เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,900 บาท
กฟผ.ขีดเส้นปี’70 ตัดสินใจลุย SMR ดันโซลาร์ลอยน้ำรับดาต้าเซ็นเตอร์
Economic กฟผ.ขีดเส้นปี’70 ตัดสินใจลุย SMR ดันโซลาร์ลอยน้ำรับดาต้าเซ็นเตอร์
เมื่อจีนตื่นทอง
World เมื่อจีนตื่นทอง
จับตาชง ครม. ของบลุย ‘ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ’ ตั้ง ‘อธิบดีกรมอุตุ’
Politics จับตาชง ครม. ของบลุย ‘ไทยช่วยไทย ธงฟ้าลดค่าครองชีพ’ ตั้ง ‘อธิบดีกรมอุตุ’
ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.58 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (14 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.58 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (14 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 1.55% อยู่ที่ 83,222 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (14 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 1.55% อยู่ที่ 83,222 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (14 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (14 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (14 ต.ค.) ทั่วไทยฝนหนัก 60-70% เหนือ-อีสาน มีฝน 30%
News พยากรณ์อากาศ (14 ต.ค.) ทั่วไทยฝนหนัก 60-70% เหนือ-อีสาน มีฝน 30%
บิ๊กอสังหาปรับแผนสู้น้ำท่วม นิคมอมตะถมดินเพิ่ม 2 เมตร
Real Estate บิ๊กอสังหาปรับแผนสู้น้ำท่วม นิคมอมตะถมดินเพิ่ม 2 เมตร
ยักษ์ค้าปลีกชิงตลาดเจ 4.6 หมื่นล้าน
Business ยักษ์ค้าปลีกชิงตลาดเจ 4.6 หมื่นล้าน
ดูทั้งหมด

เอกชนขอมีส่วนร่วมออกกม.ลูก จับตาตั้งบอร์ดไซเบอร์-คุ้มครองข้อมูล

28 ก.พ. 2562 | 11:19น.
กม.ข้อมูลส่วนบุคคล
ผู้เชี่ยวชาญ-เอกชนประสานเสียง กม.ไซเบอร์จำเป็นต้องมี ชี้เวอร์ชั่นล่าสุดปรับปรุงดีขึ้น แต่ “คุ้มครองข้อมูล” ยังน่าห่วง เหตุเป็นเรื่องใหม่และเนื้อหาซับซ้อน แนะสังคมจับตาตั้งกรรมการ-สำนักงานใหม่ให้โปร่งใส

 

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา มีวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นผู้เสนอ โดยจะมีผลบังคับใช้ทันที หาก สนช.เห็นชอบ และประกาศลงราชกิจจานุเบกษา

นายสุธี ทวิรัตน์ กรรมการสมาคมความมั่นคงปลอดภัยระบบสารสนเทศ (TISA) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ร่างล่าสุดของ 2 พ.ร.บ.ถือว่าปรับปรุงได้ดีขึ้นระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จของเลขาธิการและสำนักงานใหม่ที่จะตั้งขึ้น

“แต่กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยังไม่ถึงระดับมาตรฐานของ GDPR (กฎหมายคุ้มครองข้อมูลของสหภาพยุโรป) แต่มี ดีกว่าไม่มี และยังเป็นแค่กรอบ ต้องมีกฎหมายลูกระบุขั้นตอนปฏิบัติ ซึ่งยังไม่มีรายละเอียดให้เห็น”

ที่ต้องจับตาจากนี้คือการตั้งสำนักงานใหม่ตาม พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ ซึ่งตามบทเฉพาะกาลให้สำนักงานปลัดกระทรวงดีอีเป็นผู้ดำเนินการและปฏิบัติงานตามกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไปพลางก่อน รวมถึงแต่งตั้งกรรมการในบอร์ดชุดต่าง ๆ ใครกำกับ CII-มาตรฐานขั้นต่ำ

ที่สำคัญสุดคือตามกรอบของร่าง พ.ร.บ.ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ จะวางกลไกการกำกับดูแลหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานทางสารสนเทศ (CII) 8 ด้านที่สำคัญ โดยผ่านองค์กรกำกับดูแลของแต่ละอุตสาหกรรม ได้แก่ ความมั่นคงของรัฐ บริการภาครัฐที่สำคัญ การเงินการธนาคาร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคม การขนส่งและโลจิสติกส์ พลังงานและสาธารณูปโภค สาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ตามที่บอร์ดกำหนด เพื่อให้หน่วยงานที่ถูกกำหนดให้เป็น CII ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยที่กำหนด

“ปัญหาคือองค์กรกำกับ CII มีศักยภาพพอจะดูแล CII ได้หรือไม่ เห็นมีแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยที่ดูแลสถาบันการเงินที่เข้มแข็งสุด แต่ด้านอื่น ๆยังไม่เห็นหน่วยงานเจ้าภาพ อย่างด้านสาธารณสุขจะเป็นใคร โลจิสติกส์จะเป็นใคร ไม่ให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ”

นิยาม “วิกฤต” ต้องชี้เฉพาะกรณี

พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน อดีตตำรวจไซเบอร์ยุคบุกเบิก และปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางไอซีที ของคณะกรรมการเตรียมการด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์แห่งชาติ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้คัดค้าน 2 ร่างกฎหมาย กล่าวว่า กฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้แก้ไขได้ดีขึ้น ตัดการรวบอำนาจของเลขาธิการและดึงอำนาจศาลในการออกคำสั่งเข้าตรวจค้นสถานที่และยึด-อายัดอุปกรณ์ ที่สำคัญคือแก้นิยามที่ไม่เปิดช่องให้ตีความไปกำกับเรื่องคอนเทนต์

