เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (23 ต.ค. 69) ร่วงลง 1,100 บาท ทองรูปพรรณ 65,050 บาท
Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
Tech Meta ขานรับ ดีอี เพิ่มตรวจสอบ สแกนหน้า ก่อนซื้อโฆษณา
เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
Business เปิดอินไซต์ผู้บริโภค เมื่อเวชสำอางและวิตามินดันตลาดบิวตี้โต 1.6 แสนล้าน
‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
SD ‘d-MRV’ ฝีมือไทย ถูกเลือกเป็นแกนหลักโครงการ ‘Low Carbon City’ ของ World Bank
เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
Economic เริ่มแล้ว! มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 31 วันนี้ถึง 1 พ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
Uncategorized ‘เพซ’ พรีเซ้นต์คอนโดวิวสวนลุม ‘นิมิต ลุมพินี’ ชูสถาปัตย์ผสานเวลเนส
เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
Finance เอกนิติ ชูโมเดล “AI นกกระซิบ”ธนาคารโลกเตรียมขยายผลใช้ทั่วโลก
พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
Real Estate พลิกโฉมที่ดินบางซื่อ-ตลาดจตุจักร-ท่าเรือคลองเตย ปั้นย่านเศรษฐกิจ ศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่
MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
Biz Movement MONEY EXPO 2026 ปลุกเศรษฐกิจเชียงใหม่ “แบงก์ – น็อนแบงก์” จัดโปรฯแรงส่งท้ายปี
ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
Business ยังแฮปปี้ ผนึก สสส. – กทม. ปลดล็อคศักยภาพเศรษฐกิจสูงวัย Silver Economy
ดูทั้งหมด

เมื่อเศรษฐกิจ UK ป่วยหนัก จนอาจเป็น “ผู้ป่วยแห่งยุโรป” อีกครั้ง ?

09 ก.ค. 2565 | 16:36น.
เมื่อเศรษฐกิจ UK ป่วยหนัก
คอลัมน์ : ระดมสมอง
ผู้เขียน : ชนาภา มานะเพ็ญศิริ Bnomics-ธนาคารกรุงเทพ

ช่วงนี้คงเป็นช่วงที่หลาย ๆ ประเทศได้สัมผัสกับเงินเฟ้อสูงที่สุดในรอบหลายปี โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  1. เยอรมนี เงินเฟ้อ 7.6%
  2. อินเดีย เงินเฟ้อ 7.04%
  3. แคนาดา เงินเฟ้อ 7.7%
  4. กลุ่มยุโรป เงินเฟ้อ 8.6%
  5. สหรัฐ เงินเฟ้อ 8.6%

แต่อีกหนึ่งประเทศที่ดูเหมือนจะเผชิญกับเงินเฟ้อหนักกว่าประเทศอื่น ๆ ก็คือ “สหราชอาณาจักร” ที่เผชิญกับเงินเฟ้อถึง 9.1% สูงที่สุดในรอบ 40 ปี และทางธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) คาดว่าจะสูงเกินกว่า 11% ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึงนี้

เมื่อเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง แน่นอนว่าผู้บริโภคชาวอังกฤษก็ต้องเผชิญกับ “ภาวะข้าวยากหมากแพง” จนทำให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดต่ำลง ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายคนก็ออกมาเตือนว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเค้าลางที่นำเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรไปสู่ภาวะถดถอย จนทำให้หลายคนนึกถึงภาพที่สหราชอาณาจักรเคยถูกเรียกว่าเป็น “ผู้ป่วยแห่งยุโรป” เมื่อครั้งช่วงทศวรรษ 1960-1970

เหตุใดเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรถึงได้เผชิญกับเงินเฟ้อสูงกว่าที่อื่น และดูเหมือนว่าเศรษฐกิจจะป่วยหนักกว่าหลาย ๆ ประเทศ จนอาจจะหวนคืนกลับสู่การเป็นผู้ป่วยแห่งยุโรปอีกครั้ง

อดีตผู้ป่วยแห่งยุโรป สู่ว่าที่ผู้ป่วยใหม่ในปัจจุบัน

ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1960-1970 การเติบโตทางเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรค่อนข้างย่ำแย่มานับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่สูงมาก ประกอบกับค่าแรงที่แทบจะไม่ขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ส่งผลให้แรงงานในอุตสาหกรรมเกิดการหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่

ฟังดูแล้วสถานการณ์ตอนนั้นก็ดูคล้ายกับในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ที่ประชาชนชาวอังกฤษต่างประสบกับปัญหาค่าครองชีพสูง รายได้ไม่ค่อยขยับขึ้นตามจนเกิดการประท้วงหยุดงานเพื่อเรียกร้องให้มีการปรับขึ้นค่าจ้าง

