Skip to content

“ที่สุด” คมนาคม 2560 ใหญ่สุด-แพงสุด-สวยสุด-วุ่นวายสุด

28 ธ.ค. 2560 | 21:00น.
“ที่สุด” คมนาคม 2560 ใหญ่สุด-แพงสุด-สวยสุด-วุ่นวายสุด

ที่สุดของที่สุดของคมนาคม กระทรวงเศรษฐกิจเกรดเอของที่ใคร ๆ ก็อยากจะมานั่ง ในยุคของ “รัฐบาลทหาร” ที่เข้ามาบริหารประเทศได้ 3 ปี เรียกว่ามีความเคลื่อนไหวที่เป็นไฮไลต์ที่น่าสนใจไม่น้อย

เบอร์หนึ่ง 3 ปีซ้อน

โดยเฉพาะการปรับคณะรัฐมนตรีที่เขย่ากันถึง 5 รอบ แต่ที่ยังเหนียวหนึบคงเป็น “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ครอบครองเก้าอี้นี้ย่างเข้าปีที่ 3หลังได้รับการโปรโมตจาก “รัฐบาลทหาร” จากรัฐมนตรีช่วยฯให้นั่งเก้าอี้ใหญ่แทน “บิ๊กจิน-พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง” ถูกโยกเข้าทำเนียบรัฐบาลเป็นรองนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปี 2558

แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยฯที่ปรับกันถึง 2 ครั้ง 2 ครา จาก “ออมสิน ชีวะพฤกษ์” อดีตเอ็มดีไปรษณีย์ไทย แต่ก็บริหารงานอยู่ได้ไม่นานถูกโยกเข้าทำเนียบ จากนั้นมาใช้บริการมือการเงิน “พิชิต อัคราทิตย์” แต่นั่งทำงานได้ไม่ถึง 1 ปีดี ก็ต้องหลุดจากวงโคจร

ล่าสุดรัฐบาลทหารดึงอดีตบิ๊ก ปตท. “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” เข้าร่วมนาวา “ครม.บิ๊กตู่ 5” มาเสริมทัพ “อาคม” ขับเคลื่อนโครงการลงทุนคมนาคมกว่า 2.39 ล้านล้านบาทให้คิกออฟภายในปี 2561 นี้

ค่าเวนคืนพุ่ง 280%

อีกไฮไลต์มอเตอร์เวย์สายใหม่ สร้างจาก “บางใหญ่-กาญจนบุรี” ทั้งที่ระยะทางก็สั้นประมาณ 96 กม. แต่กลับเป็นโครงการที่ใช้ค่าเวนคืนสูงสุดถึง 19,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 280% หรือจำนวน 14,317 ล้านบาท จากกรอบเดิม 5,420 ล้านบาท ที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติไว้

เนื่องจากโครงการมีการศึกษามานานหลายปีดีดัก ประกอบกับราคาที่ดินปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่บางใหญ่มีรถไฟฟ้าสายสีม่วงพาดผ่าน ผลพวงจากค่าเวนคืนที่พุ่งกว่า 2 เท่าตัว ทำให้เงินลงทุนทั้งโครงการขยับขึ้นตามไปด้วย จาก 55,420 ล้านบาท เป็น 64,717 ล้านบาท

และยังกระทบชิ่งไปถึงแผนงานก่อสร้างโดยรวมของโครงการล่าช้าจากแผนงานมาก เนื่องจากกรมทางหลวงยังไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้ผู้รับเหมาได้ครบ จนกว่าจะได้รับไฟเขียวเงินเวนคืนที่ขอขยายกรอบเพิ่มจาก ครม.

โดยกรมทางหลวงคาดว่าจะจ่ายค่าเวนคืนส่วนที่ยังเหลืออยู่นี้ตั้งแต่เดือน ม.ค.-เม.ย. 2561 จากนั้นจะเร่งงานก่อสร้างให้เสร็จทั้งโครงการภายในปี 2562 เปิดบริการในปี 2563 พร้อมกับสายบางปะอิน-โคราช

สร้างมาราธอน

ด้านรถไฟชานเมืองสายสีแดง “ช่วงบางซื่อ-รังสิต” และช่วง “บางซื่อ-ตลิ่งชัน” ของ “ร.ฟ.ท.-การรถไฟแห่งประเทศไทย” นับเป็นอีกโปรเจ็กต์ที่ใช้เวลาก่อสร้างมาราธอน

