หมอธีระวัฒน์ ชี้งานวิจัยระบุแช่น้ำร้อน 40 องศา ซ้ำ ๆ ช่วยเบาหวาน

หมอธีระวัฒน์

หมอธีรวัฒน์ ชี้งานวิจัยระบุแช่น้ำร้อน 40 องศาซ้ำ ๆ ช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและระดับของอินซูลินในเลือดลดลง

วันที่ 11 ธันวาคม 2566 น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง แช่น้ำร้อน 40 องศาซ้ำ ๆ ช่วยลดเบาหวาน โดยเนื้อหาในโพสต์มีรายละเอียดต่อไปนี้

แช่น้ำร้อน 40 องศา ซ้ำ ๆ ช่วยเบาหวาน

บทความนี้คล้องจองกับที่หมอเคยนำเรียนมาก่อนหน้านี้ ในคอลัมน์สุขภาพหรรษาไทยรัฐ ที่ว่าอบร้อนเซาน่า สมองใส ทั้งนี้ โดยที่ความร้อนขนาด 50 องศาขึ้นไปโดยที่มีความชื้นอยู่ด้วย ที่เรียกว่าเป็น wet heat มีความสามารถที่ทำให้โรงพลังงานของเซลล์คือไมโตคอนเดรียสามารถที่จะคลายกระจุกของโปรตีนบิดเกรียวที่เป็นพิษต่อเซลล์ และถ้าแก้ไขไม่ได้จะมีผลที่ทำให้โรงพลังงานต้องทำงานหนักขึ้น และเซลล์อายุสั้น

รายงานนี้เป็นการศึกษาในคนที่เป็นเบาหวานชนิดที่สอง โดยจากคณะทำงานนำโดยคุณหมอ Anthony Shepherd จาก faculty of Science and Health, University of Portsmouth ประเทศอังกฤษ ในวารสาร American Journal of physiology (Endocrinology and metabolism) 8 พฤศจิกายน 2023

ที่มาของการศึกษานี้ ก็เนื่องจากว่ามีข้อมูลอยู่พอสมควร ว่าการแช่น้ำร้อนนั้นจะทำให้การควบคุมการใช้พลังงาน น้ำตาลในคนปกติดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยังค่อนข้างจำกัดในคนที่เป็นเบาหวานแล้ว โดยภาวะเบาหวานจะมีลักษณะเฉพาะตัว ก็คือมีการอักเสบในร่างกายทั้งระบบ และมีภาวะดื้อต่ออินซูลินทำให้เกิดสภาพของอินซูลินเกินในเลือดอย่างเรื้อรัง

และมีระดับน้ำตาลสูงลอย ผลของการที่มีน้ำตาลสูงในเลือดอยู่ตลอดทำให้เกิดเป็นโรคของเส้นเลือดฝอยและเส้นเลือดขนาดกลางและใหญ่ และส่งผลให้ระบบอวัยวะทุกส่วนเสียหาย

การรักษาในปัจจุบันมีเป้าประสงค์ก็คือ เพื่อเพิ่มภาวะไวต่ออินซูลินให้ดีขึ้น เพื่อทำให้การควบคุมน้ำตาลดีขึ้น ซึ่งต้องมีกระบวนการของการออกกำลัง การควบคุมการกินอาหาร และการใช้ยาชนิดต่าง ๆ แต่ที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ก็คือคนป่วยไม่สามารถควบคุมการบริโภคอาหาร และไม่สามารถที่จะออกกำลังได้อย่างสม่ำเสมอ และการใช้ยาก็จะมีปริมาณ ชนิดและขนาดมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งจะมีผลข้างเคียงตามมา

ผลของการแช่น้ำร้อนเป็นระยะเวลานาน ยกตัวอย่างเช่น ปฏิบัติเป็นเวลา 12 อาทิตย์ในหนูทดลองปรากฏว่าทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและระดับของอินซูลินในเลือดลดลง ทั้งเมื่อวัดหลังอดอาหารและหลังให้อาหาร และทำให้ภาวะไวต่ออินซูลินดีขึ้น

ซึ่งการแช่น้ำร้อนดังกล่าวยังได้ผลเช่นกันในผู้ใหญ่ที่อ้วน แต่ไม่ได้เป็นเบาหวานโดยการแช่น้ำร้อน 10 ครั้งในช่วงระยะเวลาสองอาทิตย์หรือสามครั้งต่ออาทิตย์เป็นเวลาหกอาทิตย์

การศึกษาที่ผ่านมาในคนที่เป็นเบาหวานแล้วนั้น เท่าที่มีรายงานโดย Hooper และคณะจะแช่น้ำร้อนเป็นเวลา 30 นาทีถึงระดับลึกถึงหัวไหล่ทั้งหมด 18 ครั้งในช่วงระยะเวลาสามอาทิตย์และพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดทั้งอดอาหารและค่าน้ำตาลสะสมลดลง

ดังนั้น ในการศึกษานี้จะเป็นการพิสูจน์ว่าดีจริงหรือไม่ โดยการแช่น้ำร้อนซ้ำ ๆ และวิเคราะห์ที่ละเอียดมากขึ้น ทั้งอดอาหาร และหลังอาหาร ถึงภาวะความไวต่ออินซูลิน ภาวะการอักเสบและจะมีผลต่อ eHSP70 (extra cellular heat shock protein 70) และอัตรา การเผาผลาญขณะพัก (resting metabolic rate หรือ RMR) หรือไม่

สำหรับกลไกของการแช่น้ำร้อนซ้ำ ๆ นั้น อาจอยู่ที่ความร้อนอาจจะสามารถลดภาวะการอักเสบเรื้อรังโดยเพิ่ม heat shock protein 72 ในเนื้อเยื่อไขมันซึ่งมีผลในการลด inflammatory transcription factors และกระตุ้นให้มีการใช้กลูโคสมากขึ้นจากอินซูลิน ทั้งนี้ โดยที่พิสูจน์แล้วว่าในภาวะเบาหวานนั้นจะมีระดับของ heat shock protein ในเซลล์ต่ำ และเกิดเป็นกระบวนการอักเสบจนถึงดื้ออินซูลินตามลำดับ

การได้รับความร้อนในลักษณะนี้ ยังเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในกล้ามเนื้อ และทำให้มีการเพิ่มของ endothelial nitric oxide synthase ในเส้นเลือดและทั้งในเส้นเลือดฝอยซึ่งมีผลดีต่อการลดการอักเสบตลอดจนเพิ่มความไวต่ออินซูลิน

และการได้รับความร้อนซ้ำ ๆ อยู่เป็นระยะเวลานาน จะกระตุ้นให้มีปริมาณน้ำในกระแสเลือดเพิ่มขึ้น เหมือนกับการฝึกฝนการออกกำลังให้ทนขึ้น มีภาวะอัตราการเผาผลาญขณะพักลดลง และช่วยในการควบคุมน้ำหนักและประสิทธิภาพของการทำงานของหัวใจและปอด

ในการศึกษานี้การแช่น้ำร้อนคือการใช้อุณหภูมิของน้ำที่ 40 องศา แช่เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ โดยวัดอุณหภูมิของร่างกายทางทวารจะอยู่ที่ 38.5 ถึง 39 องศา และทำซ้ำ 8 ถึง 10 ครั้งภายในระยะเวลาช่วง 14 วัน

การศึกษามีผู้ที่เป็นเบาหวานทั้งหมด 14 ราย โดยที่ไม่มีโรคของเส้นประสาทส่วนปลายอย่างรุนแรง ไม่มีความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้คือเกินกว่า 180 ตัวบน และ 100 ตัวล่าง และไม่มีโรคของเส้นเลือดหัวใจตีบตัน หรือเส้นเลือดสมองตีบตัน และไม่มีภาวะทางหัวใจอย่างอื่นที่จะกระทบกับการศึกษานี้