จากรายงานฉบับล่าสุดของ OECD ก็คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรจะยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และน่าจะถึงจุดสูงสุดอยู่ที่เหนือระดับ 10% ภายในสิ้นปีนี้ เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและห่วงโซ่อุปทาน ค่าครองชีพสูงขึ้น ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็มีแนวโน้มที่จะลดต่ำลงเนื่องจากสินค้าราคาสูงขึ้นไปกระทบกับรายได้ของครัวเรือน ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมที่น่าจะโตได้เพียง 3.6% เท่านั้น

ทำไมเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรถึง “ป่วยหนัก” กว่าประเทศอื่น

แม้ว่าเกือบทุกประเทศจะเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนเหมือนกับในหลาย ๆ ประเทศ แต่ขนาดของผลกระทบส่วนใหญ่นั้นจะตกหนักอยู่ที่กลุ่มประเทศยุโรป จึงทำให้ในกลุ่มประเทศเหล่านี้มีอัตราเงินเฟ้อที่สูง และการเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง ซึ่งสหราชอาณาจักรก็เป็นหนึ่งในนั้น

แต่เหตุที่ทำให้เงินเฟ้อในสหราชอาณาจักร อาจจะสูงกว่าประเทศอื่น และอยู่ยาวกว่าประเทศอื่น รวมถึงเศรษฐกิจอาจจะเติบโตได้ช้ากว่าประเทศอื่นอีกด้วย ก็เนื่องมาจาก

1) การใช้ระบบการกำหนดเพดานอัตราค่าบริการ (price cap) ซึ่งจะกำหนดเพดานราคาไฟฟ้าและก๊าซที่สามารถคิดกับผู้บริโภคได้ต่อปีไปช่วยกดราคาพลังงานให้ต่ำลงในช่วงก่อนหน้า แต่ในตอนนี้เพดานอัตราค่าบริการกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และคาดว่าน่าจะขึ้นไปถึงเกือบ 3,000 ปอนด์สเตอร์ลิงในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูใบไม้ร่วงพอดี ส่งผลให้เงินเฟ้อที่ถูกกดเอาไว้ในช่วงก่อนหน้ากลับดีดตัวขึ้นมาในภายหลัง

2) เงินปอนด์สเตอร์ลิงอ่อนค่าอย่างหนัก เมื่อเทียบกับดอลลาร์ในรอบหลายปี ยิ่งเป็นแรงกดดันทางด้านเงินเฟ้อสำหรับราคานำเข้าเชื้อเพลิงและพลังงาน

3) หลังมีมติโหวตออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) การค้าระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักรก็ดูไม่ค่อยสดใส เพราะทั้งผู้นำเข้าและผู้ส่งออกต่างต้องเผชิญกับอุปสรรคการค้ามากมายที่เพิ่มขึ้น และถึงแม้ว่าค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงจะอ่อนตัวลงอย่างมากนับตั้งแต่มีมติโหวต Brexit ซึ่งทำให้สหราชอาณาจักรสามารถแข่งขันได้ง่ายขึ้น แต่ก็แทบไม่พบว่าจะได้รับอานิสงส์จากความสามารถการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น

4) การลงทุนจากภาคเอกชนในสหราชอาณาจักร ลดต่ำลงนับตั้งแต่ปี 2016 ที่โหวต Brexit เมื่อเทียบกับช่วงก่อน Brexit แล้วคาดว่าการลงทุนในปัจจุบันต่ำกว่าแนวโน้มในอดีตถึง 3.1 หมื่นล้านปอนด์สเตอร์ลิง

5) ผลิตภาพของแรงงานที่ไม่ค่อยพัฒนาขึ้นมาหลังวิกฤตการณ์การเงินในปี 2008 ถือเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากเป็นตัวผลักดันให้เกิดศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว

เมื่อปัญหาเดิมยังไม่หมดไป และปัญหาใหม่ยังตามมา จากหลายองค์ประกอบข้างต้นจึงทำให้เศรษฐกิจสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงที่จะ “ป่วยหนัก” และ “ป่วยนาน” กว่าประเทศอื่น ก็ต้องรอดูว่าทั้งธนาคารกลางอังกฤษและรัฐบาลจะเอายาขนานไหนมาเข้าช่วยรักษาให้เศรษฐกิจแข็งแรงและหายป่วยได้โดยเร็ววัน เพราะยิ่งเศรษฐกิจป่วยหนักและป่วยนานเท่าไร คนที่ต้องล้มตายไปก่อนก็คือประชาชน