Market-think : ยิ่งตี-ยิ่งดัง

nose
คอลัมน์​ : Market-think
ผู้เขียน : สรกล อดุลยานนท์

เห็นปรากฏการณ์ “เดี่ยว สเปเชียลซูเปอร์ซอฟต์พาวเวอร์” ที่เกิดขึ้นตอนนี้แล้ว ผมนึกถึงตอนที่ “เดี่ยว 13” เข้าเน็ตฟลิกซ์ครั้งแรก

“เดี่ยว 13” เป็น “เดี่ยวไมโครโฟน” แบบขายบัตรครั้งล่าสุดของ “โน้ต” เมื่อกลางปี 2565

ตามปกติธุรกิจของ “โน้ต” จะเริ่มต้นจากการจัด “เดี่ยวไมโครโฟน”

ขายบัตร และของที่ระลึก

สักพักหนึ่งเขาก็จะวางขาย ดีวีดี

Advertisment

หารายได้อีกรอบหนึ่ง

แต่พอโลกเปลี่ยนไป “ดีวีดี” ขายไม่ได้

ตอนทำ “เดี่ยว 12” เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการใหม่

เปิดให้ดูฟรีทางยูทูบเลยในช่วงวันสงกรานต์

Advertisment

จนเมื่อธุรกิจสตรีมมิ่งเข้ามา ดีลระหว่าง “โน้ต” กับ “เน็ตฟลิกซ์” ก็เกิดขึ้น

เริ่มจากเอาเทป “เดี่ยว” ทั้งหมด คือ 1-12 เข้าเน็ตฟลิกซ์ก่อน

ประสบความสำเร็จมากทีเดียว

จากนั้น “ของใหม่” อย่าง “เดี่ยว 13” ก็เป็นคิวต่อมา

มีการวางแผนประชาสัมพันธ์อย่างหนัก “เน็ตฟลิกซ์” ใช้งบฯพอสมควรทีเดียวเพื่อสร้างการรับรู้และให้คนอยากดูจนสมัครสมาชิก

และทันทีที่ “เดี่ยว 13” ลงจอก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น เพราะเขาอำ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในยุคนั้นแบบยาวเหยียด

ประมาณ 30 นาที

คนฝั่งรัฐบาลก็ออกมาตอบโต้ และที่พีกที่สุด คือ ตอนที่ “ศรีสุวรรณ จรรยา” แจ้งความดำเนินคดีกับ “โน้ต”

เท่านั้นเอง “เดี่ยว 13” ก็กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

“พี่ศรี” กลายเป็น “พรีเซ็นเตอร์” ที่ทรงพลัง ทำให้คนรับรู้ว่า “เดี่ยว 13” ฉายใน “เน็ตฟลิกซ์” โดยไม่ได้ใช้เงินสักบาทเดียว

เกิดกระแสแรงยิ่งกว่าการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ของเน็ตฟลิกซ์หลายเท่าตัว

จากนั้น “โน้ต” ก็ปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างเต็มตัว

เขาไม่จัด “เดี่ยว” แบบขายบัตร

เพราะการจัด “เดี่ยว” แต่ละครั้งเป็นงานยักษ์

งบประมาณมหาศาล

รายได้ของเขาขึ้นอยู่กับจำนวนรอบที่เล่น ซึ่งใช้พลังสูงมาก

เหมือน “โชว์บิซ” ทั่วไป

แต่ถ้ามาทำกับ “เน็ตฟลิกซ์” ก็เหมือนกับการอัดรายการในสตูดิโอ

เล่นแค่ครั้งเดียว

ตัดต่อได้

ใช้พลังงานน้อยกว่าเยอะ

แต่รายรับแน่นอนตายตัว

เป็น “โมเดลธุรกิจ” ที่น่าสนใจมาก

“โน้ต” เริ่มต้นด้วย “ซิทดาวน์ วิท สแตนด์อัพ อุดม แต้พานิช”

เป็นการนั่งสัมภาษณ์โดย “ป๋าเต็ด” ยุทธนา บุญอ้อม และมีคลิปวิดีโอประกอบ

เหมือนสารคดีชีวิต “โน้ต”

ยังไม่เปิดเป็น “เดี่ยว” ตรง ๆ

ยอดคนดูก็ใช้ได้ แต่ยังไม่เปรี้ยง

จนล่าสุดเขาทำในสิ่งที่เขาเชี่ยวชาญที่สุด

“เดี่ยว สเปเชียล ซูเปอร์ซอฟต์พาวเวอร์”

เป็นการจัดเดี่ยวในสถานที่ไม่ใหญ่ เลือกสาว ๆ หน้าตาดีมาดูเพื่อตัดภาพรับ

เป็น “น้ำจิ้ม” เล็ก ๆ

“โน้ต” วิจารณ์การเมือง เล่าเรื่องต่าง ๆ สไตล์ “เดี่ยว”

แต่คลิปที่ตัดมาโปรโมตนั้น เลือกอยู่ 2-3 ประเด็น

เรื่องแรก คือ อำ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร

เรื่องที่สอง ดาราหรือคนมีเงินที่ไปใช้ชีวิตทำนาหรือการเกษตรในต่างจังหวัด

และเรื่องนี้เองที่กลายเป็นกระแส

เพราะ “โน้ต” พูดคำว่า “พอเพียง” เพื่อจิกกัดตัวเองว่าไม่เหมาะกับวิถีแบบนี้

ไม่ได้เอ่ยคำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” หรือ “วิถีพอเพียง”

แต่กระแสโหนต่าง ๆ ก็มาทันที

ส่วนใหญ่ไม่ได้ดู “เดี่ยว” แบบเต็ม ๆ เห็นแค่คลิปโปรโมตก็ลุยเลย

และลงท้ายด้วยแบบเดิม คือ “สนธิญา สวัสดี” และ “ปารีณา ไกรคุปต์” แจ้งความดำเนินคดีกับ “โน้ต”

ที่แรงมาก คือ พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร หรือ “อาเรวัช” นายตำรวจที่โด่งดังในหน้าจอ

ออกมาไลฟ์ด่า “โน้ต” อย่างหนัก

ถึงขั้นจะใช้ความรุนแรง ถอดรองเท้าปา ขึ้นไปตบ หรือยุให้คนเอาหนังสติ๊กยิงหัวนอตใส่หัว “โน้ต”

พอมีคนมาคุยด้วยก็แนะนำให้หาคนมาทำร้ายร่างกาย “โน้ต” โดยเขาจะเป็นที่ปรึกษาให้

เอาแบบตำรวจจับไม่ได้

ก่อนที่จะมาไลฟ์อีกครั้ง ยอมรับว่าไม่ได้ดู “เดี่ยว” ทั้งหมด ดูแค่คลิปโปรโมตเท่านั้น

เหมือนจะขอโทษ แต่ไม่ขอโทษ

จนถึงวันนี้เป็นเวลาไม่ถึง 10 วัน “เดี่ยว สเปเชียล ซูเปอร์ซอฟต์พาวเวอร์” ก็กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์” อีกครั้ง

แรงยิ่งกว่า “เดี่ยว 13”

คนที่ได้ประโยชน์สูงสุดจากเรื่องนี้ คือ “เน็ตฟลิกซ์” ครับ

ไม่ต้องใช้งบฯประชาสัมพันธ์ให้คนอยากดูเลยแม้แต่บาทเดียว

ที่สำคัญ การจุดกระแสนี้ขึ้นมา ทำให้เราเห็น “ความเป็นคน” ของ “คน” ชัดเจนขึ้น

ใครที่ชอบใช้ความรุนแรง

ใครที่ไม่ศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนพูด

และถ้าคนนั้นเป็น “ตำรวจ” คนนั้นจะน่ากลัวมาก

ไม่รู้ว่าที่คุยว่าวิสามัญฆาตกรรมไปหลายคนนั้น เขาได้หาหลักฐานหรือสอบสวนผู้ต้องหาครบถ้วนกระบวนความหรือเปล่า

หรือแค่หมั่นไส้ก็ยิงเลย