ความสำเร็จของธุรกิจผมว่ามาจากคน และการปรับตัวเราเองในองค์กรของเราเอง ไปกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบ ๆ ตัวได้ตลอดเวลา ไม่มีคำว่าสิ้นสุด” ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะทายาทผู้สานต่อการบริหารธุรกิจครอบครัวจากเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี กล่าวในงานสัมมนา “Family Business in the Changing World” ในหัวข้อเรื่อง “The Leapfrog Models of Family Business”
Journey ไทยเบฟฯ
ฐาปนเล่าว่า ปัจจุบันไทยเบฟฯมีธุรกิจอยู่มากมาย พอร์ตโฟลิโอธุรกิจเครื่องดื่ม มีสินค้าครอบคลุมตั้งแต่น้ำ นมถั่วเหลือง ไปจนถึงสุรา และสกอตช์วิสกี้ ซึ่งถือว่ามีความหลากหลายของประเภทสินค้า จุดเริ่มต้นของธุรกิจมาจากคุณพ่อ (คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี) ที่ริเริ่มสร้างธุรกิจครอบครัวเล็ก ๆ ขึ้นมา มีการวางรากฐานเรื่องความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย สามารถเดินทางฝ่าฟันผ่านแต่ละช่วงวัฏจักรเศรษฐกิจมาได้ ค่อย ๆ สร้างการเติบโตขึ้นมาจนกลายเป็นธุรกิจใหญ่
“คำว่าธุรกิจครอบครัว ก็เติบโตมาได้จากน้ำพักน้ำแรง และแรงใจของสมาชิกในครอบครัว”
“ถามว่าจุดเปลี่ยนอะไรทำให้ไทยเบฟฯก้าวข้ามจากธุรกิจเล็กไปเป็นธุรกิจใหญ่ ผมมองว่า capability และ capacity เป็นเกณฑ์ที่สำคัญมาก เพราะหากเราขาดตรงนี้ไป ก็ไร้สมรรถภาพในการแข่งขัน”
ความสำเร็จของธุรกิจ “คน” เป็นปัจจัยสำคัญ ถ้าเรารู้สึกว่าเห็นประโยชน์จากความหลากหลาย และความแตกต่างจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเก่าหรือคนรุ่นใหม่ ผมว่าตรงนั้นเป็นคุณค่าที่มหาศาล อีกความสำคัญหนึ่งก็คือ การปรับตัวเราเองในองค์กรของตัวเราเอง (internal transformation) ไปกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในรอบ ๆ ตัวได้ตลอดเวลา ไม่มีคำว่าสิ้นสุด
ปัจจุบันไทยเบฟฯได้ลอนช์โปรเจ็กต์ Passion 2025 ซึ่งเป็นแผนธุรกิจ 3 ปี ต่อจากโปรเจ็กต์ Mission 2020 โฟกัสเรื่อง transformation มุ่งเน้นเรื่องของ build สรรค์สร้างความสามารถและโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เรื่องของ strengthen เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักเพื่อความเป็นผู้นำของตลาด และเรื่องของ unlock นำศักยภาพของไทยเบฟฯที่มีอยู่มาก่อให้เกิดมูลค่าสูงสุด
“โลกใบนี้กำลังหมุนด้วยสปีดที่รวดเร็ว เป็นเพราะความต้องการของพวกเราทุกคน รวมถึงผม ผู้บริโภคในมิติที่หลากหลาย ที่เป็น smart consumer ที่ต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง รวดเร็วและถูกใจ และมีความคุ้มค่า (value for money) ในราคาที่เหมาะสม ไม่ได้เกี่ยวว่าต้องถูกหรือแพง แต่ต้องคุ้มค่า จึงเป็นความท้าทายของผู้บริหารยุคนี้อย่างมาก”
