“AI” โอกาสและความเสี่ยง อัพสกิล ‘คน’ รับมือโลกเปลี่ยน

AI

การมาของแชตบอตอัจฉริยะ “ChatGPT” เมื่อ 1 ปีก่อน สร้างแรงสั่นสะเทือนให้วงการเทคโนโลยีและภาคธุรกิจอย่างรุนแรง ความสนใจของผู้คนทั่วโลกมุ่งไปยังสิ่งที่เรียกว่า “AI” นวัตกรรมที่กลายมาเป็นผู้ช่วยทำงาน แต่อีกด้านก็นำมาซึ่งการตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัย และการปรับตัวของมนุษย์ในการอยู่ร่วมกับ AI

บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น จัดเวทีเสวนา “The Way to Ethical AI in Thailand” เชิญวิทยากรมาร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้งาน และอิทธิพลของ AI หลากหลายแง่มุม

ความเสี่ยง และโอกาส

“ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า ปัจจุบัน AI แทรกซึมอยู่ในชีวิตคนไทยโดยไม่รู้ ไม่ว่าจะอยู่บนโซเชียลมีเดียผ่านการคัดเลือกเนื้อหาตามความชอบมาแสดงบนหน้าฟีด หรือการใช้แอปแผนที่นำทางก็ประมวลผลด้วย AI คอนเทนต์ที่เห็นหรือสภาพการจราจรที่แสดงบนแอปล้วนมีอิทธิพลต่อความคิดและการรับรู้ของผู้บริโภคทั้งสิ้น สิ่งนี้สามารถเป็นได้ทั้งความเสี่ยงและโอกาส ซึ่งนอกจากอิทธิพลในระดับบุคคลแล้ว AI ยังมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางเทคโนโลยีของชาติ ซึ่งโจทย์สำคัญคือการทำให้ภาคธุรกิจ และหน่วยงานรัฐเข้าใจว่าองค์กรของตนจะนำเทคโนโลยี AI มาใช้อย่างไร

ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์

“พอดีมานด์เกิดก็ต้องดูว่าฝั่งซัพพลายมีโซลูชั่นอะไรที่มาตอบโจทย์ความต้องการได้บ้าง หลัก ๆ คือสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ให้รอบด้าน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น digital native หรือมีความรู้ความเข้าใจด้านดิจิทัลอย่างถ่องแท้”

ด้าน ผศ.ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสริมว่า พอ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคธุรกิจ สิ่งที่จะเปลี่ยนไปแน่ ๆ คือทักษะของ “คน” เพราะ AI เป็นเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งภาครัฐและสถาบันการศึกษา
ตื่นตัวกับประเด็นนี้มากขึ้น เริ่มมีการปูพื้นฐานหลักสูตรด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจ และรู้เท่าทันการใช้งาน AI มากขึ้น

ผศ.ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล
ผศ.ดร.จิตร์ทัศน์ ฝักเจริญผล

“ปกติหลักสูตรวิทยาการคอมพิวเตอร์มีวิชาเกี่ยวกับ AI เป็นวิชาเลือกอยู่แล้ว แต่พอ AI เข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากขึ้น การปรับหลักสูตรเพื่อผลิตบุคลากรและนักพัฒนา AI จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ตอนนี้ กระทรวง อว. ก็มีการทำ sandbox ออกแบบหลักสูตรทดลองร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มีให้เรียน 3 ปี จบออกมาเป็นวิศวกร AI เลย แต่ตอนนี้อาจต้องคิดถึงการ retraining คนที่จบออกมาแล้วด้วย”

หากเทียบกับแผนพัฒนา AI แห่งชาติ ที่ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาบุคลากรด้าน AI ของประเทศภายในปี 2570 ไม่ต่ำกว่า 30,000 คน จำนวนที่มีในปัจจุบันยังถือว่าไกลจากเป้าหมายมาก หรือต่อให้ไม่ใช่การพัฒนาบุคลากรด้าน AI โดยตรง การเรียนรู้ทักษะการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะคนที่ใช้ AI จนชำนาญจะมีความได้เปรียบเหนือคนที่ใช้ AI ไม่เก่ง

3 สิ่งต้องรู้หากนำมาใช้

ด้าน มนตรี สถาพรกุล หัวหน้าสายงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ความเสี่ยงหรือโอกาสที่เกิดจากการใช้ AI ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากข้อมูลที่เป็นดั่งสารตั้งต้นที่ทำให้ AI ทำงานและประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“โอกาสจากการใช้ AI มีอยู่แล้ว เรามีเครื่องมือที่พร้อมต่อการประยุกต์ใช้ อาศัยความรู้หรือจินตนาการทำให้เกิดโซลูชั่นใหม่ ๆ ได้เสมอ แต่ขณะเดียวกันแกนของการจัดการข้อมูลก็เป็นสิ่งสำคัญ มี 3 สิ่งที่ต้องตระหนักถึงเมื่อนำ AI มาใช้ในทางธุรกิจ คือการกำหนดกรอบการใช้ข้อมูลที่ชัดเจน ความโปร่งใส และความถูกต้องของข้อมูล รวมถึงความเข้าใจในการใช้ AI อย่างปลอดภัย”

ทิศทางการกำกับดูแล AI

“ดร.ชัยชนะ” กล่าวต่อว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องจำเป็นที่ภาครัฐต้องออกกฎหรือมาตรการเพื่อกำกับดูแลการใช้งาน ซึ่งไทยยังไม่มีความชัดเจนเรื่องกฎหมายเกี่ยวกับ AI รวมถึงยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษารายละเอียดต่าง ๆ แต่ความน่ากังวลคือการกำกับดูแลที่มากเกินไป หรือการกำกับดูแลด้วยความไม่เข้าใจอาจกลายเป็นการทำแท้งเทคโนโลยีก่อนเกิด และขัดขวางการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศ

