จับตากระแส Bitcoin Halving กูรูชี้เป็น “โอกาส-ความเสี่ยง”

Bitcoin Halving รอบใหม่ กูรูคริปโตเสียงแตก ชี้เป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง จับตารอบปิดบัญชี ผู้ดูแลกองทุนพร้อมเทขายบิตคอยน์ทำผลงาน เตือนรายย่อยเสียเปรียบ Smart Trader “กัลฟ์ ไบแนนซ์” ชี้ราคาไปต่อได้

นับตั้งแต่ปี 2024 มา ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีมีความร้อนแรงอย่างมาก จาก 2 กระแสใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดียวกัน นั่นคือ การอนุมัติซื้อขายกองทุน Bitcoin ETF ของ ก.ล.ต.สหรัฐ และเหตุการณ์ Bitcoin Halving ซึ่งเป็นหมุดหมายว่าตลาดจะกลับสู่ขาขึ้นตามความเชื่อของคนในวงการ

ที่ว่าเมื่อกลไกบิตคอยน์ทำงานครบรอบ 210,000 บล็อก หรือราว 4 ปี จำนวนของบิตคอยน์ที่เกิดใหม่จะลดลงครึ่งหนึ่ง ขณะที่ความต้องการเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาเพิ่มขึ้น ตามหลักอุปสงค์อุปทาน

ตั้งแต่ต้นปี (11 ม.ค. 2567) กองทุนยักษ์ใหญ่ของโลก 11 กองทุน ได้รับอนุมัติให้สามารถทำการซื้อกองทุน Bitcoin ETF (Spot Bitcoin ETF) ประกอบด้วย Grayscale Bitcoin Trust GBTC, Bitwise Bitcoin ETF, Hashdex Bitcoin ETF, Blackrock’s iShares Bitcoin Trust, Valkyrie Bitcoin Fund, ARK 21Shares Bitcoin ETF, Invesco Galaxy Bitcoin ETF, VanEck Bitcoin Trust, WisdomTree Bitcoin Fund, Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund และ Franklin Bitcoin ETF

ทำให้นักลงทุนสถาบันเข้ามาซื้อหุ้นในกองบิตคอยน์ที่มีอยู่จริง ที่กองทุนเหล่านั้นต้องเข้าซื้อเก็บรักษาไว้ ทำให้ตลอด 3-4 เดือนมานี้ มีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันหลั่งไหลเข้าซื้อบิตคอยน์ไปเป็นหลักประกัน ETF มากกว่า 8 แสน BTC เป็นเงินกว่า 5.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 2 ล้านล้านบาท ผลักดันราคา Bitcoin ขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ที่ 73,400 เหรียญสหรัฐ/BTC เมื่อวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา

Advertisment

และปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ที่ 60,000-64,000 เหรียญสหรัฐ/BTC ดันมูลค่าตลาดรวมคริปโตขยับจาก 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. มาอยู่ที่ 2.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ช่วง All Time High ก่อนจะลดระดับลงมาอยู่ที่ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ตามข้อมูลจาก Coin Market Cap สะท้อนให้เห็นว่า กองทุน Bitcoin ETF ทำให้บิตคอยน์ทำราคา All Time High ก่อนเกิดเหตุการณ์ Halving ที่เคยดันราคา “บิตคอยน์” ในวัฏจักร Halving รอบก่อน ๆ พุ่งทะยานทะลุเพดานกว่า 100%

อดีตไม่ซ้ำรอยเดิม แต่ยังไปได้

นายนิรันดร์ ฟูวัฒนานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ไบแนนซ์ จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัวแพลตฟอร์ม BinanceTH by Gulf Binance เพื่อให้บริการซื้อขายคริปโตในประเทศไทย แต่เดิมจะอาศัยแรงส่งจาก Bitcoin Halving กระตุ้นตลาด และคาดว่าราคาคริปโตจะร้อนแรงหลัง Halving แต่ปรากฏว่าการอนุมัติ Spot Bitcoin ETF ทำให้ราคาบิตคอยน์พุ่งขึ้นต่อเนื่องทะลุ All Time High ไปก่อนแล้ว

