ถอดรหัส 25 ปี เทเลนอร์ เอเชีย Jon Omund เปิดพิมพ์เขียว ‘ยุทธศาสตร์ AI’ และหลักการเติบโตที่ ‘ครอบคลุม-ยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลครั้งใหญ่กำลังกำหนดโฉมหน้าของโลกใบนี้ และ ‘เอเชีย’ กำลังกลายเป็น ‘ศูนย์กลางของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่เร็วที่สุดในโลก’ เมื่อการเชื่อมต่อไม่จำกัดอยู่แค่การสื่อสารส่วนบุคคล แต่ขยายขอบเขตไปสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของชาติ
ด้วยกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง ผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจึงต้องมีวิสัยทัศน์ที่แหลมคม เพื่อก้าวทันความต้องการของอนาคต และในวันนี้เราได้รับเกียรตินั่งพูดคุยกับ ‘Jon Omund Revhaug’, Head of Telenor Asia ผู้คร่ำหวอดใน เทเลนอร์ กรุ๊ป มานานกว่า 25 ปี และมีประสบการณ์ทำงานในเอเชียมากกว่า 15 ปี ทั้งยังเป็นคีย์แมนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังดีลควบรวมกิจการครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ทรู และ ดีแทค
ซึ่ง Jon Omund เชื่อมั่นว่า ช่วงเวลา 5-10 ปีนับจากนี้ จะเป็นการพลิกโฉมครั้งใหญ่ที่เทคโนโลยีอย่าง 5G และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทเหนือกว่าที่เคยเป็นมา แต่การเติบโตนี้จะเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ หากขาดหลักการสำคัญอย่าง ‘ความครอบคลุม’ (Inclusive) และ ‘ความยั่งยืน’ (Sustainable)
ในการสนทนาครั้งนี้ Jon Omund ได้เปิดมุมมองของเทเลนอร์ เอเชีย ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสัญชาตินอร์เวย์ หรือที่คนไทยคุ้นเคยในฐานะเจ้าของเดิมของ ‘ดีแทค’ พร้อมเล่าถึงบทบาทใหม่ของเทคโนโลยีมือถือในสังคมดิจิทัล การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค และเบื้องหลังดีลควบรวม ทรู และ ดีแทค ที่มุ่งสร้างผู้นำด้านดิจิทัล (Digital Growth Champion) ของไทย ทั้งหมดนี้สะท้อนวิสัยทัศน์ของเทเลนอร์ ในฐานะ ‘คู่ร่วมทางระยะยาว’ ที่กำลังวางรากฐานเพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยและเอเชียให้เติบโตอย่างมั่นคงในยุค AI ครองโลก
ภารกิจควบรวมทรู-ดีแทค กับการสร้าง ‘Digital Champion’ เพื่อขับเคลื่อนประเทศ
Jon Omund ชี้ว่า การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยพลังของพันธมิตรที่แข็งแกร่งและมีขนาดธุรกิจเพียงพอจะรองรับการลงทุนในเทคโนโลยีขนาดใหญ่ นั่นคือจุดเริ่มต้นของความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group) นำไปสู่การควบรวมระหว่างทรู (True) และดีแทค (Dtac) ถือเป็นการวางรากฐานเพื่อกำหนดทิศทางของตลาดโทรคมนาคมไทยในระยะยาว
ผลของการควบรวมนี้ได้สร้างความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จนทำให้ปัจจุบัน ทรู กลายเป็น ผู้นำด้านดิจิทัลของประเทศไทย (Digital Champion) ที่พร้อมเดินหน้าพัฒนาบริการและนำนวัตกรรม AI มาขับเคลื่อนประเทศ ทำให้บริษัทมีศักยภาพมากพอจะเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลของประเทศ
ตลอดสองปีกว่าหลังการควบรวม Jon Omund อธิบายว่า กลยุทธ์หลักของเทเลนอร์ เอเชีย คือการทุ่มเททรัพยากรเพื่อสนับสนุนองค์กรใหม่ให้เกิดการบูรณาการทั้งในด้านโครงสร้างองค์กร เครือข่าย และระบบไอที ภายใต้สโลแกนว่า ‘Better Together’ เพื่อสื่อถึงการรวมพลังของทั้งสองวัฒนธรรมให้เกิดสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม
ดังนั้น นิยามความสำเร็จที่แท้จริงสำหรับเทเลนอร์ จึงไม่ได้วัดเพียงผลประกอบการทางการเงินหรือการสร้าง Synergy เท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรม และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างองค์กรที่มั่นคงและยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าให้ทั้งลูกค้า พนักงาน และผู้ถือหุ้นไปพร้อมกัน
ความสำเร็จที่วัดได้จากผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งนี้ เป็นการยืนยันว่าถึงเวลาแล้วที่เทคโนโลยีหลักอย่าง 5G และ AI จะต้องเข้ามาเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตในยุคต่อไป

5G และ AI รากฐานใหม่ของสังคมสมัยใหม่
เนื่องจากเอเชียเป็นภูมิภาคที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์มือถือเป็นหลัก (mobile-first) ดังนั้น การเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายมือถือจึงยังคงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อ 5G เข้ามามีบทบาทในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่แตกต่างจากยุคก่อนๆ
