อย. เคลียร์ชัด ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm เป็นยาอันตราย ใครควรใช้
หลังจากราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาอันตราย ฉบับที่ 37 ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2569 โดยระบุให้ยาที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์ 5,000 ส่วนในล้านส่วน (5,000 ppm) สำหรับใช้ในช่องปาก เป็นยาอันตราย
ทำให้เกิดความสงสัย และความกังวลในกลุ่มผู้บริโภคว่า ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์จะเป็นอันตราย รวมถึงความสงสัยต่อยาสีฟันฟลูออไรด์ที่ปริมาณสูง จะมีความปลอดภัยหรือไม่ และใครเป็นผู้ใช้งาน
เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ภายหลังมีการประกาศฉบับดังกล่าว พบว่า ผู้บริโภคบางส่วนเกิดความกังวลว่าฟลูออไรด์ในยาสีฟันอาจเป็นอันตราย รวมถึงยาสีฟันที่ใช้เป็นประจำอาจได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าว
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จึงขอชี้แจงว่า ยาสีฟันที่ใช้ทั่วไปกับยาสีฟันฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูง 5,000 ppm มีวัตถุประสงค์และการกำกับดูแลแตกต่างกัน ดังนี้
1. ฟลูออไรด์ช่วยป้องกันฟันผุ การแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์อย่างถูกวิธี เป็นวิธีสำคัญในการดูแลสุขภาพช่องปากและเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับทางทันตกรรม
2. ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ไม่เกิน 1,500 ppm จัดเป็นเครื่องสำอาง ประชาชนสามารถเลือกซื้อและใช้ในชีวิตประจำวันได้ตามปกติเพื่อป้องกันฟันผุ โดยประกาศฉบับดังกล่าวไม่ได้เปลี่ยนแปลงการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้
3. ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm จัดเป็นยาอันตราย เนื่องจากมีความเข้มข้นสูง ใช้เป็นทางเลือกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันฟันผุสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากที่ได้รับรังสีรักษา จึงควรใช้ตามความจำเป็นและคำแนะนำของทันตแพทย์หรือเภสัชกร ทั้งนี้ ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการกลืนยาสีฟัน
เลขาธิการ อย. กล่าวต่อไปว่า คำว่า ยาอันตราย เป็นการจัดประเภทยาตามกฎหมาย เพื่อควบคุมการจำหน่ายและส่งเสริมให้มีการใช้อย่างเหมาะสม ไม่ได้หมายความว่าเป็นยาพิษหรือยาที่ห้ามใช้ และไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนทั่วไปเปลี่ยนยาสีฟันที่ใช้อยู่เป็นประจำมาใช้ยาสีฟัน 5,000 ppm และขอยืนยันว่า ยาสีฟันฟลูออไรด์ทั่วไปยังสามารถใช้ดูแลสุขภาพช่องปากเพื่อป้องกันฟันผุได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ย้อนที่มา ทำไมต้องมียาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm ?
ก่อนหน้านี้ แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากข้อมูลผลการสำรวจสุขภาวะช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 9 พ.ศ. 2566 พบว่าประชาชนไทยกว่าครึ่งประสบปัญหาฟันผุทุกกลุ่มอายุ โดยมีความชุกร้อยละ 49.7 ในเด็กอายุ 12 ปี เพิ่มเป็นร้อยละ 61.2 ในวัยรุ่น 15 ปี และร้อยละ 80.9 ในกลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงอายุมีรากฟันผุร้อยละ 29.1 และเพิ่มเป็นร้อยละ 82.4 ในผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง การไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันก่อนวัยอันควร
นอกจากนี้ ผู้ป่วยมะเร็งช่องปากที่ได้รับการฉายรังสีจะมีภาวะน้ำลายลดลง ส่งผลให้เกิดฟันผุสูงถึงร้อยละ 74 ภายหลังการฉายรังสีเป็นระยะเวลา 7 ปี
สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ยาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ในระดับทั่วไป 1,000–1,500 ส่วนในล้านส่วน (ppm) ที่มีจำหน่ายในท้องตลาด อาจไม่เพียงพอในการป้องกันฟันผุในกลุ่มประชาชนที่มีความเสี่ยงสูง จำเป็นต้องมีทางเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูงขึ้น
ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์ ดร. พรพจน์ เฟื่องธารทิพย์ ประธานอนุกรรมการฝึกอบรม ราชวิทยาลัยทันตแพทย์แห่งประเทศไทย สาขาทันตกรรมผู้สูงอายุและผู้มีความต้องการพิเศษ เปิดเผยว่า ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดฟันผุสูง
ผลวิจัยจากต่างประเทศ พบว่ายาสีฟันที่มีฟลูออไรด์ความเข้มข้น 5,000 ppm สามารถลดการเกิดฟันผุในฟันแท้ได้ร้อยละ 40–42 เมื่อเทียบกับยาสีฟันฟลูออไรด์ 1,450 ppm อีกทั้งยังช่วยชะลอการลุกลามของฟันผุ รวมถึงฟันผุบริเวณรากฟัน ซึ่งที่ผ่านมา การใช้ฟลูออไรด์ความเข้มข้นสูงมักจำกัดอยู่ในการดูแลโดยทันตแพทย์เท่านั้น
ดังนั้น การมียาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm จึงช่วยเพิ่มโอกาสให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงฟันผุสูงสามารถเข้าถึงการป้องกันฟันผุได้ง่ายขึ้นและต่อเนื่องสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำเตือนให้ใช้ยาสีฟันฟลูออไรด์ 5,000 ppm ภายใต้คำแนะนำของทันตแพทย์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น เพื่อป้องกันผลกระทบอื่นจากการได้รับปริมาณฟลูออไรด์ที่สูงเกิน