เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
Real Estate SCG HOME Online ชูกลยุทธ์ O2O Ecosystem ยกระดับอีคอมเมิร์สเรื่องบ้าน เปิดแคมเปญใหญ่ “เติมบ้านคุ้ม ลุ้นรับทอง” คืนกำไรลูกค้า
WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
SD WMA โชว์ผลงาน “เจดีย์หักโมเดล” จากศูนย์บำบัดน้ำเสียเปลี่ยนเป็นสนามบอล เพื่อชุมชน
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
Tech คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
Economic กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
ดูทั้งหมด

แบงก์ตั้งรับ “หนี้เสีย” รอบใหม่ ดอกเบี้ยขาขึ้น-ทุบซ้ำธุรกิจ

03 ก.ค. 2565 | 07:15น.
หนี้เสียรอบใหม่

แบงก์เร่งเคลียร์พอร์ตตั้งรับ “หนี้เสีย” ระลอกใหม่ ttb analytics จับตาเอ็นพีแอลพลิก “ขาขึ้น” ปัจจัยเงินเฟ้อ-ต้นทุนพุ่ง-ดอกเบี้ยแพง ทุบซ้ำธุรกิจเอสเอ็มอี กลุ่มเปราะบาง ธปท.อัดมาตรการประคองลูกหนี้ถึงสิ้นปี’66 เผย 2 กลุ่มเสี่ยงตกชั้นเป็นหนี้เสีย แบงก์กรุงเทพเผยลูกหนี้เอสเอ็มอีเหนื่อยหนัก

หนี้เสียพลิก “ขาขึ้น”

นายนริศ สถาผลเดชา หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี (ttb analytics) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันที่มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

โดยจากการศึกษาพบว่า ต้นทุนภาคธุรกิจโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 10% แต่เฉพาะในภาคขนส่งเพิ่มขึ้นถึง 30% จากราคาน้ำมันที่แพง ซึ่งมีผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ จะส่งผลกระทบให้ “หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้” (เอ็นพีแอล) ในระบบธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มกลับมาเป็นขาขึ้นอีก

“ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นกระทบรายจ่าย ผลกำไรตึงตัวแน่นอน ก็อาจจะกระทบความสามารถในการชำระหนี้ ทั้งธุรกิจเอสเอ็มอี รวมถึงรายย่อย ต้องดูว่าที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้ว ลูกหนี้จะผ่อนต่อได้ไหม หรือจะไม่ไหวอีก คิดว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลน่าจะกลับมาเป็นขาขึ้นอีก” นายนริศกล่าว

ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วถึงไตรมาสแรกปีนี้ คุณภาพสินเชื่อโดยรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนจากตัวเลขเอ็นพีแอลปรับตัวลดลง จากระดับ 3.2-3.3% ลงมาเหลือ 2.98%

โดยประเภทสินเชื่อที่เอ็นพีแอลลดลงค่อนข้างมากคือ สินเชื่อภาคธุรกิจ ตัวเลขเอ็นพีแอลล่าสุดอยู่ที่ 3% ส่วนสินเชื่อรายย่อยปรับขึ้นเล็กน้อย 2.8% เรียกว่าค่อนข้างทรงตัว ขณะที่หนี้กล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) คือค้างชำระไม่เกิน 90 วัน ภาพรวมก็อยู่ที่ราว 6%

ธุรกิจบริการ-ก่อสร้างเสี่ยง

“พูดง่าย ๆ คือหนี้กลุ่มเอ็นพีแอลและกลุ่ม SM รวมกันอยู่ที่ประมาณ 9% ถือที่เป็นหนี้ที่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงไม่เท่ากันในแต่ละสินเชื่อ โดยกลุ่มภาคธุรกิจก็มีกลุ่มธุรกิจบริการที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 เอ็นพีแอลสูงขึ้นอยู่ที่ 4.2% และเป็นหนี้จัดชั้นจับตาเป็นพิเศษ 14% รวมแล้วประมาณ 18%

นอกจากนี้ ธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวังคือ กลุ่มก่อสร้าง และอสังหาริมทรัพย์ ที่มีเอ็นพีแอลอยู่ 5.4% และเป็นหนี้ต้องจับตาเป็นพิเศษ 9.5% รวมกันก็เกือบ 15% ที่มีปัญหาเกิดจากการชะลอตัวช่วงโควิด”