เมื่อพิจารณาบทบาทเดิมของเครือข่ายมือถือ (2G-4G) ที่ทำหน้าที่เพียงเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากัน แต่เทคโนโลยี 5G จะก้าวไปไกลกว่าเดิม กลายเป็นฐานสำคัญของบริการขั้นสูงที่ขับเคลื่อนสังคมสมัยใหม่ ตั้งแต่ระบบขนส่งสาธารณะ การจัดการเหตุฉุกเฉิน ระบบป้องกันประเทศ ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะ (Smart City)
ยุทธศาสตร์ AI และความรับผิดชอบ (Responsible AI)
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะไม่สมบูรณ์หากขาดปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ เนื่องจาก AI ช่วยสร้างบริการใหม่ๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความสำคัญและเป็นรากฐานของทุกระบบในอนาคต
อย่างไรก็ดี ด้วยศักยภาพอันมหาศาลของ AI การนำไปใช้ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบสูงสุด ซึ่งเป็นเหตุผลให้เทเลนอร์กำหนดกรอบพิมพ์เขียวสำหรับ Responsible AI เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้ ปลอดภัย และตอบโจทย์ลูกค้าอย่างเหมาะสม
จากแนวคิดดังกล่าว เทเลนอร์จึงเดินหน้ารับมือกับคลื่นเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI โดย Jon Omund ได้อธิบายถึงกลยุทธ์และแนวทางการนำ AI มาปรับใช้ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอย่างมีความรับผิดชอบ โดยแบ่งเป็นสองด้านหลัก
ด้านแรกคือ การใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งการลดต้นทุนและบริหารเครือข่ายอย่างชาญฉลาด รวมถึงการสร้างความแตกต่างผ่านการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้เกิด ‘Hyper Personalization’ หรือการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำและเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงชีวิต
ด้านที่สองคือ การสร้างความเชื่อมั่นและกำกับดูแล AI อย่างเข้มข้น Jon Omund เน้นย้ำว่า การใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเทเลนอร์ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ผ่านกรอบความร่วมมือระดับโลก อาทิ Singapore AI Verify และ GSMA Responsible AI Framework เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่เชื่อถือได้และโปร่งใส
นอกจากนี้ เทเลนอร์ยังให้ความสำคัญกับ อธิปไตยทางข้อมูล (Data Sovereignty) โดยเปิดศูนย์ข้อมูล AI แห่งแรกในนอร์เวย์ ซึ่งควบคุมและดำเนินงานภายในประเทศอย่างสมบูรณ์ เพื่อเป็นโซลูชันที่ปลอดภัยและเป็นอธิปไตยทางข้อมูล
เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ Jon Omund เปรียบเทียบง่ายๆ ด้วยกีฬาโอลิมปิก “ลองนึกถึงนักกีฬาที่เก่งที่สุดของโลก พวกเขาจะเจอกันทุก 4 ปี และสมรรถนะของนักกีฬาอาจพัฒนาได้ราว 1% ต่อปี ดังนั้นนับจากโอลิมปิกไปอีกสี่ปี สมรรถนะอาจพัฒนาได้ราว 4-5% ขณะที่เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถพัฒนาขึ้นถึงพันเท่าต่อปี ซึ่งเหนือกว่าสิ่งที่มนุษย์ทำได้ทุกวัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเทคโนโลยีจึงทรงพลังและสำคัญมาก แต่ก็ต้องระมัดระวังในการปรับใช้ให้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างเหมาะสม”

ความท้าทายในอาเซียน การเติบโตที่ ‘ครอบคลุม’ และ ‘ยั่งยืน’
แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลจะนำมาซึ่งโอกาสมหาศาล แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดอาเซียน คือ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ให้เป็นไปอย่าง ‘ครอบคลุม’ (Inclusive) และ ‘ยั่งยืน’ (Sustainable) เพื่อให้สังคมในอนาคตเติบโตอย่างสมดุล
- ความครอบคลุม (Inclusive) และการลดช่องว่างดิจิทัล Jon Omund ระบุว่า หนึ่งในความท้าทายใหญ่ของภูมิภาคนี้คือ ช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) ดังนั้น ต้องทำให้แน่ใจว่าทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม และเทเลนอร์ได้ดำเนินโครงการมากมายผ่านทรู เพื่อสร้างทักษะดิจิทัลให้กับทั้งผู้บริโภค ลูกค้า และพนักงาน โดยมุ่งพัฒนากรอบการทำงานด้านดิจิทัลและ AI ผ่านการอบรมและความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์
- ความยั่งยืน (Sustainable) และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอีกหนึ่งเสาหลักที่เทเลนอร์ให้ความสำคัญ โดยมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามมาตรฐานของ Science Based Targets Initiative (SBTI) ด้วยกลยุทธ์ดังนี้
