไทยปรับตัวไม่ทัน จะไม่สามารถทำให้เจริญทัดเทียมประเทศอื่นได้ ดังนั้น ต้องปรับปรุงข้อกฎหมายให้เหมาะสมให้เป็นมิตรกับเศรษฐกิจใหม่ ๆ ปัจจุบันคนทั้งโลกทำงานที่ไหนก็ได้ มีโน้ตบุ๊กเครื่องเดียวเดินทางได้ทั่วโลก ซึ่ง กทม.เป็นอันดับหนึ่งของโลกที่น่าจะมาเที่ยว
แต่ที่ผ่านมาเป็นเมืองที่น่าเที่ยว แต่ไม่เป็นเมืองที่น่าอยู่ เพราะที่ผ่านมาผู้ว่าฯ กทม.ไม่มีวิสัยทัศน์ ไม่ได้ปรับให้เป็น ต้องปรับพื้นฐานของ กทม. ให้รองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ ทั้งหมด ไม่ว่า WiFi และบังคับใช้กฎหมายที่ไปขัดขวางการทำมาหากิน
พลังที่ 6 ทำให้ กทม.เป็นเมืองสุขภาพดี เราทำให้ คน กทม.สุขภาพดี เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยไปถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา พลังที่ 7 สร้างสุขภาพดีให้คน กทม. ตนเคยเป็นประธานคณะกรรมการบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ดูแลสนามบินสุวรรณภูมิ ได้สร้างสนามจักรยานที่เรียกว่า sky lane ไม่ได้ใช้เงินจากรัฐบาล จากภาษีประชาชน หรือจากเงินขององค์กรเลย
แต่ใช้พื้นที่หน่วยราชการหรือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจสามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้กับประชาชนได้ ดังนั้น ถ้าตนเป็นผู้ว่าฯ กทม. จะทำ sky lane ทั่วทุกมุมเมืองของ กทม.และจะใช้ภาษีของประชาชนน้อยที่สุด
นายศิธากล่าวว่า พลังที่ 8 สร้างกรุงเทพฯเป็นเมืองสะอาด ปลอดภัย ครอบคลุมหลายเรื่องทั้ง PM 2.5 ขยะ กล้อง CCTV สภาพแวดล้อม เป็นเมืองที่สะอาด ซึ่ง กทม.จะต้องเป็นเมืองที่น่าอยู่ สะอาด สุขภาพดี
พลังที่ 9 สร้างกรุงเทพฯเป็น creative city ซึ่ง กทม.เป็นเมืองที่มีวัฒนธรรมที่เป็นมรดกสืบทอดจากบรรพบุรุษมาสู่ลูกหลาน ที่อยู่ในย่านเมืองเก่า ชุมชนเก่า แต่ที่ผ่านมา กทม.ไม่มีวิสัยทัศน์ที่จะอนุรักษ์ ไม่เห็นคุณค่าของย่านเก่า การตัดสินใจของ กทม.ทำลายวิถีชุมชน ที่เป็นสิ่งที่ชาวต่างชาติต้องการมาสัมผัสและจับจ่ายใช้สอย
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกทำลายทิ้งไปแล้ว ตัวอย่างเช่น ตลาดน้อย บ้านสามารถเป็นโฮมออฟฟิศ ขายของหน้าบ้านได้ แต่ปัจจุบันแทนที่จะเป็นมรดกส่งต่อให้กับลูกหลาน กลายเป็นว่าคนรุ่นใหม่ย้ายออกจากชุมชน วิถีชีวิตแบบไทย ๆ ที่อยู่ที่บ้านค้าขายจากที่บ้านได้ กลายเป็นที่อยู่อาศัยของคนชรา เป็นสิ่งที่ผู้ว่าฯ กทม. ดูแล พลิกฟื้นชุมชนย่านเก่าให้กลับมาเป็นแหล่งสร้างงาน สร้างรายได้อีกครั้ง
พลังที่ 10 สร้างโรงเรียนดีใกล้บ้าน เราจะลงทุนกับการสร้างคนมากที่สุด จะไม่ลงทุนกับสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ ใช้เงินเยอะ ๆ ทำเป็นโชว์เคสอยู่อย่างเดียว แต่ถ้าเราจะไปถึงจุดเป็นเลิศด้านใดด้านหนึ่ง เราต้องทำให้มีความเสมอภาคในทุกพื้นที่ก่อน ถ้าทำให้ทุกโรงเรียนมีมาตรฐานเท่าเทียมกันทั้งหมด โรงเรียนที่ดีคือโรงเรียนที่อยู่ใกล้บ้าน
