ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50%
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.50% ส่วนปัจจัยในประเทศ ผลสำรวจ ธปท.ชี้ในเดือน เม.ย. 65 ระดับการฟื้นตัวของภาคธุรกิจยังทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน ขณะที่เงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 34.35/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 2-6 พฤษภาคม 2565 ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐในสัปดาห์นี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในทิศทางแข็งค่า แม้จะมีบางจังหวะที่ย่อตัวลงโดยมีการเคลื่อนไหวระหว่างสัปดาห์อยู่ในกรอบ 102.50-103.90 หลังคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) มีมติให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.50% ตามที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้
โดยการประชุมครั้งนี้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสู่ระดับ 0.71-1.00% ซึ่งเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 43 และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สดในรอบกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงในช่วงกลางสัปดาห์ หลังจากนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปฏิเสธแนวโน้มที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยมากถึง 0.75% แม้มีความกังวลเกี่ยวกับตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นรุนแรงก็ตาม โดยนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีความเห็นว่าอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% ในการประชุม 2 ครั้งข้างหน้า แต่ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงถึง 0.75%
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงเคลื่อนไหวในเชิงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในช่วงปลายสัปดาห์ ก่อนรายงานการจ้างงานล่าสุดของสหรัฐ ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้มงวดนโยบายการเงินในเชิงรุกต่อไป
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ในวันอังคาร (3/5) ค่าเงินบาทเปิดตลาดที่ระดับ 34.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (29/4) ที่ระดับ 34.18/20 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินบาทยังคงมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง จากทิศทางการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งตลาดยังคงปิดรับความเสี่ยง อันเนื่องจากความกังวลในหลายด้าน
เช่น การประกาศล็อกดาวน์ของจีนจากการระบาดโควิด ความกังวลต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้นักลงทุนยังคงเข้าถือครองเงินดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
นอกจากนี้ ผลสำรวจ ธปท.ชี้ในเดือน เม.ย. 65 ระดับการฟื้นตัวของภาคธุรกิจทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนก่อน โดยภาคการค้าและการท่องเที่ยวปรับดีขึ้นจากปัจจัยชั่วคราวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ขณะที่ภาคการผลิต อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างยังถูกกดดันจากต้นทุนการผลิตที่ปรับสูงขึ้น จำนวนแรงงานโดยรวมทรงตัวขณะที่รายได้เฉลี่ยของแรงงานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนในภาคการค้าและการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 34.01-34.53 บาท/ดอลลาร์สรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (6/5) ที่ระดับ 34.35/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดในวันอังคาร (3/5) ที่ระดับ 1.0516/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในไทยเมื่อวันศุกร์ (29/4) ที่ระดับ 1.0579/81 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรยังคงถูกกดดันจากภาวะความแตกต่างของนโยบายทางการเงินระหว่างอีซีบีและเฟด ประกอบกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนระหว่างยูเคนกับรัสเซียที่ยังส่งสัญญาณยืดเยื้อ และส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจในแถบยูโรโซน
โดยล่าสุดสหภาพยุโรป (EU) เตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อรัสเซีย ด้วยการระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย
นอกจากนี้ ปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การขนส่งสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร เข้ามาซ้ำเติมปัญหาด้านโจจิสติกส์ทั่วโลก โดยเฉพาะกรณีสายการเดินเรือหลักและท่าเรือสำคัญในยุโรปงดให้บริการสินค้าเข้า-ออกรัสเซีย และตรวจค้นสินค้าอย่างเข้มข้น ทำให้เกิดสินค้าตกค้างที่ท่าเรือในยุโรปจำนวนมาก
ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.0495-1.0638 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/5) ที่ระดับ 1.0515/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันอังคาร (3/5) ระดับ 130.03/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในไทยเมื่อวันศุกร์ (29/4) ที่ระดับ 130.02/04 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องระหว่างสัปดาห์ หลังจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (Ultraloose Monetary Policy) ซึ่งรวมถึงการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีไว้ที่ประมาณ 0%
โดยคณะกรรมการ BOJ ได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปี 2565 ลงเหลือ 2.9% จากระดับ 3.8% และได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พื้นฐาน สู่ระดับ 1.9% จากระดับ 1.1%
นอกจากนี้ ตลาดการเงินกำลังจับตาดูว่า BOJ มีมุมมองอย่างไรต่อการอ่อนค่าของเงินเยน หลังจากที่เงินเยนทรุดตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี ที่ระดับ 131 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นเวลานานของ BOJ และการเริ่มใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 128.71-130.79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/5) ที่ระดับ 130.55/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