“วัลยา” เจน 2 Deestone ยางล้อคนไทยรุกกลุ่มคนรุ่นใหม่ใช้ยางไทย

ดีสโตน (Deestone) บริษัทยางรถยนต์เก่าแก่ของคนไทย ถือกำเนิดมานาน 40 ปี ก่อตั้งโดย “สุวิทย์ วงศาริยวานิช” ที่เห็นว่าขณะนั้นตลาดยางล้อมีเพียงผู้ประกอบการต่างชาติเท่านั้น ทั้งที่ประเทศไทยมีศักยภาพเป็นผู้ผลิตยางพาราชั้นนำของโลก จึงตัดสินใจก่อตั้งโรงงานผลิตยางรถยนต์ขึ้นมา

ปัจจุบันภายใต้ “ดีสโตน กรุ๊ป” มี 5 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดีสโตน จำกัด, บริษัท ดีรับเบอร์ จำกัด, บริษัท ดีสโตน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท สวิซซ์-วัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เดิมชื่อ ดีสโตน เรเดียลไทร์ และล่าสุดบริษัท สยามทรัค เรเดียล จำกัด โดยแต่ละแห่งมีสินค้ายางรถที่แตกต่างกัน

ผลิตภัณฑ์หลักได้แก่ ยางรถยนต์นั่ง นอกจากนั้นยังมียางรถจักรยาน มอเตอร์ไซค์ ยางเรเดียลรถยนต์ ยางรถบรรทุก รวมถึงยางล้อรถทางการเกษตร และล่าสุดเป็นหนึ่งในบริษัทที่ได้รับคัดเลือกจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมมือผลิตยางล้อประชารัฐ ภายใต้แบรนด์ TH TYRE


“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “วัลยา วงศาริยวานิช” COO (Chief Operating Officer) หรือประธานฝ่ายปฏิบัติการ เป็นผู้บริหารเจนที่ 2 ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ผู้บริหารระดับสูง ถึงแนวทางและเป้าหมายในการพัฒนาบริษัทให้เติบโต

วัลยา เล่าว่า ดีสโตน คือ ผู้ผลิตยางรถยนต์ที่เป็นของคนไทย 100% ดำเนินธุรกิจมานานกว่า 40 ปี เป็นแบรนด์ขนาดกลาง ผลิตยางครอบคลุมทุกประเภท มีเทคโนโลยีครอบคลุมทุกอย่าง โดยมีคุณพ่อ คุณสุวิทย์ วงศาริยวานิช เป็นคนก่อตั้ง ซึ่งแบ็กกราวนด์ของพ่อเป็นวิศวกรเคมี เริ่มต้นจากธุรกิจนำเข้าเคมีภัณฑ์ในอุตสาหกรรมยางล้อรถยนต์ แล้วก็มองเห็นศักยภาพว่าตลาดล้อรถยนต์ยังมีรูม เพราะในสมัยนั้นเรามีแต่แบรนด์ชั้นนำ ไม่มีแบรนด์ย่อยในประเทศไทย จึงเป็นความท้าทายที่เมื่อเห็นช่องว่างของโอกาสก็ตัดสินใจทำ แล้วเราทำงานหนักทำให้ผลตอบแทนที่ได้อยู่ในด้านบวก เติบโตปีละ 20%

“เราได้เทคโนโลยีจากการที่ญี่ปุ่นเลือกไทยเป็นฮับของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ยังเรียนรู้จากไต้หวัน ยุโรป และอเมริกา ดังนั้นเรามีความรู้ที่เราพัฒนามาหลายปี รวมทั้งเรามีประสบการณ์การทำงานร่วมกับการรับจ้างผลิตกับแบรนด์ชั้นนำมาอย่างยาวนาน”

ปัจจุบันกำลังการผลิตของกลุ่มบริษัทดีสโตนอยู่ที่ปีละ 200,000 ตัน และกำลังจะขึ้นไปที่ 250,000 ตัน ในปี 2561 จากโรงงานทั้ง 5 แห่ง โดย 2 แห่งอยู่ในเขตจังหวัดสมุทรสาคร และอีก 3 แห่งอยู่ในจังหวัดนครปฐม เฉลี่ยมีการขยายการลงทุนเพิ่มทุก 7 ปี และคาดว่าจะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯในปี 2562

วัลยา กล่าวว่า สำหรับตลาดของดีสโตนสัดส่วนการส่งออก 70% เข้าสู่ตลาดโลกตั้งแต่ปี พ.ศ.2526 ประเทศที่ส่งออกมากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา สินค้าได้การรับรองคุณภาพทั้งจากอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียเราเป็นที่ยอมรับอย่างสูง สินค้ากลุ่มหลัก คือ ยางรถยนต์นั่ง ภายใต้ 2 แบรนด์ คือ deestone และ thunderer โดยเป็นคนละกลุ่มลูกค้า คนละช่องทางจัดจำหน่าย