คำถามที่ไม่ได้ “คำตอบ”
ซีอีโอไทยเบฟฯเล่าว่า ตั้งแต่ผมเริ่มเข้ามาทำงานกับคุณพ่อ ตอนนั้นบริษัทไทยเบฟฯยังไม่ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมได้ถามคุณพ่อว่าทำไมรายละเอียดเรื่องมันเยอะเหลือเกิน ท่านก็ตอบแบบเรียบง่ายว่า “เพราะมีเรื่องให้ทำไง หนุ่ม (ฐาปน) ถึงมาทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะว่าถ้าทุกอย่างเรียบร้อย แล้วก็สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ก็คงไม่ต้องมีหนุ่มมาช่วยทำหรือแก้ไขอะไร” คำตอบเหมือนเรียบง่าย แต่จริง ๆ ก็กำลังใช้งานเราอยู่ และก็เป็นการเตือนสติว่ามันต้องมีเรื่องที่ไม่เรียบร้อย เรื่องที่ไม่สมบูรณ์แบบให้เรามาคิดแก้ไขตลอด
“ช่วงแรก ๆ ในสายตาคุณพ่อ ผมยังทำงานช้า ไม่ทันใจ พอทำงานมาสักระยะหนึ่งเคยถามคุณพ่อว่า ช่วยประเมินผลงานของผมหน่อย ว่าผลงานที่ทำออกมาเป็นยังไงบ้าง จนถึงทุกวันนี้ ถามยังไงก็ไม่เคยได้รับคำตอบ อาจเพราะท่านไม่อยากทำให้เราเสียใจ”
ดังนั้นสิ่งที่ผมทำก็คือ ผมขอประเมินตัวเองด้วย 4 หัวข้อที่ผมคิดขึ้นมาเองคือ 1.เชื่อใจ 2.มั่นใจ 3.ถูกใจ และ 4.ทันใจ แล้วบอกคะแนนให้พ่อฟัง
สำหรับเรื่อง “ความเชื่อใจ” คุณพ่ออาจจะเชื่อใจผม เพราะรู้ว่าผมเป็นคนตรงไปตรงมา เรียบง่าย มีอะไรก็บอก ตอนผมทำงานแรก ๆ ที่ช้าและไม่ทันใจ ก็ได้เรียนท่านตรง ๆ ว่า ผมกำลังทำงานกับคนรอบตัวผมที่มีอายุ 50 ปลาย ๆ 60, 70 และ 80 ต้น ๆ ขณะตอนนั้นผมอายุแค่ 20 กลาง ๆ ท่านก็บอกว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้ประสบการณ์ แต่ท่านก็เปิดกว้างให้ผมค่อย ๆ สร้างทีมงานคนรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพ
แต่พอมาถึงเรื่อง “ความมั่นใจ” ในตัวผม บางเรื่องอาจแตกต่างกันไปตามสภาวะเหตุการณ์ ผมอาจจะมองเรื่องการเงินและการตลาดได้ดี แต่พอเป็นเรื่องกฎหมายต้องฟังเขาก่อน แสดงว่าความมั่นใจในตัวผมบางเรื่องแตกต่างไปตามสภาวะเหตุการณ์
ส่วน “ถูกใจ” เวลาเราพูดอะไรไป เวลาเรามองท่านเรามองออกจริง ๆ ว่า สิ่งที่เราพูด ถูกใจท่านมากน้อยแค่ไหน เพราะจะมาได้ทั้งน้ำเสียงและทุกสิ่งอย่างที่เป็นการสะท้อนกลับมา
ความเห็นต่างในครอบครัว
“ต้องเรียนว่าผมโชคดีทำงานกับคุณพ่อคุณแม่ ในเรื่องการพูดคุยกับคุณพ่อ ท่านเป็นคนที่รับฟัง แล้วก็เปิดกว้างอยู่เสมอ แต่คมและเร็ว”
“เวลาเกิดการปะทะกัน ในมุมมองที่แตกต่าง เช่นบางสถานการณ์ ผมก็ตอบกับท่านไปว่าจริง ๆ แล้ว ป๊าต้องเลือก เพราะว่าทำแบบผมก็เสี่ยง ไม่ทำอะไรเดินแบบป๊าอย่างนี้ก็เสี่ยง ดังนั้นป๊าต้องเลือกว่า จะเสี่ยงแบบที่ผมรับผิดชอบ หรือจะเสี่ยงแบบที่ป๊ารับผิดชอบ”
“ฐาปน” เล่าว่า จริง ๆ แล้วต้องกลับมาเรื่องของ “ความรับผิดชอบ” (accountability) ซึ่งเกี่ยวโยงกับเรื่องของ “ความเชื่อใจ” (trust) คือ ถ้าผมไม่มี track record ที่ทำให้คุณพ่อพอรู้สึกได้ว่าจะฝากฝังอะไรไว้ได้ ก็คงจะยากในการสื่อสารแบบนั้นได้
ขณะที่เคยถามคุณพ่อว่าอยากให้ปรับตรงไหน อยากให้ช่วยตรงไหนที่น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ท่านค่อนข้างเรียบง่าย บอกว่า “ฉันก็ไม่มีหลักเกณฑ์อะไรในการสอน อยากจะเรียนรู้อะไรก็มีคนเก่ง ๆ อยู่รอบข้างให้ฝึกฝน” เพราะบางคนทำงานมากับคุณพ่อตั้งแต่ผมยังไม่เกิด เรียกได้ว่าเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรักความผูกพันกับบริษัท ซึ่งถือว่ามีใจที่ให้ในธุรกิจครอบครัวของเรา
อ่านความคิดผู้ใหญ่
ฐาปนเล่าว่า บ่อยครั้งเราเป็นรุ่นใหม่ที่เข้ามา อยากจะเปลี่ยนอันนี้ อยากแก้อันนั้น ให้ลองฟังเสียงสะท้อนดี ๆ บางทียิ่งไม่มีเสียงอะไรกลับมาเลย ยิ่งต้องคิดใหม่ เพราะถ้าเกิดผู้ใหญ่เขาเงียบไปเลย ต้องคิดหนักว่าทำไมเขาถึงเงียบนิ่ง “ไม่ใช่เห็นด้วย” เพราะเขามีความจริงใจแล้วรักองค์กร การที่บางทีเราคิดจะเปลี่ยนอะไรมากเกิน ซึ่งเขาก็บอกว่าการเปลี่ยนก็เข้าใจ แต่ถ้าเกิดเปลี่ยนแบบนี้ สะเทือนอะไรมา เขานึกไม่ออกว่าจะลงมาช่วยเรายังไง เพราะเปลี่ยนไปในรูปแบบที่เขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน
เพราะการเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องยากอยู่แล้ว ขนาดตัวเราเปลี่ยนตัวเราเองยังยาก แล้วนี่เราเปลี่ยนให้องค์กร คำถามคือ คนที่อยู่จะพร้อมเปลี่ยนไปกับเราแค่ไหน จะต้องกลับมาเรื่องของการสื่อสาร การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ จะสื่อสารที่ได้ความเข้าใจและการยอมรับ
“เป็นความท้าทายนะ เพราะว่าเรื่องธุรกิจก็เหมือนคล้ายกับการดำเนินชีวิต เมื่อตอนเริ่มต้นใช้คำว่า journey เป็นการเดินทาง การปรับเปลี่ยนหรือการพัฒนา ไม่มีคำว่าสิ้นสุด ก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ แต่เรียนรู้ว่าถ้าเรารู้สึกว่าเห็นประโยชน์จากความหลากหลาย ความแตกต่างจากคนรอบข้าง ผมว่าตรงนั้นเป็นคุณค่าที่มากมายมหาศาล”
ครอบครัว VS มืออาชีพ
“ฐาปน” เล่าถึงวิธีการบริหารขององค์กรไทยเบฟฯในปัจจุบันที่เติบโตมาจากธุรกิจครอบครัวว่า ถามว่าอะไรคือดุลยภาพที่เหมาะสมสำหรับการทำงานของคนที่เป็นสมาชิกในครอบครัว (family member) กับผู้บริหารมืออาชีพ (professional) ประเด็นนี้ผมมองว่าจริง ๆ ไม่ได้มีความแตกต่างกันในเชิงของทักษะ เพราะอย่าลืมว่าสมาชิกในครอบครัวก็ไปศึกษาเล่าเรียนการบริหารธุรกิจมาเหมือนกับผู้บริหารมืออาชีพ
แม้เราอาจจะรู้สึกว่าผู้บริหารมืออาชีพตัดสินใจอะไรเด็ดขาดกว่าสมาชิกในครอบครัว แต่จริง ๆ แล้วมีความละเอียดอ่อนและซับซ้อน (complexity) เรื่องระยะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะสมาชิกในครอบครัว เวลาคิดอะไรจะคิดเรื่องอนาคตยาวกว่าผู้บริหารมืออาชีพ
แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าไม่ว่าจะ professional หรือ family member มีอยู่ประเด็นหนึ่งคือ “ความเชื่อใจ” (trust) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณอา จะเป็นประธานหรือหัวหน้างานต่าง ๆ ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือ คือถ้าไม่มีเรื่องนี้ผมว่า professional ก็อยู่รอดยาก
โมเดลเติบโตธุรกิจไทยเบฟฯ
สำหรับความท้าทายในเรื่องการเติบโตทางธุรกิจ ฐาปนเล่าว่า แน่นอนว่าเราเป็นบริษัทบริหารจัดการอยู่ในตลาดทุน ผู้ลงทุนก็ถามหาเรื่องของผลตอบแทน แต่เราก็ต้องการเติบโตในมิติของความยั่งยืน เป็น sustainable growth ฉะนั้นการสเกลอัพในช่วงเวลาไหน ต้องมองรอบ ๆ แล้วกลับมาถามตัวเราว่า เรามีความพร้อมอยู่มากน้อยแค่ไหน
“นอกเหนือจากมิติด้านการเงินที่พร้อม ต้องถามว่าคนพร้อมแค่ไหนด้วย แผนกลยุทธ์เราก็คิดอยู่บนพื้นฐานที่ฟังมาจากผู้อื่น คนอื่นก็คิดเหมือนที่เราคิด จริง ๆ ก็คิดคล้าย ๆ กัน แต่ก็อยู่ที่ว่า เราคิดอะไรได้แตกต่าง และได้มีโอกาสลงมือทำมากน้อยแค่ไหน”
อย่างในช่วงเวลานี้ ที่ต้นทุนทางการเงินสูงกว่าในอดีตมาก ถามว่าเราจะสามารถลงทุนได้ผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนทางด้านการเงินมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มากหรือไม่ใช่จังหวะ เราอาจจะแค่รักษาสถานะของเราไว้ก่อน เป็นช่วงเวลาดูแลทรัพย์สินและสิ่งดี ๆ มากมายในองค์กรของเรา ที่อาจจะเป็นโอกาสในการ unlock value ทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เราทำมาสร้างประโยชน์หรือเพิ่มมูลค่าก็ได้
“ในเรื่องของการเติบโต ไม่ใช่แค่เรื่องใส่เงินลงทุนตามเท่านั้น แต่ต้องรู้สถานะของตัวเอง รู้สภาพรอบตัว รู้ตลาด เพื่อรู้เขารู้เรา ยากที่สุดจากการที่รู้เขามาแล้ว และรู้เราแล้ว แต่บางทีก็บริหารจัดการตัวเราได้ไม่ดีพอ เพราะการบริหารจัดการตัวเราเองภายในองค์กรเป็นเรื่องยากที่สุด”
ธุรกิจก็เหมือนชีวิต
วันนี้ถ้าธุรกิจรายเล็กและรายกลางอยากจะเติบโต ถามว่าอะไรเป็นประเด็นสำคัญ มุมมองส่วนตัวอาจจะไม่ใช่คำตอบที่ถูกที่สุด แต่ผมมองว่าคือเรื่องของพาร์ตเนอร์ชิปหรือพันธมิตรการค้า จะช่วยทำให้ธุรกิจของเรามีโอกาสโตขึ้นได้ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในทุกมิติ ไม่ว่าจะไซซ์เล็กกับเล็ก ไซซ์กลางกับกลาง หรือไซซ์กลางกับเล็ก เสริมเรื่องเงินทุนให้กัน และร่วมสรรพกำลังก้าวข้ามรูปแบบของการแข่งขันต่าง ๆ ไปได้
“ผมมองว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ จริง ๆ ไม่มีสูตรใด ๆ เพราะธุรกิจโดยส่วนใหญ่เติบโตขึ้นมาจากเล็กไปสู่ใหญ่ แต่สิ่งสำคัญคือ การประคับประคองธุรกิจให้ดีที่สุด เพราะธุรกิจก็เหมือนการดำเนินชีวิตเราที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต” ฐาปนกล่าวทิ้งท้าย