เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
ดูทั้งหมด

เปิดโจทย์ “ไทยช่วยไทยพลัส” ทำอย่างไรให้เงินภาษีหมุนกลับสู่ระบบ นักวิชาการเตือนระวังแรงจูงใจผิด กระทบฐานภาษีระยะยาว

25 มิ.ย. 2569 | 11:16น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายและบรรเทาค่าครองชีพให้ประชาชนได้ แต่เริ่มมีเสียงสะท้อนจากนักเศรษฐศาสตร์และภาคธุรกิจถึงการออกแบบนโยบายในระยะยาว โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวควรสร้างประโยชน์มากกว่าการเพิ่มยอดใช้จ่าย และควรเป็นโอกาสในการขยายฐานภาษี ยกระดับผู้ประกอบการ และเสริมความเข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจไทยไปพร้อมกัน

ข้อมูล ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุว่า โครงการมียอดใช้จ่ายสะสมแล้ว 37,872 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนจากภาครัฐ 21,837 ล้านบาท และเงินใช้จ่ายของประชาชน 16,034 ล้านบาท ขณะที่ยังมีวงเงินคงเหลืออีกเกือบ 100,000 ล้านบาท จากกรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติไม่เกิน 120,000 ล้านบาท

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่ามาตรการร่วมจ่ายสามารถกระตุ้นกำลังซื้อได้จริง อย่างไรก็ตาม นักวิชาการ และผู้ประกอบการในระบบภาษีจำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามว่า เม็ดเงินภาษีของประชาชนที่นำมาใช้ในโครงการครั้งนี้ถูกออกแบบให้สร้างประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจและระบบภาษีของประเทศอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่

●         “คนเสียภาษีจ่าย แต่คนไม่อยู่ในระบบได้ประโยชน์” คำถามเรื่องความเป็นธรรม

สำหรับประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบในระดับสูง World Economics ประเมินว่าเศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดราว 40% ของ GDP  สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศในอาเซียน ซึ่งมักเกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่ผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยมีเพียงประมาณ 11 ล้านคน จากประชากรกว่า 66 ล้านคน ส่งผลให้ภาระการจัดเก็บรายได้ของรัฐยังคงพึ่งพาผู้เสียภาษีในระบบเป็นหลัก

ภายใต้บริบทดังกล่าว จึงเกิดคำถามว่า หากเงินภาษีจากคนในระบบถูกนำไปกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ปลายทางจำนวนหนึ่งกลับไหลไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศจะได้รับประโยชน์ด้านการขยายฐานภาษีและการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ในอนาคตมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาความสามารถในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทย ซึ่ง องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เคยประเมินว่า ไทยมีความสามารถจัดเก็บภาษีเพียง 17% ของ GDP และดำเนินนโยบายขาดดุลอย่างต่อเนื่อง

  • นักวิชาการเตือนระวังแรงจูงใจผิด กระทบฐานภาษีระยะยาว

เกี่ยวกับเรื่องนี้  รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้กล่าวไว้ว่า ไทยช่วยไทยพลัสมีวัตถุประสงค์ที่ดีในการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่การกำหนดสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการในระยะยาว

รศ.ดร.สุชาติอธิบายว่า หากผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการจากเงื่อนไขการได้รับเงินสนับสนุนมากกว่าคุณภาพ ราคา หรือประสิทธิภาพการให้บริการ อาจทำให้การแข่งขันในตลาดเกิดความบิดเบือน และลดประสิทธิภาพของกลไกตลาดเสรี

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิด “Threshold Effect” หรือผลกระทบจากการกำหนดเส้นแบ่งสิทธิประโยชน์ ซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนไม่ต้องการขยายธุรกิจ ไม่เปิดเผยรายได้ที่แท้จริง หรือหลีกเลี่ยงการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ส่งผลให้การขยายฐานภาษีของประเทศเป็นไปได้ยากขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในระบบภาษีอย่างถูกต้องอาจได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม โดยผลกระทบดังกล่าวอาจขยายวงกว้างไปตลอดห่วงโซ่เศรษฐกิจ ตั้งแต่ภาคการผลิต ภาคเกษตรกรรม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการจ้างงาน