พลังที่ 11 การจัดการน้ำ เราสามารถลาขาดจากน้ำรอระบายได้ทันที กทม.ได้ลงทุนใช้งบฯจำนวนมากเกี่ยวกับเรื่องน้ำกว่าแสนล้าน ทำแก้มลิง ติดเครื่องสูบน้ำ เครื่องปั่นไฟให้เครื่องสูบน้ำ ทำอุโมงค์ยักษ์ ทำเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา
แต่ประสิทธิผลที่ได้ 60% ของงบฯที่ลงทุนไป แต่ 40% หายไปกับงบฯการบริหารจัดการ ซึ่งเราสามารถใช้แรงโน้มถ่วงของโลกจัดการน้ำท่วมได้ น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ ปัญหาคือ กทม.ไม่บริหารจัดการน้ำในคลอง และปล่อยให้น้ำในคลองสูงเท่าท่อระบายน้ำอยู่ตลอดเวลา
ถ้า กทม.ทราบพยากรณ์อากาศและรู้ว่าฝนจะมาเมื่อไหร่ ต้องพร่องน้ำในคลองรอ แต่ถ้าเรารอให้ฝนตกแล้วค่อยพร่องน้ำออก น้ำก็จะรอระบาย ถ้าทำแล้วน้ำยังท่วมอยู่ก็จะรู้ได้ทันทีว่าเขตไหนไม่ได้ลอกท่อ เราสามารถเอาผิดได้ ดังนั้น ถ้าไปเป็นผู้ว่าฯ กทม.สามารถแก้ไขได้ตั้งแต่ฝนนี้ 22 พฤษภาคม
ด้านคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า การจะแก้ไขปัญหา กทม.ทั้งระบบ ผู้ว่าฯคนเดียวไม่สามารถทำได้ เพราะอำนาจผู้ว่าฯ กทม.น้อยนิดมาก จำเป็นต้องมาทั้งระบบ แม้พรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคการเมืองใหม่ เวลามีน้อย แต่เราส่งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. 50 เขต แบบฟูลทีม
ผู้ว่าฯจะไปเปลี่ยนแปลงแก้โกงใน กทม. สร้างสภาชุมชน ทั้งหมดต้องใช้เสียง ส.ก.ยกมือ ดังนั้น เลือกนายศิธา ก็ต้องเลือก ส.ก.ไทยสร้างไทยที่มากพอไปยกมือ และอำนาจที่นอกเหนือจาก กทม.พรรคไทยสร้างไทยจะไปผลักดัน ดำเนินการประสานงานทั้งในสภา ในพรรคการเมืองต่าง ๆ และในรัฐบาล เพื่อให้ทุกงานสำเร็จลงไปได้
ตัวอย่างที่ตนเคยเป็น รมช.คมนาคม และ รมช.มหาดไทย คุม กทม. 2 สมัย เราได้ทำงานประสานกัน เมื่อผู้ว่าฯ มีพรรคการเมืองที่เอาจริงเอาจัง อำนาจที่อยู่นอกเหนือผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯจะทำสำเร็จ เช่น การสร้างรถไฟฟ้าสายแรกของเมืองไทย ซึ่ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เคยริเริ่มไว้สมัยเป็นผู้ว่าฯ กทม. เมื่อมาตั้งพรรคพลังธรรม และได้มอบหมายให้ตนเป็น รมช.คมนาคม และ รมช.มหาดไทย รับผิดชอบงาน กทม.เต็มที่
“พื้นที่ที่จะทำสถานีต่าง ๆ ไม่ใช่พื้นที่ของ กทม. เมื่อพรรคพลังธรรมยุคนั้นแบ็กเต็มที่ รถไฟฟ้าสายแรกจึงเกิดขึ้นได้ นี่คือตัวอย่างของการทำงานเป็นระบบ ทำไมผู้ว่าฯ ต้องคิดนอกกรอบ ไม่ได้อยู่ในระบบรัฐราชการครอบงำ ไม่ยอมให้สิ่งที่อุปสรรคจากกฎหมายที่ล้าสมัย กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากิน ผู้ว่าฯ ศิธาจะแก้ และไม่ใช่แก้อย่างโดดเดี่ยว ในสภา กทม.เราจะต้องได้ ส.ก.ที่มากพอ และในระดับ ส.ส.พรรคไทยสร้างไทยจะทำหน้าที่ให้ เป็นเหตุผลที่เราส่งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคและฟูลทีม” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว