“ซิปเม็กซ์” เดินหน้าขยายลงทุนทั่วอาเซียน หลังระดมทุน series B กว่า 1,700 ล้านบาท ลุยปรับปรุงระบบ-พัฒนาบริการใหม่ พร้อมเดินหน้าเพิ่มฐานลูกค้าปั๊มมาร์เก็ตแชร์อันดับ 2 ในตลาดไทย ชี้ 2 ปัจจัย “เงินเฟ้อ-สงครามรัสเซีย-ยูเครน” เขย่าขวัญนักลงทุนแค่พักฐานชั่วคราว
นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ภายใต้แบรนด์ “ซิปเม็กซ์” (Zipmex) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทยปัจจุบันอาจไม่คึกคักเท่าที่ควร
เนื่องจากนักลงทุนมีความกังวลต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งจากสภาวะเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นทั่วโลก และสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน เป็นต้น ทำให้มีการชะลอการลงทุน
ตนมองว่าน่าจะถือเป็นช่วงพักฐานของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้ได้พักหายใจ และสร้างฐานใหม่ คาดว่าเมื่อสถานการณ์ต่าง ๆ มีความชัดเจนขึ้นก็จะกลับมาเดินหน้าต่อได้
“ปีที่ผ่านมาตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเติบโตค่อนข้างสูง แต่ปีนี้การเติบโตลดลง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แย่ เพราะไม่มีอะไรที่ขึ้นตลอด นักลงทุนก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด”
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 2565 ยังคงเดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่อง หลังจากปลายปี 2564 เปิดระดมทุนในรอบ series B ได้เงินมากว่า 1,700 ล้านบาท จากกลุ่มนักลงทุนหลายราย อาทิ กรุงศรี ฟินโนเวต, แพลน บี มีเดีย, มาสเตอร์ แอด, MindWorks Capital จากฮ่องกง และ Jump Capital จากสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
โดยจะนำเงินมาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงระบบต่าง ๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดี มีความปลอดภัย และสร้างประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าได้มากขึ้น รวมถึงขยายบริการในตลาดต่างประเทศเพิ่มเติม
โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีก 2 ประเทศ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้จากปัจจุบันดำเนินการและปฏิบัติตามกฎหมายใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย
“ในแต่ละประเทศลักษณะตลาด และกลุ่มลูกค้ามีความแตกต่างกัน เช่น อินโดนีเซีย ประชากรไม่เล่นเฟซบุ๊กแต่ใช้อินสตาแกรม และติ๊กต๊อกเป็นหลัก ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อคนน้อยกว่าไทย ส่วนสิงคโปร์ส่วนใหญ่เน้นลงทุนระยะยาว ต่างจากบ้านเราที่ซื้อขายมากกว่า เป็นต้น
ในแง่การแข่งขันค่อนข้างสูงเหมือนกับในไทย เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย มีผู้เล่นไม่ต่ำกว่า 4 ราย การเข้าไปทำตลาดในแต่ละประเทศต้องวางแนวทางการทำตลาดต่างไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย”
ในประเทศไทย ปัจจุบันซิปเม็กซ์ มีผู้ลงทะเบียนใช้งานในระบบกว่า 1 ล้านบัญชี มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ที่ 30-35% ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าที่จะผลักดันส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้แนวโน้มธุรกิจให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยจะแข่งขันกันมากขึ้น แต่ในภาพรวมยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เพราะเพิ่งเริ่มต้น
นอกจากบริษัทจะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ยังมีอีก 3 ใบ คือ ใบอนุญาตนายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล ใบอนุญาตนายหน้าคริปโตเคอร์เรนซี และใบอนุญาตนายหน้าโทเค็นดิจิทัล
ทำให้ผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัทมีความหลากหลาย เช่น เทรดผ่าน ZipTrade, ZipUp & ZipLock ผลิตภัณฑ์การออมแบบกระแสรายวันหรือการออมแบบฝากประจำ 45 วัน, ZipSpend บริการชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมต่าง ๆ เป็นต้น
นายเอกลาภทิ้งท้ายว่า การผลักดันให้บริษัทมีมูลค่าสูง ๆ ในระดับยูนิคอร์น ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของซิปเม็กซ์ แต่สิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญมากกว่า คือ “บุคลากร” และ “ลูกค้า” โดยจะเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้พนักงานมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกับบริษัท
และมุ่งสร้างแพลตฟอร์มที่มีความปลอดภัยสูง สร้างโปรดักต์ และประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้า เพราะเชื่อว่าหากทำ 2 สิ่งนี้ได้ดีก็จะผลักดันให้บริษัทเติบโต เลยระดับ “ยูนิคอร์น” ได้ด้วยซ้ำไป