 

●         โมเดิร์นเทรด ร้านอาหาร และ SME ในระบบ ควรได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม

ด้านนายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมค้าปลีกไทย กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการที่ “มาถูกจังหวะ” และสามารถช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้นได้จริง โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 200,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม สมาคมค้าปลีกไทยเสนอให้รัฐบาลพิจารณาขยายสิทธิ์ให้ร้านค้าปลีกและโมเดิร์นเทรดที่อยู่ในระบบภาษีสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ประชาชนและช่วยให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการไทยในวงกว้างยิ่งขึ้น

นายณัฐกล่าวว่า สินค้าจำนวนมากที่จำหน่ายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดเป็นสินค้าของผู้ผลิตและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย การเปิดให้ผู้ประกอบการในระบบภาษีเข้าร่วมโครงการมากขึ้นจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ภาคการผลิต โลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคค้าปลีก ขณะเดียวกันรัฐยังสามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และติดตามข้อมูลทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • แจกอย่างไรให้ได้ทั้งการบริโภคและฐานภาษี

สำหรับการออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ควรมุ่งเพียงการเพิ่มกำลังซื้อหรือเร่งการบริโภคในระยะสั้นเท่านั้น แต่ควรใช้โอกาสจากเม็ดเงินภาครัฐในการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจและขยายฐานภาษีของประเทศไปพร้อมกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายด้านรายได้ภาครัฐและมีสัดส่วนเศรษฐกิจนอกระบบอยู่ในระดับสูง

ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.3 ล้านราย แต่มีผู้ประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลเพียงประมาณ 9.5 แสนราย หรือคิดเป็นราว 28% ของทั้งหมด สะท้อนว่ายังมีผู้ประกอบการอีกกว่า 2.3 ล้านรายที่อยู่นอกระบบภาษีและระบบข้อมูลทางเศรษฐกิจของรัฐ

ดังนั้นการออกแบบมาตรการควรหลีกเลี่ยงการสร้างแรงจูงใจที่ทำให้ผู้ประกอบการเห็นว่าการอยู่นอกระบบได้รับประโยชน์มากกว่าการเข้าสู่ระบบ เพราะอาจส่งผลให้ธุรกิจบางส่วนชะลอการขยายกิจการ หลีกเลี่ยงการเปิดเผยรายได้ที่แท้จริง หรือไม่ต้องการเข้าสู่ระบบภาษี เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ที่ได้รับ ซึ่งจะกระทบต่อการขยายฐานภาษีของประเทศในระยะยาว

ด้วยเหตุนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยุคใหม่จึงควรเชื่อมโยงกับระบบภาษีและข้อมูลดิจิทัล เช่น e-Receipt, e-Tax Invoice และ Digital Payment เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายสามารถสร้างข้อมูลทางเศรษฐกิจ เพิ่มความโปร่งใส และช่วยให้ภาครัฐสามารถติดตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจและจัดเก็บรายได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้เม็ดเงินจากภาครัฐไม่ได้ทำหน้าที่เพียงกระตุ้นการจับจ่าย แต่ยังเป็นเครื่องมือดึงผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี เพิ่มจำนวนธุรกิจในระบบ และลดความเหลื่อมล้ำด้านการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายกับผู้ที่ยังอยู่นอกระบบ

ทั้งนี้ เป้าหมายของนโยบายไม่ควรเป็นเพียงการทำให้เศรษฐกิจหมุนเร็วขึ้นในวันนี้ แต่ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นในอนาคต ด้วยการเพิ่มฐานรายได้รัฐ เพิ่มจำนวนผู้เสียภาษี และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะ “เงินภาษีควรสร้างคนเสียภาษีเพิ่ม ไม่ใช่สร้างคนอยู่นอกระบบเพิ่ม”