“เคลมดิ” เปิดเกมใหม่ เทคอินชัวรันส์ เปิดตัว Keep Di แพลตฟอร์ม “อินชัวรันส์ บูโร” บนบล็อกเชน เกาะเทรนด์ Web 3.0 เชื่อมพาร์ตเนอร์กว่า 200 ราย กับฐานลูกค้า 4.5 ล้านราย ยกระดับการดูแลลูกค้าตอบโจทย์การทำตลาดยุคใหม่ ครีเอตการเก็บและแชร์ข้อมูลในรูปแบบ Drive-To-Earn ตั้งเป้าปีแรกมีผู้ใช้งานกว่า 3 แสนราย เล็งขยายตลาดต่างประเทศปีหน้า
วันที่ 19 กรกฎาคม 2565 นายกิตตินันท์ อนุพันธ์ ซีอีโอ และผู้ก่อตั้ง Keep Di บริษัท ซีค แอนด์ คีพ เจเนซิส จำกัด เปิดเผยว่า
การมาถึงของ Web 3.0 และความพร้อมของเทคโนโลยีบล็อกเชน สร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจได้อีกมาก ซึ่งในฐานะผู้พัฒนาแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างโอกาสใหม่ให้ธุรกิจประกันภัยมายาวนานกว่า 22 ปี ผ่านบริการ เคลมดิ (Claim Di) ล่าสุดมองเห็นถึงโอกาสมหาศาลของเทคโนโลยีดังกล่าว

จึงพัฒนาแพลตฟอร์มบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่ให้บริการด้านข้อมูลเชิงลึก ภายใต้ชื่อ Keep Di เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในธุรกิจประกันภัย ด้วยข้อมูลมือหนึ่ง (First-party data) แบบไม่ผ่านตัวกลาง และเป็นข้อมูลเชิงลึกคุณภาพสูง ที่จะนำไปต่อยอดธุรกิจและสร้างโอกาสใหม่ทางการตลาดได้จริง
“Keep Di คือแพลตฟอร์มการบริการรูปใหม่บนบล็อกเชน ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำหน้าที่เสมือนเป็น National Insurance Bureau (NIB) ของระบบนิเวศด้านการประกันภัย โดยเก็บรักษาข้อมูลผู้ใช้งานไว้ใน NFT (Non-fungible Token) มีจุดเด่นสำคัญคือการมอบประโยชน์โดยตรงแก่ผู้ใช้ ในลักษณะของเครื่องมือทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพ สำหรับทั้งธุรกิจประกันภัยและผู้ใช้ โดยจะเริ่มเปิดให้ใช้ภายในเดือนกันยายน 2565 นี้
แพลตฟอร์ม Keep Di ได้รับการออกแบบและบริหารจัดการบนเทคโนโลยีบล็อกเชน ซึ่งเป็นมิติใหม่ของโลกการเก็บข้อมูลที่จะเปลี่ยนรูปแบบในการเก็บข้อมูลผู้ใช้ จากเดิมผู้ประกอบการมักเก็บข้อมูลก็ต่อเมื่อมีลูกค้าเข้ามาใช้บริการ หรืออาศัยช่องทางโซเชียลต่าง ๆ ทำให้มีค่าใช้จ่ายสูง และหากจะต่อยอดเพื่อนำข้อมูลมาใช้นำเสนอบริการที่ตรงใจผู้บริโภค ก็มักต้องลงทุนระบบไอทีเอง ไม่ว่าจะเป็น CRM และระบบวิเคราะห์อื่น ๆ เพิ่มเติมและหลายครั้งข้อมูลที่ได้มาไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายจึงถือเป็รอุปสรรคขัดขวางโอกาสในการเติบโตของธุรกิจสายประกัน”
“การเก็บข้อมูล ลูกค้าจะเป็นฝ่ายยินยอมให้เก็บข้อมูลได้โดยตรง และข้อมูลนั้นจะถือเป็นทรัพย์สินของผู้ใช้แต่เพียงผู้เดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนมือได้หากไม่ได้รับการยินยอมจึงช่วยรักษาความเป็นส่วนตัว และปลอดภัยสูง
เนื่องจากเป็นการจัดเก็บโดยใช้บล็อกเชน และเป็นข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบยืนยันความถูกต้อง เป็นข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกที่ผ่านการวิเคราะห์ในหลายมิติ จึงมีคุณภาพสูง นำไปใช้งานได้จริง”
