Skip to content

ส่องอีวี ปี 2565 แบรนด์ไหนโดนใจ

19 ก.พ. 2565 | 08:46น.
ส่องอีวี ปี 2565 แบรนด์ไหนโดนใจ

15 ก.พ. 2565 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติส่งเสริมให้เกิดการผลิตการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศ โดยช่วงแรกที่ยังไม่มีการผลิตจริง สามารถนำเข้ามาขายก่อนแล้วค่อยผลิตชดเชยภายหลัง ซึ่งมีรายละเอียดของมาตรการ

ได้แก่ ลดภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% และลดภาษีศุลกากร หรืออากรขาเข้า 40% เช่น ค่ายรถญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันยังเสียภาษีนำเข้าอัตรา 20% จะเหลือ 0% ค่ายรถเกาหลี ปัจจุบันเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 40% ก็จะได้รับการลดภาษีเหลือ 0% ขณะที่ค่ายรถยุโรป ปัจจุบันเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 80% ก็จะได้รับการลดภาษีเหลือ 60%

ขณะที่เงินอุดหนุนการซื้อรถราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ได้ 1.5 แสนบาท (พิจารณาจากปริมาตรแบตเตอรี่มากกว่า 30 kWh) ราคาเกิน 2 ล้านไม่ได้เงินอุดหนุน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการต้องผลิตชดเชยอัตรา 1:1 คันภายในปีแรก หากไม่สามารถทำได้ต้องผลิตชดเชย 1:1.5 คันในปีถัดไปนั้น

ภายใต้มาตรการดังกล่าวมาดูกันว่า “แบรนด์” ไหนได้ประโยชน์สูงสุด

เริ่มจากแบรนด์จีน มีอยู่ 2 ค่าย ได้แก่ “เอ็มจี” ในเครือ ซี.พี. และ “โอร่า” จากค่ายเกรท วอลล์ฯ ที่เข้ามาเทกโอเวอร์โรงงาน GM และเชฟโรเลตเมื่อ 2 ปีก่อน

ทั้งสองแบรนด์มีรถที่เข้าเกณฑ์คือราคาขายปลีกไม่เกิน 2 ล้านบาท เพราะฉะนั้น เข้าทุกองค์ประกอบ

ตัวอย่าง เอ็มจี แซดเอส (อีวี) ราคาขาย 1 ล้านเศษ ๆ ตัวใหม่ที่จะมางานมอเตอร์โชว์ปลายเดือนมีนาคมนี้อาจจะบวกเพิ่มเล็กน้อย

อย่างแรกลูกค้าได้เงินอุดหนุน 1.5 แสน อากรขาเข้าเป็น 0% เท่าเดิม ภาษีสรรพสามิตลดลงอีก 6% คำนวณคร่าว ๆ 5 หมื่นกว่าบาท

ราคารถน่าจะเหลือแค่ 8 แสนกว่าบาท อีกรุ่นเอ็มจี อีพี แหล่งที่มาสินค้าเดียวกัน ราคาใกล้เคียงกัน คำนวณส่วนลดคล้าย ๆ กัน ราคารถน่าจะไม่เกิน 9 แสนบาท

ขณะที่โอร่า กู๊ดแค็ต จากค่ายเกรท วอลล์ฯ ซึ่งมีราคาเริ่มต้น 9.89 แสนบาท ส่วนรุ่นท็อป ราคา 1.19 ล้านบาท

สองรุ่นนี้จะได้เงินอุดหนุน 1.5 แสนบาท ลดอากรขาเข้าไม่เสียแหล่งที่มาสินค้าจากประเทศจีน ภาษีสรรพสามิตที่หายไป 6% ซึ่งผู้ประกอบการน่าจะคิดส่วนลดให้ราว ๆ 5 หมื่นบาท

ดังนั้น โอร่า กู๊ดแค็ต ก็จะมีราคาขายเริ่มต้นเพียง 8 แสนกว่าบาท ไปจนถึงรุ่นท็อปที่ราคาอาจไม่ถึงล้านบาท

ถัดมาแบรนด์ญี่ปุ่น ตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะบิ๊กโตโยต้าเพิ่งประกาศว่า จะส่งแบรนด์ใหม่ bZ (Beyond Zero) รุ่น 4X ลงตลาด

ราคาขายในจีนและญี่ปุ่น ราว ๆ 1.8 ล้านบาท มาบ้านเราเข้าหลักเกณฑ์ทั้งหมด น่าจะได้ส่วนลดเยอะทีเดียว และถ้าผู้บริหารโตโยต้าเลือกรุ่นออปชั่นไม่เยอะ น่าจะทำราคาได้จับต้องง่ายขึ้น

อีกรุ่นที่น่าสนใจมาก ๆ “นิสสัน ลีฟ” จากราคาขายปัจจุบัน 1.5 ล้านบาท หลังจากมีแพ็กเกจสนับสนุน ราคาจะลดลงจากเงินอุดหนุน 1.5 แสนบาทบวกกับต้นทุนผู้ประกอบการที่หายไปอีก ทั้งอากรขาเข้าที่เป็นศูนย์ จากเดิมที่เคยเสีย 20% (ของราคารถ) ประเมินคร่าว ๆ ราว 1.5 แสนบาท บวกกับภาษีสรรพสามิตอีก 6% คิดจากราคาหน้าโรงงานราว ๆ 6 หมื่นบาท

รวมกัน 3 ตัว เท่ากับ 1.5 แสนบาท+1.5 แสนบาท+6 หมื่นบาท ดังนั้น ราคาขายนิสสัน ลีฟ จะเหลือประมาณ 1.2 ล้านบาท

ส่วนแบรนด์เกาหลี ที่ผ่านมามี “ฮุนได” กับ “เกีย” ที่เคยส่งอีวีลงตลาด ช่วงหลังเงียบไป แต่ทั้งสองแบรนด์ไม่น่ามีแนวโน้มผลิตในประเทศ ประโยชน์จากมาตรการนี้คงไม่ปรากฏ

เช่นเดียวกับแบรนด์ยุโรป ที่ส่วนใหญ่ราคาขายเกิน 2 ล้านบาท เงินอุดหนุนผู้ซื้อไม่มีแน่ ส่วนผู้ประกอบการได้แค่ลดภาษีนำเข้า 20% หากราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท

กลุ่มนี้มีเพียง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ดูจริงจังมากที่สุด และประกาศขึ้นไลน์ผลิต EQS ในปีนี้

ขณะที่แบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู ผู้บริหารแจ้งว่าแหล่งที่มาสินค้ากลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่มาจากจีนไม่จำเป็นต้องผลิตในประเทศก็พอขายได้ ยิ่งกลุ่มลูกค้าหลัก ๆ เป็น “ไฮเอนด์” เรียกว่าถ้าอยากได้ก็พร้อมจ่าย ทั้ง iX3, iX และล่าสุด i4 ราคา 4.5 ล้านบาท ที่เปิดจองช่วงวันวาเลนไทน์ 16 คัน ใช้เวลาไม่นานก็ต้องปิดรับจองทันที

ไม่ต่างจากค่ายวอลโว่ ซึ่งรถทุกคันนำเข้าจากจีน ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกรอบ “FTA” ตอนนี้มีให้เลือก 2 รุ่น XC40 และ C40

ราคาจับต้องง่ายจริง แต่กว่าจะได้รถต้องใช้เวลาพอสมควร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รถยนต์ไฟฟ้า EV