โดยเฉพาะช่วงบางซื่อ-ตลิ่งชัน ซึ่ง ร.ฟ.ท.รันงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2552 แล้วเสร็จไปเมื่อปี 2555 จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถให้บริการได้ เนื่องจากงานติดตั้งระบบและจัดหาขบวนรถไฟฟ้าไปผูกติดอยู่กับสัญญาที่ 3 ของสายสีแดงช่วง “บางซื่อ-รังสิต” ซึ่งมีกำหนดจะเปิดบริการภายในปี 2563 พร้อมกัน เท่ากับสายสีแดงวิ่งไป “ตลิ่งชัน” ใช้เวลาดำเนินการร่วม 12 ปี นับจากตอกเข็มก่อสร้าง

ขณะที่ช่วงบางซื่อ-รังสิต นอกจากจะทุบสถิติงบฯบานปลาย 4 ครั้ง จาก 59,888 ล้านบาท กว่าจะเคาะสุดท้ายที่ 93,950 ล้านบาท ยังใช้เวลาร่วม 8 ปี ก่อสร้าง หลังตอกเข็มต้นแรกเมื่อต้นปี 2556 เนื่องจากระหว่างทางมีการปรับแบบก่อสร้างให้รองรับกับรถไฟความเร็วสูง และติดรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคทำให้ผู้รับเหมาพร้อมใจกันขอขยายเวลาก่อสร้างออกไปจากเดิม

สัญญาที่ 1 งานก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ อาคารซ่อมบำรุงและสถานีจตุจักรของกลุ่มกิจการร่วมค้าเอสยู (ซิโน-ไทยฯ และยูนิคฯ) วงเงิน 34,118 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 10 ก.ค. 2560 ขยายอีก 1,020 วัน สิ้นสุดปี 2563 ติดรื้อย้ายท่อขนส่งน้ำมันของ บจ.ขนส่งน้ำมันทางท่อ (FPT) ปัจจุบันงานก่อสร้างคืบหน้ากว่า 60%

และสัญญาที่ 2 งานทางวิ่งรถไฟยกระดับ และระดับดิน พร้อมอาคารสถานี 6 สถานี ได้แก่ บางเขน ทุ่งสองห้อง หลักสี่ การเคหะฯ ดอนเมือง และรังสิต มี บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ เป็นผู้ก่อสร้าง วงเงิน 24,575 ล้านบาท จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 10 ก.ค. 2560 ขยายไปอีก 215 วัน สิ้นสุดต้นปี 2561 ติดรื้อย้ายผู้บุกรุก งานก่อสร้างขณะนี้คืบหน้าแล้วกว่า 90 % เป้าของ ร.ฟ.ท.งานก่อสร้างทั้งโครงการจะแล้วเสร็จในปี 2562 แต่ต้องรองานระบบและทดสอบระบบ จึงพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในเดือน มิ.ย. 2563

ทั้งสับสนและอลหม่าน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่สุดอลหม่าน นั่นคือการปรับปฏิรูปรถเมล์ ของ “ขบ.-กรมการขนส่งทางบก” ที่ลุกขึ้นมาปรับปรุงการเดินรถ 269 เส้นทางใหม่ ทดลองนำร่อง 8 เส้นทาง เมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากมติ ครม.วันที่ 27 ก.ย. 2559 ยกเลิกมติที่ให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นผู้เดินรถรายเดียว โดยปรับให้ ขสมก.มีสถานะเป็นผู้ประกอบการเดินรถรายหนึ่งส่วนรถร่วม ขสมก.เดิม จะต้องขอใบอนุญาตประกอบการเดินรถกับกรมการขนส่งทางบกโดยตรง เพื่อเพิ่มทางเลือกและการเข้าถึงการให้บริการ ลดการทับซ้อนเส้นทาง เชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่น ๆ ตลอดจนรองรับการพัฒนาเมือง ชุมชนที่เกิดขึ้นใหม่

โดยธงของ “ขบ.” จะดำเนินการให้เสร็จภายในปี 2562 จึงเริ่มประเดิมด้วยการปรับปรุงหมายเลขเส้นทางใหม่ เป็นลักษณะเขตพื้นที่ 4 โซน และกำหนดทั้งสัญลักษณ์เชิงสี หมายเลขเส้นทางที่ไม่เกิน 2 หลัก และตัวอักษร ที่เข้าใจง่ายมากขึ้น มีสีเขียว (G) สีแดง (R) สีเหลือง (y) และสีน้ำเงิน (B)

