เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้ วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
Politics อนุทิน ฝ่าวงล้อม 2 ม็อบ กู้ วิกฤตขาลง รัฐบาล 5 เดือน
วิจัยกสิกรไทย ฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง รอบ ก.ย.ยังไม่ปรับ
Finance วิจัยกสิกรไทย ฟันธงเฟดขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ 1 ครั้ง รอบ ก.ย.ยังไม่ปรับ
Apple เดบิวต์ ‘iPhone Duo’ เขย่าบัลลังก์ Samsung ผู้นำตลาด ‘จอพับ’
Tech Apple เดบิวต์ ‘iPhone Duo’ เขย่าบัลลังก์ Samsung ผู้นำตลาด ‘จอพับ’
ธปท. หนุนเก็บภาษีทองปิดช่องเงินเทา
Finance ธปท. หนุนเก็บภาษีทองปิดช่องเงินเทา
อุตฯ ยานยนต์ ‘รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่’
Automotive อุตฯ ยานยนต์ ‘รักษาฐานเดิม ต่อยอดฐานใหม่’
แบงก์ชาติ หัวหอกสกัดทุนเทา จับมือ 11 องค์กรปิดทาง “ฟอกเงิน”  
Finance แบงก์ชาติ หัวหอกสกัดทุนเทา จับมือ 11 องค์กรปิดทาง “ฟอกเงิน”  
วิกฤตกำลังซื้อ-ธุรกิจดิ้นสู้ รายได้ 3 หมื่น ‘เปราะบางยุคใหม่’
Economic วิกฤตกำลังซื้อ-ธุรกิจดิ้นสู้ รายได้ 3 หมื่น ‘เปราะบางยุคใหม่’
นายกชี้ขาดแอร์พอร์ตลิงก์-EEC CP เดินรถต่อ-ลงนาม MOU ใหม่ 
Economic นายกชี้ขาดแอร์พอร์ตลิงก์-EEC CP เดินรถต่อ-ลงนาม MOU ใหม่ 
โต้ง-บรรจง แท็กทีม 4 หนุ่ม BUS–9214KIDS แชร์มุมมอง ชวนดูภาพยนตร์ “HOPE”
Biz Movement โต้ง-บรรจง แท็กทีม 4 หนุ่ม BUS–9214KIDS แชร์มุมมอง ชวนดูภาพยนตร์ “HOPE”
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (12 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.65% อยู่ที่ 77,140 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (12 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.65% อยู่ที่ 77,140 เหรียญสหรัฐ
ดูทั้งหมด

ผ่อนคลายโควิด-19 ความท้าทายใหม่ของจีน

11 ธ.ค. 2565 | 07:12น.
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

การดำเนินนโยบาย Zero-COVID ของจีน ซึ่งสวนทางกับการเปิดประเทศ-ยกเลิกการตรวจโควิด-19 ของประเทศต่าง ๆ ในโลก ได้ส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันมหาศาลจากประชาชนจีนที่ต้องการอิสระในการเดินทาง การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตตามปกติ หลังจากที่ต้องปิดตัวเอง-ปิดประเทศ มาเป็นระยะไม่น้อยกว่า 3 ปี แรงกดดันดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “กระดาษขาว” แสดงนัยยะสำคัญต่อต้านนโยบาย Zero-COVID และทำท่าจะลุกลามบานปลาย ซึ่งจะเป็นการท้าทายอำนาจของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แน่นอนว่า ไม่มีใครสงสัยถึงความสำเร็จของนโยบาย Zero-COVID ในการรับมือโควิด-19 เมื่อ 2 ปีก่อนที่เชื้อเริ่มแพร่กระจายออกมาจาก เมืองอู่ฮั่น ด้วยการค้นหาผู้ติดเชื้อ แยกตัวออกมา เข้าสถานที่รักษาพยาบาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การกักกันผู้ป่วยอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับ การฉีดวัคซีน “เชื้อตาย” ให้กับคนจีน

ห้ามคนจีนเข้าออกนอกประเทศตัวเอง ส่งผลให้จีนในขณะนั้นสามารถควบคุมการระบาดได้ดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่โลกภายนอกจีนปั่นป่วนเต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดลามไปทุกทวีป

แต่ “โควิด-19” ดูจะเหมาะกับคำจำกัดความที่ว่า “แท้จริงแล้ว เรารู้จักและเข้าใจกลไกของไวรัสชนิดนี้น้อยกว่าที่คิดกันไว้มาก” ด้วยการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ตั้งแต่ เดลต้า จนมาถึง โอมิครอนการติดเชื้อที่เกิดขึ้นและแพร่ไปอย่างรวดเร็ว

ตรงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการต่อสู้กับโควิด-19 เมื่อประเทศฝั่งตะวันตกนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งต้องยอมรับว่า “เหนือกว่าจีน” คิดค้นวัคซีนสังเคราะห์สารพันธุกรรม mRNA ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส อาทิ วัคซีนของ Pfizer-Moderna

ควบคู่ไปกับการพัฒนายาต้านไวรัสใหม่ ๆ ทั้งนำยาสูตรเดิมมาปรับปรุง หรือ ผสมแบบค็อกเทล จนได้ยา Favipiravir-Molnupiravir หรือ ยาฉีด Remdesivir และ ยาในกลุ่ม Lopinavir/Ritonavir พร้อมกับค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า วัคซีนทุกชนิดที่คิดค้นกันขึ้นมานั้น ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้ 100% แต่วัคซีนสามารถป้องกันการป่วยขั้นรุนแรงและลดจำนวนการเสียชีวิตลงได้

ดังนั้นระบบสาธารณสุขภายใต้คำแนะนำของ WHO จึงมีการฉีดวัคซีนเพื่อ “ป้องกัน” ควบคู่ไปกับการใช้ยาใหม่ ๆ ในการรักษาผู้ป่วย พร้อมกับยอมรับความจริงที่ว่า มีคนติดเชื้อโควิด-19 กันอย่างกว้างขวาง เมื่อทุกประเทศ “นอกจีน” ดำเนินนโยบายผ่อนคลายโดยมีกุญแจสำคัญอยู่ที่ความพยายามที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ หรือ ยอมปล่อยให้มีการติดเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้นภายในประเทศ

จนอาจจะเรียกได้ว่า มีคนติดเชื้อไปแล้ว “มากกว่า” จำนวนคนที่ฉีดวัคซีนเพราะ การติดเชื้อคือการได้รับวัคซีนโดยธรรมชาติ

การที่ทุกประเทศดำเนินมาตรการผ่อนคลายและยอมให้มีการติดเชื้ออย่างกว้างขวางก็ด้วยรู้ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันความรุนแรงของโรคได้และเมื่อติดเชื้อไปแล้วยังมี “ยา” ใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ซึ่งแตกต่างจากจีนที่ยังอยู่ใน “ครอบแก้ว” และใช้วิธี “ล็อกดาวน์” ทุกสถานที่ที่พบผู้ติดเชื้อโควิด ด้วยจำนวนคน1,300 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1,200 ล้านคน ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตาย ซึ่งไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อที่รวดเร็วอย่างสายพันธุ์โอมิครอนได้

จากรายงานการติดเชื้อที่ขยับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ค่าเฉลี่ย (7 วัน) อยู่ที่ 1,890 คน พุ่งขึ้นมาถึง 30,551 คน ในต้นเดือนธันวาคมและเริ่มเห็นตัวเลขคนตาย ทำให้จีนยิ่งดำเนินนโยบาย Zero-COVID อย่างเข้มงวดขึ้นไปอีก จน “คนจีน” ทนไม่ไหว ประกอบกับ WHO เองได้ออกมาเตือนว่า ยุทธศาสตร์ที่จีนใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิด เห็นได้จากยิ่งล็อกดาวน์คนติดเชื้อยิ่งเพิ่มขึ้นจนเกิดการประท้วง “กระดาษขาว” ตามเมืองใหญ่ ๆ

ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลจีน ได้ยอม “ผ่อนคลาย” นโยบาย Zero-COVID ลงในระดับหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันจากพลเมืองภายใน ทว่าข้อเท็จจริงที่ว่าคนจีนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย คนสูงอายุยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ) ซึ่งคาดการณ์ว่า อาจจะเสียชีวิตสูงขึ้นนั้น จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ของจีนที่จะบริหารจัดการภายในประเทศของตัวเองอย่างไร ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จีน โควิด-19