ผ่อนคลายโควิด-19 ความท้าทายใหม่ของจีน

Photo by Matthew WALSH / AFPTV / AFP
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : ถวัลย์ศักดิ์ สมรรคะบุตร

การดำเนินนโยบาย Zero-COVID ของจีน ซึ่งสวนทางกับการเปิดประเทศ-ยกเลิกการตรวจโควิด-19 ของประเทศต่าง ๆ ในโลก ได้ส่งผลกระทบให้เกิดแรงกดดันมหาศาลจากประชาชนจีนที่ต้องการอิสระในการเดินทาง การประกอบอาชีพ และการใช้ชีวิตตามปกติ หลังจากที่ต้องปิดตัวเอง-ปิดประเทศ มาเป็นระยะไม่น้อยกว่า 3 ปี แรงกดดันดังกล่าวได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ “กระดาษขาว” แสดงนัยยะสำคัญต่อต้านนโยบาย Zero-COVID และทำท่าจะลุกลามบานปลาย ซึ่งจะเป็นการท้าทายอำนาจของ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง

แน่นอนว่า ไม่มีใครสงสัยถึงความสำเร็จของนโยบาย Zero-COVID ในการรับมือโควิด-19 เมื่อ 2 ปีก่อนที่เชื้อเริ่มแพร่กระจายออกมาจาก เมืองอู่ฮั่น ด้วยการค้นหาผู้ติดเชื้อ แยกตัวออกมา เข้าสถานที่รักษาพยาบาล หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การกักกันผู้ป่วยอย่างเข้มข้น ควบคู่ไปกับ การฉีดวัคซีน “เชื้อตาย” ให้กับคนจีน

ห้ามคนจีนเข้าออกนอกประเทศตัวเอง ส่งผลให้จีนในขณะนั้นสามารถควบคุมการระบาดได้ดีเยี่ยมในเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่โลกภายนอกจีนปั่นป่วนเต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อโควิด-19 แพร่ระบาดลามไปทุกทวีป

แต่ “โควิด-19” ดูจะเหมาะกับคำจำกัดความที่ว่า “แท้จริงแล้ว เรารู้จักและเข้าใจกลไกของไวรัสชนิดนี้น้อยกว่าที่คิดกันไว้มาก” ด้วยการกลายพันธุ์อย่างรวดเร็วจนเกิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ตั้งแต่ เดลต้า จนมาถึง โอมิครอนการติดเชื้อที่เกิดขึ้นและแพร่ไปอย่างรวดเร็ว

ตรงนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการต่อสู้กับโควิด-19 เมื่อประเทศฝั่งตะวันตกนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ ซึ่งต้องยอมรับว่า “เหนือกว่าจีน” คิดค้นวัคซีนสังเคราะห์สารพันธุกรรม mRNA ที่เฉพาะเจาะจงกับเชื้อไวรัส อาทิ วัคซีนของ Pfizer-Moderna

ควบคู่ไปกับการพัฒนายาต้านไวรัสใหม่ ๆ ทั้งนำยาสูตรเดิมมาปรับปรุง หรือ ผสมแบบค็อกเทล จนได้ยา Favipiravir-Molnupiravir หรือ ยาฉีด Remdesivir และ ยาในกลุ่ม Lopinavir/Ritonavir พร้อมกับค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า วัคซีนทุกชนิดที่คิดค้นกันขึ้นมานั้น ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ ๆ ได้ 100% แต่วัคซีนสามารถป้องกันการป่วยขั้นรุนแรงและลดจำนวนการเสียชีวิตลงได้

ดังนั้นระบบสาธารณสุขภายใต้คำแนะนำของ WHO จึงมีการฉีดวัคซีนเพื่อ “ป้องกัน” ควบคู่ไปกับการใช้ยาใหม่ ๆ ในการรักษาผู้ป่วย พร้อมกับยอมรับความจริงที่ว่า มีคนติดเชื้อโควิด-19 กันอย่างกว้างขวาง เมื่อทุกประเทศ “นอกจีน” ดำเนินนโยบายผ่อนคลายโดยมีกุญแจสำคัญอยู่ที่ความพยายามที่จะอยู่ร่วมกับโควิด-19 ให้ได้ หรือ ยอมปล่อยให้มีการติดเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้นภายในประเทศ

จนอาจจะเรียกได้ว่า มีคนติดเชื้อไปแล้ว “มากกว่า” จำนวนคนที่ฉีดวัคซีนเพราะ การติดเชื้อคือการได้รับวัคซีนโดยธรรมชาติ

การที่ทุกประเทศดำเนินมาตรการผ่อนคลายและยอมให้มีการติดเชื้ออย่างกว้างขวางก็ด้วยรู้ว่า การฉีดวัคซีนป้องกันความรุนแรงของโรคได้และเมื่อติดเชื้อไปแล้วยังมี “ยา” ใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาสูง ซึ่งแตกต่างจากจีนที่ยังอยู่ใน “ครอบแก้ว” และใช้วิธี “ล็อกดาวน์” ทุกสถานที่ที่พบผู้ติดเชื้อโควิด ด้วยจำนวนคน1,300 ล้านคน ในจำนวนนี้ 1,200 ล้านคน ได้รับการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตาย ซึ่งไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อที่รวดเร็วอย่างสายพันธุ์โอมิครอนได้

จากรายงานการติดเชื้อที่ขยับสูงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ค่าเฉลี่ย (7 วัน) อยู่ที่ 1,890 คน พุ่งขึ้นมาถึง 30,551 คน ในต้นเดือนธันวาคมและเริ่มเห็นตัวเลขคนตาย ทำให้จีนยิ่งดำเนินนโยบาย Zero-COVID อย่างเข้มงวดขึ้นไปอีก จน “คนจีน” ทนไม่ไหว ประกอบกับ WHO เองได้ออกมาเตือนว่า ยุทธศาสตร์ที่จีนใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิด เห็นได้จากยิ่งล็อกดาวน์คนติดเชื้อยิ่งเพิ่มขึ้นจนเกิดการประท้วง “กระดาษขาว” ตามเมืองใหญ่ ๆ


ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลจีน ได้ยอม “ผ่อนคลาย” นโยบาย Zero-COVID ลงในระดับหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันจากพลเมืองภายใน ทว่าข้อเท็จจริงที่ว่าคนจีนส่วนใหญ่ได้รับวัคซีนเชื้อตาย คนสูงอายุยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น (ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ) ซึ่งคาดการณ์ว่า อาจจะเสียชีวิตสูงขึ้นนั้น จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ของจีนที่จะบริหารจัดการภายในประเทศของตัวเองอย่างไร ท่ามกลางจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น