“หลายคนมองว่าเข้าสู่ตลาดช้าไปแล้ว เพราะราคาบิตคอยน์ขึ้นมามากแล้ว จนทำ All Time High แต่ตนมองว่าจะไปต่อได้อีก จากประวัติศาสตร์การ Halving ที่หลังจากนั้นจะคึกคักมาก แต่ถึงอย่างนั้นประวัติศาสตร์ในอดีตก็ไม่ได้สะท้อนตัวมันเอง ตอนนี้เราเพียงแค่ต้องทำให้คนเข้าใจว่าบิตคอยน์มีขึ้นเพื่ออะไร และใช้งานอย่างไร”

Advertisment

อย่างไรก็ตาม การ Halving รอบนี้ ต่างจากครั้งที่ผ่านมา หากมองย้อนกลับไปครั้งที่แล้วจะเห็นว่ามีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นกับตลาดคริปโต เช่น ในปี 2016 มี Ethereum เกิดขึ้น และในปี 2020 มีความหลากหลายของเหรียญคริปโตมากขึ้น ทำให้สัดส่วนของบิตคอยน์ ตามดัชนี BTC.d (Bitcoin Dominance) กินส่วนแบ่งตลาดกว่า 54% สำหรับรอบนี้ถามว่าเหรียญคริปโตอื่นจะเป็นอย่างไรคงตอบไม่ได้ แต่เชื่อว่าขนาดตลาดจะใหญ่ขึ้นมากในแง่มูลค่า

มองโอกาสหลัง Halving 2024

“ดัชนี BTC.d บอกแค่สัดส่วนของตลาด ไม่ได้บอกว่ามูลค่าโตขึ้นขนาดไหน แต่จากการที่กองทุนใหญ่ และนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมกับ ETF ในครั้งนี้ หลังเหตุการณ์ Halving รอบนี้ มองว่าน่าจะส่งผลให้บิตคอยน์กินส่วนแบ่งสูงกว่า 60% ตามดัชนี BTC.d แต่ไม่ได้สะท้อนมูลค่าเหรียญคริปโตอื่น ๆ จะเพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่มองว่าคนจะสนใจบิตคอยน์มากกว่า”

นายนิรันดร์กล่าวด้วยว่า การที่กองทุนยักษ์ใหญ่ทำ Bitcoin Spot ETF จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเป็นผู้จัดการดูแลสินทรัพย์ มองว่าทำให้นักลงทุนแบบดั้งเดิมบันทึกบัญชีได้ชัดเจน เพราะนักลงทุนรายใหญ่ หรือสถาบันไม่สามารถซื้อบิตคอยน์โดยตรง ด้วยมาตรฐานการจัดการบัญชีในปัจจุบัน แต่ซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนที่จะไปซื้อบิตคอยน์อีกที ทำให้มาตรฐานการบันทึกบัญชีง่ายขึ้น

ส่วนการครอบงำตลาดโดยรวมหัวกันซื้อบิตคอยน์แล้วเทขาย (Dumb) ใส่ตลาดนั้นคงมีโอกาสบ้าง แต่หากมองปริมาณการถือครองแล้วคงไม่ได้ส่งผลกับตลาดทั้งหมด ตอนนี้ 11 กองทุนยักษ์ถือบิตคอยน์รวมกัน 8 แสนกว่า BTC หากรวม Binance ที่เก็บไว้ 5 แสน BTC ต่อให้รวมกันขายพร้อมกันราคาร่วงแน่ แต่ไม่ได้ส่งผลกับระบบของบิตคอยน์ที่ยังคงทำงานอยู่

“ที่จริง กองทุนแทบจะเทขายไม่ได้เลยทันที การจะทำธุรกรรมแต่ละครั้งต้องผ่านคนหลายคนมาก อีกส่วน คือ ในรอบ 10 ปีมานี้บิตคอยน์มีการกระจายออกไปหลายที่ ไม่สามารถรวมมาถือไว้คนเดียวมากที่สุด ไม่เหมือนเหรียญใหม่ ๆ ที่เจ้าของจะเก็บไว้เองเยอะ มีความเสี่ยงเรื่องการครอบงำแล้วเทขายใส่ตลาดมากกว่า”

นักลงทุนเทขายทำกำไรตามรอบ

ด้านนายชานน จรัสสุทธิกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฟอร์เวิร์ด (FWX) สตาร์ตอัพแพลตฟอร์มซื้อขายอนุพันธ์คริปโตแบบไร้ศูนย์กลาง กล่าวว่า Halving รอบนี้ยังไม่มีอะไรใหม่ที่เห็นได้ชัด อย่าง ETF ก็ประกาศไปก่อนแล้ว ทำให้เส้นเรื่องหรือ Narrative ของบิตคอยน์ ไม่มีอะไรให้เล่น