นายนริศกล่าวว่า ขณะที่สินเชื่อรายย่อย กลุ่มสินเชื่อบ้าน เอ็นพีแอลปรับลงเหลือ 3.5% และเป็นหนี้ SM 4.7% ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อ เอ็นพีแอลปรับลดลงจาก 1.7% เหลือ 1.47% แต่ที่เป็นหนี้ SM ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ 12% สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคล เอ็นพีแอลปรับขึ้นเป็น 3.5% และเป็นหนี้ SM 5.3% ด้านสินเชื่อบัตรเครดิต เอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.8% และเป็นหนี้ SM อยู่ที่ 6.9%

แบงก์ตะลุมบอนแก้หนี้

นายนริศกล่าวว่า ในครึ่งปีหลังคงเห็นระบบธนาคารพาณิชย์พยายามปรับโครงสร้างหนี้ และบริหารจัดการเอ็นพีแอลเก่าที่ค้างอยู่ ในหลายรูปแบบทั้งการตัดหนี้สูญ ตัดขายหนี้เสีย และการโอนให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากคาดว่าแนวโน้มเอ็นพีแอลมีโอกาสจะเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงมากขึ้น จากอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูง

“ขณะที่ระบบแบงก์พยายามจะจัดการหนี้เสียที่ค้างอยู่ในระบบ ดังนั้นมาตรการการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ยังจำเป็น เพื่อประคับประคองลูกหนี้ให้ไปต่อได้ เพียงแต่ต้องระวังเรื่องความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ

“โดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อสูงขึ้น คือแม้ภาระผ่อนเท่าเดิม แต่เงินเฟ้อเข้ามา รายจ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ลูกหนี้เหลือเงินมาผ่อนชำระหนี้น้อยลง ตรงนี้เป็นความเสี่ยงที่ต้องจับตา เพราะภาคธุรกิจก็ต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเอสเอ็มอีก็ต้องดูว่าจะไปไหวไหม เพราะไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนได้” นายนริศกล่าว

สำหรับมาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางของทาง ธปท.ก็ถือว่าเป็นการประคับประคองลูกหนี้ต่อ แต่ลดความแรงของมาตรการลง จากที่ใช้ยาแรงในช่วงวิกฤตโควิด ซึ่งก็เหมาะสมตามสถานการณ์

เคแบงก์ตั้งรับหนี้เสียไหลเพิ่ม

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อจับตาเป็นพิเศษ (stage 2) หรือ SM เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มไหลเข้าไปสู่ stage 3 หรือเป็นเอ็นพีแอลมากขึ้น และคาดว่าแนวโน้มในปีนี้และปี 2566 จะมีเอ็นพีแอลไหลเข้าระบบธนาคารอีกจำนวนมาก จึงต้องหาวิธีการจัดการขายออก

ล่าสุดธนาคารได้ร่วมทุนกับกลุ่มบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) เพื่อเป็นอีกทางเลือกในการบริหารหนี้เสียของธนาคาร

“กสิกรไทยมีแผนโอนขายหนี้เอ็นพีแอลให้ JK AMC ในปีนี้ มูลหนี้ 5 หมื่นล้านบาท โดยจะเป็นกลุ่มสินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เป็นหลัก เนื่องจากธนาคารบริหารไม่เก่ง ซึ่งสามารถตามกลับมาได้เพียง 40-57% และใช้เวลาค่อนข้างนาน 7-20 ปี จึงจะสามารถได้เงินกลับมา

“ขณะเดียวกันการขายหนี้ในครั้งนี้จะส่งผลให้เอ็นพีแอลและการตั้งสำรองในอนาคตของธนาคารลดลง ทำให้ธนาคารมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้” นายพัชรกล่าว

อุ้มลูกหนี้เปราะบางถึงปี’66

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายและกำกับสถาบันการเงิน 2 ธปท. กล่าวว่า ภายใต้แนวโน้มเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวไม่เท่ากัน ธปท.มีความเป็นห่วงกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย ซึ่งอยู่ในกลุ่มสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ธปท.จึงมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อดูแลลูกหนี้รายย่อยที่มีความเปราะบาง เช่น สินเชื่อบัตรเครดิต และสินเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงสินเชื่อบุคคลดิจิทัลพีโลน

ประกอบด้วย 1.การขยายเวลาลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตขั้นต่ำอยู่ที่ 5% ออกไปอีก 1 ปี จนถึงสิ้นปี 2566 ขยับเพิ่มเป็น 8% ปี 2567 โดยให้กลับสู่เกณฑ์ปกติที่ 10% ตั้งแต่ปี 2568 และต่อเวลามาตรการขยายการชำระหนี้สินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัลเป็น 1 ปี จากเกณฑ์ปกติ 6 เดือน ไปจนถึงสิ้นปี 2566 เพื่อช่วยลดภาระและรักษาสภาพคล่องให้ครัวเรือน

