จุรินทร์ หารือ JETCO กับ รัฐมนตรีอังกฤษ เคาะความร่วมมือ 6 ด้าน
“จุรินทร์” ประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (JETCO) ระดับรัฐมนตรีครั้งแรก เคาะเดินหน้าความร่วมมือ 6 ด้าน เผยขั้นต่อไปจะเดินหน้าสู่การเป็นหุ้นส่วนทางการค้า และในอนาคตจะยกระดับเป็น FTA มั่นใจระยะแรกฟื้นการค้ากลับมา 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐได้แน่
วันที่ 21 มิถุนายน 2565 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้า (JETCO) ไทย-สหราชอาณาจักร (ระดับรัฐมนตรี) ครั้งที่ 1 ร่วมกับนางเพนนี มอร์ดอนท์ รัฐมนตรีด้านนโยบายการค้า กระทรวงการค้าระหว่างประเทศ ของสหราชอาณาจักร ที่ Central Hall Westminster กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ว่า
การประชุม JETCO ครั้งนี้ ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการเกษตร 2.ด้านดิจิทัล 3.อาหารเครื่องดื่ม 4.ด้านการลงทุน 5.ด้านการค้า และ 6.ด้านการเงิน โดยได้ข้อสรุปร่วมกันว่าจะผลักดันความร่วมมือทั้ง 6 ด้านนี้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว และมอบหมายให้เจ้าหน้าอาวุโสหรือ SOM ประชุมเพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการให้เกิดขึ้น จะได้ชัดเจน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่อไป

ทั้งนี้ ได้ฝากที่ประชุมเน้นย้ำสำคัญ คือ มูลค่าการค้าระหว่างกันในช่วง 5 ปีนี้ มูลค่าการค้าระหว่าง UK กับไทยลดลงมาก ปี 2017 ตัวเลข 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ปีที่แล้วลดลงเหลือ 5,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หายไป 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
โดยความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นวิธีที่มาฟื้นตัวเลขการค้าระหว่างไทยกับ UK ต่อไปในอนาคต ตั้งเป้าว่าควรทำให้กลับมา 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด และเดินหน้าต่อไปในอนาคตภายใต้กรอบความร่วมมือทั้ง 6 ด้าน

“ได้มีการพูดกันว่าความสัมพันธ์เศรษฐกิจในรูปแบบ JETCO ขณะนี้ จะพัฒนาไปเป็น ETP หรือหุ้นส่วนทางการค้าที่แน่นแฟ้น (Enhanced Trade Partnership : ETP) ซึ่งจะเพิ่มความสัมพันธ์ทางการค้าเศรษฐกิจระหว่างกันในเชิงลึกมากยิ่งขึ้นและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากนั้นจะพัฒนาไปเป็น FTA ต่อไป
ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมี FTA 14 ฉบับ กับ 18 ประเทศ หวังว่าไทยกับ UK จะเป็นฉบับต่อ ๆ ไป ในการกลายเป็น FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญในยุโรปของไทย”นายจุรินทร์กล่าว

สำหรับการประชุมครั้งนี้ ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างงดงามและความสำเร็จของการประชุม JETCO ระหว่างไทยกับ UK อย่างเป็นรูปธรรม
โดยท่านรัฐมนตรี UK พูดว่าการประชุมวันนี้มีประสิทธิภาพประสิทธิผลมาก เพราะทุกประเด็นที่เตรียมมาได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมทั้งหมด และเห็นพ้องกัน ในการร่วมกันขับเคลื่อนต่อไปเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อาวุโสที่ต้องไปทำ และคิดว่าทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับประเทศไทยทั้งในเรื่องของการส่งออกทำเงินเข้าประเทศและความร่วมมือแลกเปลี่ยนทางวิชาการเทคโนโลยีนวัตกรรมต่างๆ รวมทั้ง digital economy ที่อังกฤษมีความเชี่ยวชาญแลจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันต่อไป