“ที่สำคัญของ ETF ทำให้นักลงทุนสถาบันโยกเงินจากตลาดหุ้น มาเข้าซื้อคริปโต ซึ่งจะมีลักษณะเข้าไวออกไว ไม่เหมือนนักลงทุนรายย่อยที่คาดหวังกับการเติบโตของระบบ ถ้า BTC ขึ้น 30% ผลตอบแทนมากกว่าหุ้นกองอื่น ๆ อยู่แล้ว คุ้มแล้ว ก็ออกไม่ได้ คาดหวังว่าจะเน้นเทรดแบบชัวร์”

และตั้งแต่ต้นปีมานี้ มีเงินไหลเข้าบิตคอยน์กว่า 5.7 หมื่นล้านเหรียญ แสดงว่าเม็ดเงินจากตลาดหุ้นไม่ธรรมดา หากมีการเทขายต้องมีรอบ และมีจุดออกชัดเจน

“ถ้าเราสวมหมวกเป็นผู้จัดการกองทุน เราต้องมีจุดซื้อจุดขายที่ชัดเจน ผมมองว่าช่วงที่เหมาะ คือ ช่วงที่ต้องมีการประเมินผลงานของผู้จัดการกองทุน หรือช่วง Audit บัญชี ต้องมีตัวเลขแสดงผลงาน ต้องปิดผลประกอบการ ถ้าเป็นอย่างงั้นจริงช่วงไตรมาส 4 จะเห็นชัดว่าจะมีการเทขายหรือไม่ แต่จะขัดกับตลาด เพราะปลายปีเป็นตลาดขาขึ้น จึงน่าจับตาดู”

รายย่อยเสียเปรียบ

นายชานนกล่าวด้วยว่า การที่นักลงทุนสถาบันเข้าสู่ตลาดคริปโต นอกจากจะอ่อนไหวต่อความผันผวน ยังมีเป้าหมายที่ชัดว่าต้องทำกำไร หรือมีผลงานที่ดี

ดังนั้นสิ่งที่ตามมาจากสถาบันการเงิน ไม่ใช่แค่เม็ดเงิน แต่เป็น “สมาร์ทเทรดเดอร์” ที่มีความชำนาญในการวิเคราะห์ มีเทคนิค และองค์ความรู้จำนวนมากรวมตัวกันอยู่ ดังนั้น ต้องไม่ลืมว่าในตลาดพอมีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย แต่สุดท้ายแล้วพวกสมาร์ทเทรดเดอร์มีโอกาสชนะมากกว่า

นอกจากนี้ทั้งคู่มองตรงกันว่า ปัจจัยที่จะฉุดรั้งหรือทำให้ตลาดคริปโตล่มได้อีก คือ สิ่งที่กระทบกับความเชื่อมั่นของตลาด เช่น เหตุการณ์อย่างการล่มสลายของระบบนิเวศ Terra LUNA หรือการฉ้อโกงครั้งใหญ่ของแพลตฟอร์มเทรดคริปโตอันดับสองของโลก FTX ที่ทำให้เกิดวิกฤตลามเป็นลูกโซ่

นายชานนกล่าวว่า แม้ Narrative ของบิตคอยน์รอบนี้จะเห็นไม่ชัด แต่เทรนด์ของคริปโตที่น่าจะมาแรงในวัฏจักรรอบนี้ เช่น กระแส Real World Asset การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นคริปโต และการแปลงสินทรัพย์ในโลกคริปโตไปเป็นโลกจริง (กรณี Ondo Finance ทำการนำเงินในโลกคริปโตไปเป็นพันธบัตรในโลกจริง แล้วปันผลให้คนที่ฝาก หรือ Stake

ซึ่งเบื้องหลังคือกองทุน BlackRock เมื่อก่อนมีการเอาสินทรัพย์อย่างทอง, สกุลเงิน ไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ แต่ตอนนี้มีการแปลงคริปโตที่ลูกค้าฝากบนแพลตฟอร์มไปซื้อพันธบัตร เพราะดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐสูง, การซื้อขายอนุพันธ์คริปโตแบบไร้ศูนย์กลาง และความนิยมในการฝากกินดอกหรือ Staking บนบล็อกเชน Ethereum เป็นต้น