- การใช้พลังงานหมุนเวียน ใช้ข้อตกลงซื้อขายพลังงานหมุนเวียน (PPAs) และร่วมมือกับผู้พัฒนาพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม
- การทำงานกับหน่วยงานกำกับดูแล ทำงานร่วมกับหน่วยงานในประเทศต่างๆ เช่น บังกลาเทศและปากีสถาน เพื่อผลักดันให้มีเครื่องมือและกลไกสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม รวมถึงการดำเนินงานในประเทศไทยร่วมกับทรู ขณะที่มาเลเซีย ได้ดำเนินงานร่วมกับ Celcom-Digi ที่ร่วมกันตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาวอย่างเป็นระบบ
รากฐานแห่งผู้นำ ‘เคารพ โปร่งใส ซื่อสัตย์’ และ ‘กฎห้านิ้ว’
เมื่อย้อนถึงเส้นทางการทำงานก่อนรับตำแหน่ง CEO ของเทเลนอร์ เอเชีย Jon Omund ใช้ชีวิตการทำงานกว่า 25 ปีในองค์กร โดยมีส่วนร่วมในหลากหลายภารกิจ ตั้งแต่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมในอินเดียและพม่า จนถึงการกลับมาประเทศไทยในช่วงการควบรวมกิจการระหว่าง ทรู และ ดีแทค โดย Jon Omund รู้สึกดีใจและตื่นเต้นที่ได้กลับมาทำงานในเอเชียอีกครั้ง เพราะภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยพลัง ความหลากหลาย และโอกาสที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งเขายังประทับใจกับพลังและสปิริต ‘can do’ ของผู้คนในทุกประเทศ
“ตั้งแต่ครั้งแรกที่มาถึงเอเชีย ผมประทับใจกับพลังและสปิริต ‘can do’ ของผู้คนในทุกประเทศ ผมชอบสิงคโปร์เพราะความเรียบง่าย ชอบประเทศไทยในฐานะ ‘ดินแดนแห่งรอยยิ้ม’ ที่เปี่ยมด้วยโอกาส ชอบมาเลเซียในเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนเมียนมาเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาเลย ขณะที่บังกลาเทศกับปากีสถานก็เป็นประเทศที่กำลังเติบโตอย่างมีพลังและความมุ่งมั่น ทุกประเทศมีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง และผมก็สนุกกับทุกช่วงเวลาที่ได้ทำงานในแต่ละที่จริงๆ”

ที่สำคัญ Jon Omund เชื่อว่าการเติบโตขององค์กรที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากขาดรากฐานของคุณค่าที่ถูกต้อง หลักการทำงานของเขาจึงตั้งอยู่บนสามค่านิยมสำคัญของเทเลนอร์ ได้แก่
ความเคารพ (Respect) การเคารพทั้งตนเอง ผู้อื่น และวัฒนธรรมที่แตกต่าง เพราะความเข้าใจและยอมรับคือจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ความโปร่งใส (Transparency) ความกล้าที่จะเปิดเผยปัญหาและพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา เพื่อร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์
ความซื่อสัตย์ (Honesty) รากฐานที่ทำให้องค์กรยืนหยัดได้อย่างมั่นคง เพราะทุกคนต่างทำงานบนพื้นฐานของความจริงใจและความไว้วางใจ
นอกจากค่านิยมหลักแล้ว สิ่งที่สะท้อนตัวตนของ Jon Omund ได้ชัดเจนที่สุดคือ ‘กฎห้านิ้ว’ (Five Finger Rule) หลักคิดส่วนตัวที่เป็นแนวทางทั้งในการทำงาน การใช้ชีวิต และการเลี้ยงดูครอบครัว
- นิ้วหัวแม่มือ คือ ความอดทน (Grit) ทุกอย่างต้องใช้เวลา ต้องมีความอดทนและยืนหยัดต่อเนื่อง
- นิ้วชี้ คือ ทิศทาง (Direction) ทีมและองค์กรต้องมีทิศทางที่ชัดเจน ผู้นำต้องสื่อสารให้ทุกคนเข้าใจ
- นิ้วกลาง คือ ความเคารพ (Respect) ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ และคาดหวังการตอบกลับเช่นกัน
- นิ้วนาง คือ ความสัมพันธ์ (Relations) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีและการทำงานเป็นทีมเพื่อทำการเปลี่ยนแปลงใหญ่
- นิ้วก้อย คือ การมีอารมณ์ขันต่อตนเอง (Self-Irony) ทัศนคติเล็กๆ ที่ช่วยให้รับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้
หลักการเหล่านี้เองเป็นเข็มทิศสำคัญที่นำพาองค์กรให้สามารถวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงก้าวสำคัญอย่างดีลควบรวม ทรู-ดีแทค
จากทั้งหมดที่ Jon Omund Revhaug ถ่ายทอดไว้ สะท้อนภาพชัดเจนว่า เทเลนอร์ เอเชียกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ของการเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล ด้วยเป้าหมายในการเชื่อมต่อผู้คน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างครอบคลุมและยั่งยืน เพื่อร่วมวางรากฐานอนาคตของเอเชียให้ก้าวไปข้างหน้า ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “เทคโนโลยีจะมีคุณค่าที่แท้จริง ก็ต่อเมื่อมันช่วยยกระดับชีวิตผู้คน และสร้างประโยชน์ให้สังคมได้อย่างยั่งยืน”