ได้แก่ สายที่ G21 รังสิต-ท่าเรือพระราม 5 สายที่ G59E มีนบุรี-ท่าเรือสี่พระยา (ทางด่วน) สายที่ R3 สวนหลวง ร.9-สถานีรถไฟฟ้าสนามกีฬาแห่งชาติ สายที่ R41 ถนนตก-แฮปปี้แลนด์ สายที่ Y59 สถานีรถไฟชุมทางตลิ่งชัน-กระทุ่มแบน สายที่ Y61 หมู่บ้านเศรษฐกิจ-สถานีขนส่งจตุจักร สายที่ B44 วงกลมพระราม 9-สุทธิสาร สายที่ B45 หมู่บ้านเอื้ออาทรบึงกุ่ม-ท่าเรือสะพานพุทธฯ วิ่งบริการตั้งแต่เวลา 06.30 น.-18.30 น. จัดเก็บอัตราค่าโดยสารเป็นอัตราเดียวกับที่ ขสมก.จัดเก็บ

สุดท้ายต้องยุติโครงการเมื่อครบกำหนดทดลอง 1 เดือน เพราะไม่ตอบโจทย์ประชาชนที่ใช้บริการ แทนที่จะทำให้คนจดจำง่าย กลายเป็นสร้างความสับสน เพราะมีทั้งภาษาไทยและอังกฤษปะปนกันไปหมด

แถมยังมีเสียงติติงมากกว่าเสียงชื่นชม กรมการขนส่งจึงต้องถอยไปตั้งหลัก รอเริ่มใหม่ในปี 2562

อุโมงค์ทางลอดยาวสุด

มาดูโครงการสร้างสถิติยาวที่สุดกันบ้าง ต้องยกให้ “อุโมงค์ทางลอดพัทยากลาง” มูลค่า 837 ล้านบาท โปรเจ็กต์มาสเตอร์พีซของ “ทช.-กรมทางหลวงชนบท” ซึ่งเปิดใช้ไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2560 หลังใช้เวลาสร้าง 4 ปี เพราะนอกจากจะเป็นทางลอดแห่งแรกของพัทยากลาง ยังเพิ่มกิมมิกและสีสันให้เมืองท่องเที่ยวพัทยาที่ได้ชื่อว่าเป็น “ไข่มุกภาคตะวันออก”

โครงการได้รับการออกแบบมี 3 มิติ ทั้งด้านวิศวกรรม ประติมากรรม มีการตกแต่งภูมิทัศน์บนเกาะกลางพร้อมประติมากรรมโลมาประสานใจที่เป็นสัญลักษณ์เมืองพัทยา ใช้สีฟ้า เพราะเป็นเมืองชายทะเล มีเทคโนโลยีทันสมัยเรียลไทม์ เช่น กล้องวงจรปิด พัดลมระบายอากาศ สัญญาณเตือนเพลิงไหม้ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง มีระยะทางรวม 1.9 กม. นับเป็นทางลอดรถยนต์ยาวที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้

สถานีใหญ่สุดในอาเซียน

“สถานีกลางบางซื่อ” สถานีต้นทางของโครงการสายสีแดง เป็นสถานีมีพื้นที่ใหญ่สุด โดยมีพื้นที่ใช้สอย 3 แสน ตร.ม. เมื่อแล้วเสร็จจะเป็นศูนย์กลางการเดินทางด้วยระบบรางแห่งใหม่ของประเทศ เพราะจะเป็นสถานีชุมทางของรถไฟทางไกลสายเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง แอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟความเร็วสูงที่จะพัฒนาในอนาคต

รูปแบบสถานีมี 4 ชั้น “ชั้นใต้ดิน” เป็นพื้นที่สำหรับจอดรถประมาณ 1,700 คัน มีโถงเชื่อมต่อขึ้นไปยังชั้นจำหน่ายตั๋วโดยสาร และมีทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าใต้ดินสถานีบางซื่อ “ชั้นพื้นดิน” เป็นโถงพักคอยและรับผู้โดยสาร มีพื้นที่ชั้นลอยสำหรับควบคุมระบบการเดินรถ และต้อนรับบุคคลสำคัญ พื้นที่จำหน่ายตั๋วโดยสาร และจุดเชื่อมต่อไปยังสถานีบางซื่อรถไฟฟ้าใต้ดิน และพื้นที่พาณิชยกรรม ร้านค้า “ชั้นที่ 2” เป็นชั้นชานชาลารถไฟทางไกล จำนวน 6 ชานชาลา สามารถตั้งขบวนรถได้ 12 ขบวน และ “ชั้นที่ 3” เป็นชั้นชานชาลารถไฟชานเมือง อยู่ตรงกลาง จำนวน 6 ชานชาลา