“ฝั่ง EU มีกรอบบังคับที่ชัดเจน จำกัดขอบเขตการเข้าถึงข้อมูล ส่วนอีกฝั่งมองว่าการกำกับดูแลทำให้ AI ไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ ส่วนไทยมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องมีการพูดคุยกันอีกเยอะในแง่การพัฒนา การใช้งาน และความมาไวไปไว บางอย่างอาจไม่ได้ต้องการถึงกฎหมายในการกำกับดูแล แต่ต้องการแค่มาตรฐานการใช้งานร่วมกัน ซึ่งปัจจัยที่จะทำให้เราตามความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ทันท่วงที คือหน่วยงานผู้มีสิทธิออกกฎหมายต้องร่วมมือกัน”

“ผศ.ดร.จิตร์ทัศน์” กล่าวว่า อีกสิ่งที่คนในวงการเทคโนโลยีให้ความสำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องจริยธรรมและอคติของ AI

“ประเด็นสำคัญที่มาพร้อมการพัฒนา คือจริยธรรม และอคติของ AI ที่เกิดจากข้อมูล สมมุติว่าเราให้ AI แนะนำอาชีพในฝันของเด็กผู้หญิง AI อาจแนะนำพยาบาลมากกว่าหมอ เพราะภาพลักษณ์ของอาชีพพยาบาลผูกติดไว้กับผู้หญิงมากกว่า ทั้งที่จริง ๆ ผู้หญิงก็เป็นหมอได้”

จริยธรรมการใช้เกิดจาก “คน”

“เรวัฒน์ ตันกิตติกร” หัวหน้าสายงาน Channel Excellence Division บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การใช้ AI จะมี จริยธรรมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ “คน” และ “ข้อมูล” ที่ใช้เทรน ถ้าข้อมูลมาจากแหล่งที่ผิดกฎหมายหรือไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลอย่างถูกต้อง ก็เป็นต้นทางที่ไม่ดีสำหรับการพัฒนา AI ไปแล้ว

เรวัฒน์ ตันกิตติกร
เรวัฒน์ ตันกิตติกร

“ตัวอย่างการเทรน AI ที่ใช้เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างไม่มีจริยธรรม เช่น ลูกค้าต้องการให้แนะนำแพ็กเกจราคาย่อมเยา แต่ AI รู้ว่าลูกค้ามีกำลังซื้อสูง ก็อาจแนะนำแพ็กเกจ 899 บาท แทน 399 บาท ในแง่หนึ่งถือเป็นการเอาเปรียบลูกค้า หรือกรณีที่ลูกค้ายินยอมให้ใช้ข้อมูลแค่บริการอินเทอร์เน็ตมือถือ แต่เราดันไปขุดคุ้ยข้อมูลส่วนอื่นมาใช้ด้วย อันนี้ถือว่าผิดจริยธรรม จริง ๆ AI เป็นแค่เครื่องมือ แต่คนต่างหากที่ทำให้การใช้ AI ไม่ถูกต้อง”

การปรับตัวของ “ทรู”

“ชารัด เมห์โรทรา” รองประธานคณะผู้บริหาร และผู้บริหารที่ดูแลงาน digitalization และ transformation บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน แต่เรื่องจริยธรรมก็เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป ล่าสุดทรูได้กำหนดหลักการใช้งาน AI อย่างมีจริยธรรม 4 ด้าน คือ 1.ควรใช้ AI เพื่อสร้างประโยชน์ต่อมนุษย์เท่านั้น 2.เป็นธรรม และลดอคติ 3.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการทำงานของ AI มีการคุ้มครองสิทธิข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย และ 4.มีความโปร่งใส การตัดสินใจของ AI ต้องอธิบายได้

“การนำ machine learning มาช่วยในการบริการลูกค้า ลดข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงาน รวมถึงปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าด้วย โดย AI มีส่วนทำให้ศูนย์บริการลูกค้าทรู และดีแทคดำเนินงานแบบไร้กระดาษ 100% ในปี 2566 ตั้งเป้าว่าในปี 2570 จะใช้ระบบอัตโนมัติ 100% ในงานพื้นฐานประจำวัน”

จุดพลุอัพสกิล “คน”

“ชารัด” กล่าวต่อว่า ทรูยังนำ machine learning มาคาดการณ์การดำเนินการของอุปกรณ์ต่าง ๆ ช่วยลดการใช้พลังงาน 10-15% มุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 42% ในปี 2573 ปัจจุบันโซลูชั่น AI ลดเวลาในการจัดการลง 35% มีการใช้แชตบอตบริการลูกค้า 1.5 แสนรายการต่อเดือน โดยบริษัทกำหนดเป้าหมายจัดการฝึกอบรม “Citizen Developer” 200 รายในปี 2570

ด้าน “ดร.ชนนิกานต์ จิรา” Head of True Digital Academy บริษัทเดียวกัน กล่าวว่า พันธกิจสำคัญของทรู ดิจิทัล อคาเดมี คือส่งเสริมทักษะในอนาคต และการทำ digital & AI transformation ในองค์กรไทยผ่านการออกแบบคอร์สเรียนดิจิทัล


“เรายังทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมนักเรียนของเรากับตลาดแรงงาน ร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำรวจตลาดงานร่วมกับดีป้า ออกแบบหลักสูตรทั่วไปร่วมกับสถาบันการศึกษา และพัฒนาหลักสูตรสำหรับบุคลากรของ ททท. ซึ่งความร่วมมือกับภาครัฐเป็นหมุดหมายที่ต้องการทำให้มากขึ้นเพราะเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับทักษะด้าน AI ของคนไทย”