ดีมานด์เครื่องใช้ไฟฟ้าของภาคธุรกิจต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น หลังเริ่มฟื้นตัวกลับมาจากผลกระทบของโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจท่องเที่ยว โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร ที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน การแพทย์ ค้าปลีก ฯลฯ ที่เริ่มลงทุนเพื่ออัพเกรดบริการและรองรับลูกค้าและนักท่องเที่ยวที่กำลังกลับมา
เป็นสัญญาณบวกให้ค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าเร่งเพิ่มความเข้มข้นในการทำตลาดเพื่อช่วงชิงโอกาสการขายจากกลุ่มลูกค้าองค์กรเหล่านี้ สะท้อนจากภาพความเคลื่อนไหวในการเปิดเกมรุกของค่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ที่มีให้เห็นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา
ตลาด B2B ศักยภาพสูง
“จีรภา คงสว่างวงศา” รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจกลุ่มลูกค้าองค์กรและไอที ภาคพื้นอินโดไชน่า บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพว่า ปีนี้ตลาด B2B ถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจสูง เนื่องจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจกระตุ้นให้ภาคธุรกิจกลับมาลงทุนด้านต่าง ๆ เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขันและรองรับลูกค้า
เช่นเดียวกับดีมานด์การใช้พื้นที่โคเวิร์กกิ้งสเปซ-สตูดิโอ ของบรรดาพนักงานบริษัท ฟรีแลนเซอร์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้หลายธุรกิจยังเริ่มแตกไลน์ธุรกิจใหม่ ๆ เช่น สถานีบริการน้ำมัน ที่หันมารุกค้าปลีก-คาเฟ่ ขณะที่โรงแรมหลาย ๆ แห่งที่เพิ่มบริการด้านสุขภาพ การอัพเกรดให้อาคารสำนักงาน-ศูนย์การค้า ให้กลายเป็น “แลนด์มาร์ก” เพื่อดึงดูดลูกค้า ธุรกิจที่ต้องการเช่าพื้นที่
“เราเห็นสัญญาณการเติบโตมาตั้งแต่ปี 2565 ที่ผ่านมา เช่น จอแสดงผลเชิงพาณิชย์ ที่ภาพรวมเติบโต 44% ขณะที่สินค้าที่ทำยอดขายโดดเด่น คือ จอ LED signage ยอดขายเติบโตถึง 2,000% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่ทีวีเชิงพาณิชย์ (โรงแรม โรงพยาบาล อาคารที่พักอาศัย และการศึกษา) ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 44%”
ผู้บริหารแอลจียังระบุด้วยว่า เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขันของตลาด B2B บริษัทได้ลงทุน 100 ล้านบาท เปิดศูนย์รวมนวัตกรรมและโซลูชั่นทางธุรกิจแบบครบวงจรแอลจี “(LG Business Innovation Center) ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์ เป็นศูนย์รวมสินค้า-โซลูชั่น รวมถึงทีมงานที่เชี่ยวชาญ โดยสินค้าไฮไลต์ อาทิ จอโอแอลอีดีเชิงพาณิชย์แบบโปร่งแสง (transparent OLED) สำหรับติดตั้งที่หน้าต่างรถไฟฟ้า จอ LED แบบโค้ง จอ LED แบบบล็อกที่สามารถนำมาต่อกันให้ได้ตามขนาดที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้สายเคเบิล พร้อมโซลูชั่นตรวจสอบการทำงานจากระยะไกล จอทางการแพทย์ที่ออกแบบมาสำหรับผ่าตัดแบบส่องกล้องหรืออ่านฟิล์มเอกซเรย์ จอ micro LED ขนาด 136 นิ้ว พร้อมระบบเสียง Dolby Atmos & Dolby Vision ตอบโจทย์โครงการที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์-โรงแรม เป็นต้น
คาดว่าในปีแรก ศูนย์ซึ่งเปิดบริการแบบ 24 ชั่วโมงนี้ จะมีกลุ่มธุรกิจองค์กรเข้ามาใช้บริการและขอรับคำปรึกษาประมาณ 2,000 ราย และเมื่อรวมกับอีพีพีโปรแกรม (LG Employee Purchase Program) ที่ให้พนักงานของบริษัทที่เป็นลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าแอลจีราคาพิเศษได้ จะช่วยให้รายได้จากธุรกิจ B2B เติบโตในระดับเลข 2 หลัก และระยะยาวจะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของรายได้รวม
โทเทิลโซลูชั่น ตอบโจทย์ดีมานด์