พร้อมกับปรับปรุงโปรแกรมการจ่ายหนี้ของโครงการคลินิกแก้หนี้ เพิ่มทางเลือกในการผ่อนชำระเพื่อจูงใจให้ลูกหนี้ที่ยังมีกำลังในการชำระหนี้สามารถจบหนี้ได้เร็วขึ้น และเตรียมการจัดมหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้ในไตรมาส 3 เพิ่มช่องทางให้ลูกหนี้ขอรับความช่วยเหลือ

นอกจากมาตรการเสริมในกลุ่มเปราะบางที่จะทำแล้ว ธปท.ยังคงผลักดันผ่านมาตรการที่ยังมีผลอยู่ ประกอบด้วย การปรับโครงสร้างหนี้เดิม การเติมเงินใหม่ให้กับภาคธุรกิจ ทั้งมาตรการแก้หนี้ระยะยาว ที่ช่วยสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืนไปจนถึงสิ้นปี 2566

รวมถึงโครงการพักทรัพย์ พักหนี้ และการเพิ่มสภาพคล่องภายใต้มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู เพื่อรองรับการฟื้นตัวและการปรับตัวของธุรกิจ ซึ่งจะสามารถใช้เม็ดเงินที่เหลืออยู่ได้จนถึงสิ้นเดือนเมษายน 2566

หนี้เสียเพิ่ม-แบงก์ถกตั้ง AMC

นางสาวสุวรรณีกล่าวว่า ตอนนี้มีธนาคารพาณิชย์และบริษัท บริหารสินทรัพย์ (AMC) เข้ามาอนุญาตจัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ร่วมทุน (JVAMC) เพียง 1 ราย ซึ่ง ธปท.ได้อนุมัติไปแล้ว ขณะที่มีอีกหลายรายเข้ามาหารือในรายละเอียดเงื่อนไข

กลไก JVAMC จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยเสริมการบริหารจัดการเอ็นพีแอล ร่วมกับมาตรการของ ธปท.ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ยังไม่ฟื้นตัว และได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น

โดยที่ผ่านมา ธปท.ประเมินศักยภาพของ AMC แล้วว่าจะสามารถรองรับเอ็นพีแอลได้ไม่มาก เพราะต้องใช้เงินทุนรับซื้อหนี้ จึงมีแนวทางให้จัดตั้งเป็น JVAMC ร่วมกับแบงก์ เพื่อให้มีสายป่านในการจัดการกับสถานการณ์เอ็นพีแอลที่ทยอยเพิ่มขึ้น

2 กลุ่มเสี่ยงตกชั้นหนี้เสีย

นางสาวสุวรรณีกล่าวเพิ่มเติมว่า จากมาตรการช่วยเหลือของ ธปท.ส่งผลให้เอ็นพีแอลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ปรับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ระยะข้างหน้าก็เริ่มเห็นสัญญาณการปรับเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ 2 กลุ่มที่มีโอกาสไหลเป็นหนี้เอ็นพีแอล ได้แก่ 1.กลุ่มพักชำระหนี้ ซึ่งธนาคารไม่สามารถติดต่อลูกค้าได้ และ 2.กลุ่มปรับโครงสร้างหนี้หลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม ธปท.เชื่อว่ามาตรการที่มีอยู่จะช่วยไม่ให้เกิดหน้าผาเอ็นพีแอล (NPL cliff) เนื่องจาก ธปท.และสถาบันการเงินมีมาตรการช่วยเหลือทั้งก่อนและหลังเป็นเอ็นพีแอล

จากข้อมูลผลประกอบการไตรมาสที่ 1/65 เอ็นพีแอลของระบบสถาบันการเงินขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่ง ธปท.ได้เข้าดูเป็นรายธนาคารเพื่อสำรวจว่าเป็นลูกหนี้กลุ่มไหน และมีมาตรการอะไรมารองรับ ซึ่งพบว่าเอ็นพีแอลในกลุ่มลูกหนี้รายย่อยไม่สูง โดยเอ็นพีแอลไตรมาสแรกอยู่ที่ 2.78% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 สูงถึง 3.23% ขณะที่หนี้จับตาเป็นพิเศษ (SM) ไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 6-7%