ส่วนอีก 20% เป็นสัดส่วนภายในประเทศ โดยมองว่าตลาดในประเทศยังคงเป็นของ นิว จ็อบเบอร์ คือ ตลาดกลางที่สรรหาสินค้าที่มีคุณภาพดีเยี่ยม แต่ราคายุติธรรม ปัจจุบันเรามีจำหน่ายผ่านตัวแทนร้านขายยางทั่วไป ซึ่งมั่นใจว่าจากวันนี้ไปคนที่บริโภคข่าวจะเริ่มมองหา แม้ว่าการแข่งขันตลาดยางล้อจะสูงมาก วัลยา บอกว่า ไม่หนักใจ เนื่องจากดีสโตนไม่ได้สู้กับใคร เราสู้กับตัวเราเองมาตลอด ตลอดเส้นทางการเติบโตของดีสโตนไต่มาจากการแข่งขันกับตัวเอง ถือว่าเป็นการชาเลนจ์มาก แล้วเราต้องทำให้อยู่รอดจริง ๆ ซึ่งการแข่งขันกับตัวเองแบบนี้จะนำไปสู่การรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ตลอดเวลา

“ที่จริงตลาดล้อในปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมากอยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่มีผู้ประกอบการจีนเข้ามา เนื่องจากประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยางพาราที่ใหญ่สุด เป็นประเทศที่เหมาะสมที่สุดที่จะผลิตยางล้อ เพราะฉะนั้นจะมีคู่แข่งเข้ามา มีโรงงานเข้ามาตั้งเยอะ กลายเป็นเรื่องดีสำหรับผู้บริโภคที่จะได้เปรียบในเกมนี้ และในส่วนของดีสโตนเอง เราพยายามที่จะเสริมสร้างฐานของเราให้เข้มแข็ง ในการทำการตลาด ต้องมีฐานลูกค้าที่เหมาะสม เข้มแข็ง และมีสินค้าที่คุณภาพดีเข้ามานำเสนอ”

ด้วยมาตรฐานต่าง ๆ วันนี้ดีสโตนเป็น 1 ในบริษัทคนไทยที่ได้รับคัดเลือกจากการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ในการร่วมมือสร้างแบรนด์ยางล้อประชารัฐ หลักการคร่าว ๆ คือ การพยายามสรรหายางล้อที่ผลิตโดยคนไทย และรับประกันคุณภาพโดยการยางแห่งประเทศไทย แล้วเอามานำเสนอให้ผู้บริโภคคนไทยได้ใช้สินค้าที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยคนไทยในราคายุติธรรม ภายใต้แบรนด์ TH-TYRE ซึ่งถือเป็นโคแบรนด์ร่วมกันระหว่าง ดีสโตน ไทย ไทร์ และ กยท. ปัจจุบันสินค้าทั้งหมดมี 8 รุ่นที่นำเสนอในตลาด และขณะนี้ กยท.อยู่ระหว่างสำรวจความต้องการของผู้บริโภคเพื่อที่จะนำเสนอสินค้าให้ครบทุกประเภท

“กยท.พอใจมาตรฐานและความสามารถในการผลิตของดีสโตนที่ครอบคลุมสินค้าได้ทุกเซ็กเมนต์ จากการร่วมมือครั้งนี้ เราเล็งเห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงที่เราจะเข้าไปถึงตลาด เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคที่เราอาจจะยังมีช่องว่างที่เราเข้าไม่ถึง โดยเฉพาะเกษตรกร หรือ สหกรณ์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กยท. เพราะเราก็อยากให้ทางผู้บริโภคเล็งเห็น และอยากโปรโมตให้ตลาดโลกได้รู้ว่า เรามีสินค้าที่เป็นแบรนด์ชั้นนำในประเทศไทย”

วัลยาบอกอีกว่า จากนี้ไปจะเห็นการทำตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแผนการทำ พี.อาร์. แผนการขยายงาน และจะเริ่มเห็นว่าเราได้ทำธุรกิจตัวอื่น ๆ ด้วย แต่ยังเกี่ยวกับยางรถยนต์อยู่ เช่น การเข้าไปพัฒนาจุดจำหน่าย การทำแบรนด์ร่วมกับ TH-TYRE มีจุดจำหน่ายที่ทันสมัยมากขึ้น

ย้ำกันชัด ๆ ว่า ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ของดีสโตนพร้อมแล้ว ที่จะนำทัพบุกหนักตลาดยางล้อ เพื่อสร้างฐานที่แข็งแกร่งก่อนนำเข้าตลาดในอีก 2 ปีข้างหน้า