จับตา TRUE-DTAC ควบรวม พลิกเกมแข่งขันกุมลูกค้า 51 ล้านราย

ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด 22 พฤศจิกายน 2564

วงการโทรคมนาคม จับตาบิ๊กดีล “ทรู-ดีแทค” พลิกเกมแข่งขันรวบฐานลูกค้าทะลุ 51.3 ล้านราย แซงเอไอเอสขึ้นเบอร์ 1 ตลาดมือถือ ด้าน “กสทช.” เผยมาตรการกำกับ-ป้องกันครอบงำกิจการกำหนดให้ “ทรู-ดีแทค” ต้องแจ้งไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนควบรวม

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2564 พลันที่กลุ่มทรูและดีแทคส่งหนังสือชี้แจงข่าวลือกรณีทรูจะเข้าซื้อกิจการของดีแทคต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในช่วงบ่ายวานนี้ (19 พฤศจิกายน) โดยทั้งคู่ระบุว่าหากมีข้อชี้แจงใด ๆ ที่บริษัทมีหน้าที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัทจะแจ้งข้อมูลต่อไป

ขณะที่เทเลนอร์กรุ๊ป บริษัทแม่ของดีแทคก็ได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ที่ออสโล ประเทศนอร์เวย์ในวันเดียวกันด้วยว่า กลุ่มเทเลนอร์ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (กลุ่ม ซี.พี.) กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมกิจการที่อาจเกิดขึ้นด้านโทรคมนาคมระหว่างดีแทคและทรูในประเทศไทย แต่ยังมีประเด็นที่มีความไม่แน่นอน ซึ่งอาจมีผลต่อข้อสรุปการเจรจา ซึ่งเทเลนอร์จะไม่ให้ความเห็นใด ๆ ในขั้นตอนนี้

พลิกเกมแข่งขันทรู-ดีแทคขึ้นเบอร์ 1

นั่นทำให้ผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายในแวดวงธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไทยให้ความสนใจและคาดการณ์ความเป็นไปได้ถึงความร่วมมือทางธุรกิจของทั้งสองบริษัทว่าจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ และจะมีข้อสรุปอย่างไร โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับการแข่งขันที่อาจส่งผลกระทบกับผู้บริโภคจากความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับสองและสาม

ปัจจุบันทรูมูฟเอชมีฐานลูกค้า 32 ล้านเลขหมาย ดีแทค 19.3 ล้านเลขหมาย หากรวมกันจะเป็น 51.3 ล้านเลขหมาย พลิกขึ้นมามีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับหนึ่งในแง่ฐานลูกค้าที่จะมากกว่าเอไอเอสที่มีฐานลูกค้า 43.7 ล้านเลขหมาย แม้ในตลาดปัจจุบันจะยังมีเอ็นที หรือบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือด้วย แต่ฐานลูกค้าก็ยังห่างมากแค่ระดับล้านเลขหมายเท่านั้น

ที่ผ่านมาผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนการแข่งขันจึงเป็น 3 ค่ายมือถือที่มักจะขับเคี่ยวแข่งขันเพื่อช่วงชิงฐานลูกค้ากันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการขยายพื้นที่บริการอย่างรวดเร็ว การพัฒนาบริการใหม่ ๆ และการแข่งขันด้าน “ราคา” ในบางช่วงถึงกับมีการกล่าวอ้างว่าค่าบริการของไทยถูกติดอันดับต้น ๆ ในโลกเลยทีเดียว

ต้องขอ กสทช.ก่อนควบรวมธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หากจะมีความร่วมมือทางธุรกิจตามที่เป็นข่าว กลุ่มทรู และดีแทคในฐานะผู้รับใบอนุญาต จะต้องมีการรายงาน กสทช. เพื่อให้มีการตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อมิให้เกิดการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

“ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้ง กสทช.ก่อนที่จะรวมธุรกิจกัน ถ้าไม่แจ้งจะมีความผิดทางปกครอง ซึ่ง กสทช.จะสั่งให้แก้ไขหรือยกเลิกได้ ภายใต้ประกาศ เกี่ยวกับมาตรการในการกำกับดูแลการรวมธุรกิจในกิจการโทรคมนาคม”



ชำแหละเกณฑ์รวมธุรกิจ

โดยตามประกาศ กสทช.เกี่ยวกับมาตรการกำกับดูแลการรวมธุรกิจโทรคมนาคมกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่ประสงค์จะรวมธุรกิจกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่นต้องรายงานต่อเลขาธิการ กสทช. ไม่น้อยกว่า 90 วันก่อนการดำเนินการดังต่อไปนี้

1.จดทะเบียนนิติบุคคล ในกรณีที่เข้ารวมธุรกิจระหว่างผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตกับผู้รับใบอนุญาตรายอื่นทำให้เกิดนิติบุคคลใหม่ขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือตามสัญญาร่วมค้า หรือ

2.ทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ ในกรณีที่เข้ารวมธุรกิจโดยผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตเข้าซื้อสินทรัพย์ทั้งหมดหรือบางส่วนของผู้รับใบอนุญาตอื่น หรือ

3.ทำสัญญาซื้อขายหุ้น ในกรณีที่เข้ารวมกิจการโดยผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดหรือบางส่วนของผู้รับใบอนุญาตรายอื่นเพื่อควบคุมนโยบายการบริหารกิจการ การอำนวยการหรือการจัดการ

งัดมาตรการเฉพาะสกัดยึดตลาด

เว้นแต่กรณีที่ผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตสามารถแสดงได้ว่าภายหลังการรวมธุรกิจ สินทรัพย์ของผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตจะไม่เกิน 14,000 ล้านบาทหรือรายได้ต่อปีของผู้รับใบอนุญาตหรือผู้มีอำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตจะไม่เกิน 2,000 ล้านบาทหรือได้รับสินทรัพย์จากผู้รับใบอนุญาตรายอื่นที่มีมูลค่าไม่เกิน 875 ล้านบาท ให้ผู้รับใบอนุญาตรายงานต่อเลขาธิการ กสทช.ภายใน 7 วัน หลังดำเนินการ

นอกจากนี้ยังให้ถือเป็นการขออนุญาตจาก กสทช. ตามข้อ 8 ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องมาตรการป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2549 โดยเลขาธิการ กสทช.จะต้องรายงานต่อ กสทช.ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นประกอบการรายงานการรวมธุรกิจจากบริษัทที่ปรึกษาอิสระ

และ กสทช.อาจพิจารณากำหนดเงื่อนไขหรือนำมาตรการเฉพาะสำหรับผู้มีอำนาจเหนือตลาดอย่างมีนัยยสำคัญในตลาดโทรคมนาคมที่เกี่ยวข้องมาบังคับใช้เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสาธารณะ

“กสทช.อาจต้องกำหนดมาตรการเฉพาะบางอย่างในทำนองเดียวกันกับผู้มีอำนาจเหนือตลาด เช่น การแยกระบบบัญชีออกจากกันในการให้บริการบางประเภท, การกำหนดอัตราขั้นสูงของบริการบางประเภท, การบังคับให้ต้องขาย mvno เป็นต้น”

ล่าสุด แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าในช่วงเช้าของวันนี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) บริษัทแม่กลุ่มทรู และกลุ่มเทเลนอร์ บริษัทแม่ของดีแทค จะมีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU-Memorandun of Understanding) ทางธุรกิจระหว่างกัน และเตรียมแถลงรายละเอียดร่วมกันในช่วงบ่ายของวันนี้ผ่านระบบออนไลน์


 

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