ส่วนกรณีที่เปิดช่องให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเข้ามาควบคุมสถานการณ์ระดับวิกฤตได้นั้น มองว่ายังจำเป็นในบางกรณี

“ตามนิยาม ไม่ใช่ทุกเรื่องจะลากเป็นภาวะวิกฤต ไม่ต้องใช้คำสั่งศาลได้ทั้งหมด แต่ต้องมีบอร์ดรับรองว่า เป็นเหตุวิกฤตจริง ๆ ซึ่งการมีกฎหมายจะบังคับให้ CII ซึ่งสำคัญกับระบบเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตของประชาชน ต้องลงทุนด้านไซเบอร์ให้ระบบมั่นคงปลอดภัยขึ้น”

ห่วง กม.ข้อมูลส่วนบุคคล

แต่ที่น่ากังวลคือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่ยังมีความสับสนซับซ้อนในหลายมาตรการ ทั้งยังเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย จึงอาจจะมีปัญหาในการบังคับใช้

“ผู้ยกร่างเจตนาดี แต่ยกร่างแบบหัวมังกุท้ายมังกร มุ่งแต่จะให้ผ่านเกณฑ์ GDPR แต่ไม่ได้มุ่งไปที่วัตถุประสงค์หลักจริง ๆ ที่ควรจะทำคือการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และการเข้าใจว่าทางสหภาพยุโรปปูพื้นฐานเรื่องนี้มานานแล้ว แต่ไทยเพิ่งจะเริ่ม ทั้งหน่วยงานรัฐ-เอกชน ยังไม่เข้าใจว่าอะไรควรปิด-ควรเปิด ฉะนั้นถ้าประกาศใช้แล้วต้องทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการทั้งหมดมีความรู้ความเข้าใจจริง ๆ ไม่เช่นนั้นจะไปต่อไม่ได้”

อีกส่วนที่สำคัญคือ ในการตั้ง 2 หน่วยงานใหม่ สำนักงานปลัดกระทรวงดีอีต้องไม่ผูกขาดอำนาจไว้คนเดียว ต้องเปิดโอกาสให้มีผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ฝ่ายเข้าร่วมทำงาน

เปิดให้มีส่วนร่วมออก กม.ลูก

นางมรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บมจ.อินเทอร์เน็ตประเทศไทย (INET) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) จะมุ่งโฟกัสที่กฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้เป็นหลัก เพราะเป็นบริการที่เน้นให้ลูกค้าเชื่อมต่อเพื่อส่งผ่านข้อมูล แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข้อมูลใด ๆ ของลูกค้า ทั้งได้ปฏิบัติตามมาตรฐาน ISO 27018 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบนคลาวด์อยู่แล้ว

“กม.ไซเบอร์ล่าสุดถือว่าสบายใจขึ้น เพราะดึงอำนาจศาลเข้ามาถ่วงดุล และชัดเจนเกี่ยวกับนิยามของทรัพย์สินสารสนเทศ ที่ไม่เกี่ยวกับคอนเทนต์แน่ ๆ แต่ พ.ร.บ.ยังเป็นแค่คอนเซ็ปต์ ยังต้องรอดูกฎหมายลูก ว่าจะประกาศรายละเอียดและระบุว่าหน่วยงานใดมีหน้าที่เป็น CII บ้าง ซึ่งหากมีการรับฟังความเห็นจากผู้ประกอบการและอุตสาหกรรม ก็จะได้กฎหมายลูกที่ทำงานได้จริง”

ในส่วนของ ISP ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าต้องมีการลงทุนเพิ่มมากน้อยเพียงใด เพราะต้องรอดูมาตรฐานตามกฎหมายลูก แต่ปกติลงทุนด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

ที่น่าเป็นห่วงคือ หน่วยงานที่เป็นผู้ให้บริการพื้นฐานสำคัญ แต่ไม่เคยตระหนักถึงการลงทุนระบบเป็นต้นทุนสำคัญธุรกิจยุคนี้

ด้านนายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ประธานกรรมการผู้บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง จำกัด ผู้ให้บริการ “Dolfin Wallet” บริษัทลูกของเซ็นทรัลกรุ๊ปและ JD.com กล่าวว่า ธุรกิจในยุคปัจจุบันต้องให้ความสำคัญกับการดูแลระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้ปฏิบัติตามมาตรฐานสากลเทียบเท่ากับธนาคารและเป็นไปตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย

“หาก 2 กฎหมายใหม่ประกาศใช้ ทางบริษัทก็ต้องปฏิบัติให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด และถึงไม่มีกฎหมายก็ถือว่าเป็นต้นทุนปกติที่บริษัทให้ความสำคัญมาตลอด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า เพราะหากเกิดข้อผิดพลาด ความเสียหายต่อ goodwill ของบริษัทซึ่งจะมีมูลค่ามหาศาลกว่าเงินลงทุนที่ใช้”

ขณะเดียวกันอยากให้ภาครัฐให้การสนับสนุนด้วยการโปรโมตผู้ที่ปฏิบัติผ่านเกณฑ์มาตรฐานซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการจูงใจให้เอกชนลงทุน และสร้างความเชื่อมั่นต่อโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ รวมถึงสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการด้วย