ดอกเบี้ยขาขึ้นสะเทือนลูกหนี้ชักดาบ

นายบัณฑิต อนันตมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางเอ็นพีแอลปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น และแนวโน้มดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่รายได้เท่าเดิม จะกระทบต่อกำลังการบริโภคและการชำระหนี้ของประชาชน

เช่นเดียวกับธุรกิจที่กำลังจะฟื้นตัว เมื่อมาเจอดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ภาระการผ่อน และต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น กลุ่มนี้อาจจะไหลเป็นเอ็นพีแอลเข้าธนาคารใหม่

ล่าสุดบริษัทได้ประมูลทรัพย์หนี้เอสเอ็มอีและรายย่อย จากธนาคารกรุงศรีอยุธยาในวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท แต่โดยภาพรวมยอมรับว่าในครึ่งปีแรกน้อยกว่าปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากสถาบันการเงินดึงทรัพย์กลับ เพราะไม่ได้ราคาที่ต้องการ

“ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น เงินเฟ้อเร่งตัวสูง ทุกคนได้รับผลกระทบหมด เมื่อเงินน้อยลงก็ไม่มีจ่ายหนี้ ก็อาจจะมีการชักดาบเกิดขึ้นได้ ธุรกิจจะฟื้น ๆ มาเจอดอกเบี้ยแพงทรุดลงไปอีกแน่นอน”

แบงก์ขุดหนี้เสียค้างเก่าโละขาย

นายธรัฐพร เตชะกิจขจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มหนี้เอ็นพีแอลในไตรมาสที่ 2 ยังมีสัญญาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากลูกหนี้ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหลังโควิด-19 คลี่คลาย

แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวจากภาวะสงคราม เงินเฟ้อสูง และอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์ลากยาวจะกระทบกลุ่ม K shaped ขาล่าง โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อจับตาเป็นพิเศษ (SM) ที่อาจไหลมาเป็นหนี้เอ็นพีแอล เพราะเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว ทำให้ในระบบจะมีซัพพลายเอ็นพีแอลเข้ามาอีก

สำหรับ SAM ภาพรวมในครึ่งปีแรกได้เข้าร่วมประมูลหนี้มูลค่ากว่า 4-5 หมื่นล้านบาท และจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่าง ๆ คาดว่าในครึ่งหลังสถาบันการเงินจะมีการนำทรัพย์ออกมาขายอีกไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ทรัพย์ที่สถาบันการเงินเทขายออกมาพบว่า ส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์ลูกหนี้ธุรกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นหนี้เสียมานานมากแล้ว มีการนำออกมาโละขายมากขึ้น เช่น กลุ่มโรงงาน นอกจากทรัพย์ธุรกิจเอสเอ็มอีและสินเชื่อบ้าน ซึ่งหลังจากนี้คงเห็นการระบายทรัพย์ออกมาต่อเนื่อง

BBL อัดสภาพคล่อง-ยืดหนี้

นายศิริเดช เอื้องอุดมสิน รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้ยอมรับว่าลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ค่อนข้างเหนื่อย เนื่องจากเจอปัญหาต้นทุนสินค้าสูงขึ้น และดอกเบี้ยที่มีทิศทางเพิ่มขึ้น ภายใต้ตลาดที่กำลังซื้อหดตัวลงจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ทำให้ลูกค้าที่มีหนี้อยู่เดิมแย่ลง ส่วนรายที่ไม่กระทบจากโควิด-19 ก็เริ่มทยอยมีผลกระทบแล้ว

ดังนั้น วิธีการบริหารจัดการช่วยเหลือลูกค้าก่อนจะตกชั้นเป็นหนี้เอ็นพีแอล โดยช่วยเสริมสภาพคล่องผ่านวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (O/D) เช่น เดิมใช้ 100 บาท อาจจะไม่เพียงพอ เพราะต้นทุนสินค้าแพงขึ้น หรือกลุ่มธุรกิจโรงแรม

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาบ้าง แต่รายที่ยังไม่ฟื้นตัว ธนาคารจะปรับขยายเวลาการผ่อนชำระหนี้ให้ตามความสามารถและกระแสเงินสด หรือการปรับลดดอกเบี้ยจะมีการพิจารณาเป็นรายกรณี

“ธุรกิจตอนนี้ไม่ง่าย และแบงก์เองก็ไม่ง่าย แต่ต้องช่วยเหลือกันไป โดยพิจารณาตามอาการ หากต้องการสภาพคล่อง เราก็พิจารณา O/D ให้ หรือไม่ไหวก็ปรับโครงสร้างหนี้กันไป”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคาร หนี้เสีย