เช่นเดียวกับซัมซุง ยักษ์เครื่องใช้ไฟฟ้าเกาหลีอีกรายที่ประกาศเดินหน้ารุกลูกค้าองค์กรเข้มข้น โดย “เจนนิเฟอร์ ซอง” ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้จะรุกตลาด B2B เข้มข้นขึ้นกว่าที่เคย ด้วยแนวคิด One Samsung เป็นการเสนอโซลูชั่นแบบครบวงจร (total solution) ที่มีทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า และระบบตรวจสอบ-ควบคุม ผ่านสมาร์ทดีไวซ์ ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและการประหยัดพลังงาน โดยมีสินค้าหัวหอก เป็นเครื่องปรับอากาศ ทั้งรุ่นสปริทไทป์และคาสเซต แบบเดียวกับที่ใช้ในครัวเรือน และแอร์ระบบสำหรับอาคาร เพื่อเจาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นอกเขตกรุงเทพฯ ที่กำลังฟื้นตัวตามการท่องเที่ยว รวมถึงองค์กรธุรกิจและธุรกิจค้าปลีก ซึ่งปัจจุบันมีโครงการในมือแล้ว 2 แห่งคือ โครงการเกรซแลนด์ (Grace Land) ในจังหวัดเชียงใหม่ และโครงการที่อยู่อาศัยของแสนสิริ ย่านกรุงเทพกรีฑา กรุงเทพฯ
ปีนี้ซัมซุงจะมีไลน์อัพสินค้าค่อนข้างครบ ทั้งกลุ่มภาพและเสียง เครื่องใช้ไฟฟ้า แอร์บ้าน-แอร์ระบบ ไปจนถึงสมาร์ทดีไวซ์อย่างมือถือ-แท็บเลตที่คู่แข่งไม่มี ซึ่งตอนนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ-ควบคุมผ่านอินเทอร์เน็ตได้ มีความสำคัญต่อลูกค้าองค์กรมากขึ้น เพราะเมื่อนำระบบอัตโนมัติมาใช้ควบคุมระดับอุณหภูมิ เวลาเปิด-ปิด ฯลฯ จะทำให้ประหยัดพลังงานได้มากขึ้น สอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนที่กำลังมาแรง
“การรุกธุรกิจ B2B จะช่วยให้ปีนี้ ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านระดับพรีเมี่ยมเติบโต 2 เท่า และภาพรวมรายได้จะเติบโตระดับเลข 2 หลักแน่นอน”
ขนสินค้า-นวัตกรรมชิงตลาด
ขณะที่ “วรุตม์ เลขะจิระกุล” ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไปฝ่ายวางแผนธุรกิจ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวไปในเรื่องนี้ว่า เซ็กเมนต์ B2B หรือแอร์พาณิชย์ นับเป็นฐานลูกค้าสำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนถึง 39% หรือประมาณ 1.6 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าตลาดรวมแอร์ปี 2566 ที่คาดว่าจะมีประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาท สำหรับไดกิ้นเอง แอร์พาณิชย์มีสัดส่วนรายได้ถึง 50% จากยอดขายรวม 1,300 ล้านบาท
และปีนี้คาดว่าจะเติบโต 15% จากการชิงโครงการใหญ่ไว้หลายโครงการ เช่น One Bangkok, Forestias ด้วยความพร้อมของสินค้าทั้งแบบฝังฝ้า VRV และอื่น ๆ คาดว่าแอร์แบบชิลเลอร์จะเติบโตถึง 20%
สำหรับพานาโซนิคก็มีความเคลื่อนไหวในการเปิดเกมรุก เพื่อจับมือโครงการอสังหาฯระดับบน ทำตลาดโซลูชั่นเกี่ยวกับที่พักอาศัย โดยเฉพาะด้านคุณภาพอากาศ โดยมีเทคโนโลยี nanoe X ที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของแบรนด์เป็นหัวหอก
นอกจากนี้ พานาโซนิคยังมีแผนจะนำ Ziaino เครื่องยับยั้งเชื้อโรคในอากาศ สำหรับการเจาะกลุ่มสถานพยาบาล โรงพยาบาลสัตว์ ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและเด็กเล็ก โรงเรียน โรงแรม ร้านอาหารสำนักงาน ไปจนถึงฟิตเนส พร้อมสร้างการรับรู้ผ่าน key opinion leaders และใช้สื่อทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ สื่อสารทั้งคุณภาพสินค้าและบริการหลังการขาย
“ฮิเดกิ คิตาซาวะ” ผู้อำนวยการส่วนการตลาดเครื่องปรับอากาศ และฝ่ายขาย B2B บริษัท พานาโซนิค เอ.พี. เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ล่าสุด ได้จับมือกับ บริษัทซื่อตรง พร็อพเพอร์ตี้ นำ Panasonic Complete Air Management System ไปติดตั้งในบ้านในโครงการซื่อตรง พรีเมี่ยม ไอแอม พระราม 2-แสมดำ ในห้องนอนของบ้านทุกหลัง เป็นโครงการนำร่องโครงการแรก และมีแผนจะติดตั้งระบบนี้ในโครงการใหม่ของซื่อตรง พร็อพเพอร์ตี้ รวมถึงโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์อื่น ๆ คาดว่าในปี 2566 จะมีการติดตั้งประมาณ 25 โครงการ รวมทั้งมีแผนจะขยายตลาดไปยังกลุ่มเจ้าของบ้านด้วย
จากความเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนว่า ปี 2566 ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์หรือ B2B จะคึกคักไม่น้อยหน้าตลาดครัวเรือนแน่นอน