นายกิตตินันท์กล่าวด้วยว่าที่เรียกว่าเป็นบูโร เนื่องจาก Keep Di ทำหน้าที่เสมือนเป็นแพลตฟอร์มกลางในการเก็บข้อมูล โดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้งานข้อมูล เพราะจะนำมาใช้ ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมระหว่างผู้ใช้และธุรกิจในระบบนิเวศประกันโดยตรง ซึ่งบล็อกเชนจะทำหน้าที่เป็นระบบโครงสร้างหลักหลังบ้าน โดยมีเทคโนโลยี NFT (Non-Fungible Token) เป็นกลไกหรือเครื่องมือในการเก็บข้อมูลโดยตรงของผู้ใช้
อีกทั้งข้อมูลที่ถูกเก็บจะไม่สามารถนำมาทำซ้ำ และถือเป็นสินทรัพย์ของเจ้าของข้อมูลแต่เพียงผู้เดียว และถือเป็นเสมือนบูโรกลางด้านข้อมูลของระบบนิเวศประกันภัยรายแรกของโลก ที่ให้ความปลอดภัย และโปร่งใสในการบริหารจัดการ
และในเบื้องต้น ผู้บริโภคที่อยู่ในระบบนิเวศประกันภัย หรือต้องการเข้าร่วมแพลตฟอร์ม เพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ สามารถดาวน์โหลด e-wallet เพื่อเก็บข้อมูลส่วนบุคคลในรูปของ NFT ไว้ใช้ในการแลกเปลี่ยนบริการหรือรับสิทธิประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ จากคู่ค้าที่เข้าร่วมแพลตฟอร์ม ซึ่งมีมากกว่า 200 ราย และเป็นคู่ค้าในระบบนิเวศประกันภัยซึ่งส่วนใหญ่ทำธุรกิจหรือใช้บริการของ Claim Di อยู่แล้ว
โดยบริษัทได้เริ่มกระจาย token สู่ระบบนิเวศคู่ค้าด้านประกันภัยตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาคิดเป็นจำนวน token กว่า 3 ล้านเหรียญ ซึ่งคู่ค้าจะนำ token ที่มีไปใช้ในการทำการตลาดเพื่อมอบให้ลูกค้าของตน เป็นการสร้างการเติบโตของเศรษฐกิจโทเค็น (tokenomics) ที่ให้ประโยชน์ทางการตลาดโดยตรงแก่ทั้งคู่ค้าและลูกค้า (ผู้บริโภค)
ปัจจุบัน Keep Di มีจำนวน token ที่หมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศ 1,000 ล้านเหรียญ โดยกระจายไปยังกลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ใช้ที่เก็บ NFT ใน e-wallet และคู่ค้าที่เข้าร่วมในระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม National Insurance Bureau ที่จะได้รับ token ตามเงื่อนไขของบริษัทโดยคู่ค้าใช้ token ทำธุรกรรมต่าง ๆ ในระบบได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำการตลาดตรงไปยังกลุ่มลูกค้าหรือผู้ใช้งาน โดยการใช้งาน token จะอยู่ภายใต้กฎของ ก.ล.ต. ซึ่งบริษัทจะมีระบบควบคุมปริมาณเหรียญอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่ามูลค่าของ token จะไม่ผันผวนเหมือน token ทั่วไปในตลาด
“เราคาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้ดาวน์โหลด e-wallet ของ Keep Di ในปีนี้ประมาณ 300,000 ราย การเก็บข้อมูลในรูปแบบของ NFT หรือ drive to earn จะอยู่ที่ประมาณหนึ่งแสนชุดข้อมูล และในปีหน้า คาดว่าจะมีผู้ใช้ถึง 3 ล้านราย ในขณะที่การสร้างชุดข้อมูล NFT จะสูงถึงกว่า 10 ล้านชุด ภายในปี 2024 จากนี้”
และจะช่วยผลักดันธุรกิจในระบบนิเวศประกันภัยไปสู่การเติบโต ทั้งในแง่การขยายฐานธุรกิจและการดำเนินงานรูปแบบใหม่เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ และช่วยลดต้นทุน โดยธุรกิจจะใช้ระบบใหม่ในเดือนสิงหาคมนี้
“ในช่วงต้น Keep Di และแพลตฟอร์มบูโร จะรองรับธุรกิจที่อยู่ในระบบนิเวศด้านประกันภัย ก่อนที่จะขยายไปสู่ธุรกิจในกลุ่มอื่น อาทิ ธุรกิจรถยนต์ กลุ่มค้าปลีก เฮลท์แคร์ และอื่น ๆ ภายในปีหน้า และมีแผนขยายการให้บริการแพลตฟอร์มบูโรไปสู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่เป็นผู้ร่วมลงทุนใน Claim Di อย่างไต้หวัน เกาหลี และมาเลเซียอีกด้วย”