โดยการศึกษานี้ยังได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการจริยธรรม London Queensquare NHS research ethics committee และ Health research authority และลงทะเบียนใน ClinicalTrials website

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการศึกษาอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 65 ปี และเป็นผู้หญิงและผู้ชายใกล้เคียงกันมีส่วนสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 1.68 เมตร และน้ำหนักตัวเฉลี่ยอยู่ที่ 85 กิโลกรัม โดยดัชนีมวลกายเฉลี่ยอยู่ที่ 30.0 และก่อนที่จะเข้าการศึกษานั้นมีค่าน้ำตาลสะสมเฉลี่ยอยู่ที่ 8.2 และเป็นเบาหวานมานานประมาณ 10 ปี

ทั้งนี้ โดยที่ได้รับยาเบาหวานชนิดต่าง ๆ รวมกระทั่งถึงยาลดไขมันและยาลดความดันด้วย แต่ความดันทั้งตัวล่างและตัวบนอยู่ในเกณฑ์ที่ปกติ

และการวิเคราะห์มีทั้งก่อนและหลังปฏิบัติการค่าที่วิเคราะห์จะทำทั้งภาวะที่อดอาหารมากกว่าหรือเท่ากับ 12 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงหลังจากที่ให้กินกลูโคสในปริมาณ 75 กรัม ซึ่งกระบวนการศึกษาวิจัยการแช่น้ำร้อน การควบคุมอุณหภูมิจนให้อุณหภูมิในแกนในของร่างกายจากการวัดทางทวารอยู่ในมาตรฐานและการมอนิเตอร์ต่าง ๆ นั้นสามารถหาอ่านรายละเอียดได้ในวารสารฉบับดังกล่าว

ผลที่ได้รับจากการแช่น้ำร้อนดังกล่าวซ้ำ ๆ ในช่วง 14 วัน ปรากฏว่าขณะที่อดอาหารภาวะไวต่ออินซูลินดีขึ้น และระดับของอินซูลินในพลาสม่าลดลง แต่ระดับน้ำตาลหลังอดอาหาร ระดับ eHSP70 และ ค่า IL-6 และ -10 กับภาวะไวต่ออินซูลินหลังอาหารระดับน้ำตาลในเลือดและระดับอินซูลินในเลือดไม่ต่างกัน แต่อัตราการเผาผลาญ ขณะพักจะลดลง 6.63% แม้ว่าอัตราของ oxidation ของแป้งและไขมันจะอยู่ในระดับเดิม

ผลของการศึกษาที่แสดงในขณะที่อดอาหาร มีความไวต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น โดยระดับอินซูลินในเลือดลดลงนั้น รวมทั้งทำให้ประสิทธิภาพของการเผาผลาญดีขึ้นหรือมีการลดอัตราการเผาผลาญในขณะพัก แสดงให้เห็นถึงความมีประโยชน์ของการแช่น้ำร้อนดังกล่าว และในอนาคตอาจจะนำไปประยุกต์ใช้ในการเพิ่มสุขภาวะโดยเฉพาะในคนที่เป็นเบาหวาน


แต่ที่ต้องท่องให้ขึ้นใจก็คือ การแช่น้ำร้อน จนกระทั่งถึงการอบเซาน่าอย่างที่ได้เคยกล่าวไปแล้วนั้น แท้จริงเป็นตัวช่วย ที่ต้องปฏิบัติจริงก็คือเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งถ้าอยากที่จะมีชีวิตยืนยาว ไม่เป็นภาระต่อคนอื่น โดยพึ่งตนเองได้ ต้องพยายามเข้าใกล้มังสวิรัติ ลดแป้ง น้ำตาล ของหวาน ขนม กินผัก ผลไม้กากใย ออกกำลัง กรุณาอย่านั่งแฉะแบะ เห็นแดดก็ออกไปตากบ้าง เพราะแดดมีคุณค่าต่อชีวิต ซึ่งไปปรับยีนที่เป็นเทวดาอารักษ์ของเซลล์ต่าง ๆ ให้ยืนยาว