การศึกษาตลอดชีวิต
คอลัมน์ : คุยกับเศรษฐา ผู้เขียน : เศรษฐา ทวีสิน
คุยกับเศรษฐาตอนที่แล้ว ผมตั้งข้อสังเกตเรื่องการขยายตัวของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต อีกทั้งยังได้รับการอุดหนุนเชิงภาษีอันเนื่องจากเป็นธุรกิจการศึกษา ที่ผมเห็นว่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติควรมีส่วนในการสนับสนุนการศึกษาในท้องถิ่น หรือมีส่วนร่วมกับโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อให้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีความเป็นธุรกิจน้อยลงและมีบทบาทในฐานะ “ผู้ให้บริการทางการศึกษาแก่ชุมชน” ไปพร้อม ๆ กัน
ผมเชื่อว่าธุรกิจทางการศึกษามีลักษณะร่วมบางอย่างกับธุรกิจการรักษาพยาบาล นั่นคือเป็นธุรกิจที่ต้องให้ความสำคัญกับมิติของความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด
หันมามอง “ความเหลื่อมล้ำ” ในระบบโรงเรียนไทยบ้าง ผมมองว่าการลดความเหลื่อมล้ำในระบบโรงเรียนไม่ได้แปลว่าเราต้องทำให้ทุกโรงเรียนกลายเป็นเตรียมอุดมหรือกำเนิดวิทย์เหมือนกันไปหมด เพราะคำว่าความเท่าเทียมไม่ได้แปลว่า “เหมือนกัน”
ตรงกันข้ามเราควรมีระบบโรงเรียนและการศึกษาที่หลากหลาย มากพอที่จะตอบโจทย์ประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่จุดสูงสุดของความสำเร็จทางการศึกษาไม่ใช่การจบปริญญาตรี โท เอก เท่านั้น แต่คือทักษะเพื่อความสามารถในการแสวงหาความรู้ และยกระดับทักษะความสามารถของตัวเองไปตลอดชีวิต
ผมยังเชื่อว่าการศึกษาที่สำคัญที่สุดคือ ความรู้พื้นฐานที่เด็กจะได้รับในช่วงประถมไปจนถึงมัธยมต้น
ถ้าอ่านหนังสือไม่คล่อง แปลว่าขาดทักษะในการแสวงหาต่อยอดความรู้ด้วยตนเองจากการอ่าน
ถ้าพื้นฐานความรู้คณิตศาสตร์อ่อนแอ แปลว่าทักษะในทางตรรกะย่อมอ่อนแอตามไปด้วย
ถ้าพื้นฐานความรู้วิทยาศาสตร์ไม่แน่น แปลว่าทักษะการตั้งคำถาม สงสัย และความพยายามจะค้นหาความจริงก็อ่อนแอตาม
3 ทักษะนี้คือองค์ความรู้พื้นฐานที่เด็กจำเป็นต้องมี เพื่อที่ว่าแม้เขาจะไม่อยู่ใน “ระบบการศึกษา” อีกต่อไปแล้ว เขาจะมีเครื่องมือในการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้งเมื่อเขาพร้อม
ใช่ครับ ผมกำลังพูดในสิ่งที่เชยที่สุด นั่นคือการศึกษาที่แท้จริงหมายถึง “การศึกษาตลอดชีวิต”
วิชาภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ในชั้นประถม ไม่ใช่แค่เรื่องความถนัด แต่เป็นทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต้องมี
รัฐบาลต้องลงทุนและตั้งเป้าให้ชัดเจนว่า เด็กนักเรียนที่ผ่านการศึกษาภาคบังคับอย่างน้อยต้องสามารถเป็น “นาย” หรือมาสเตอร์ 3 ทักษะนี้ให้ได้
ถ้าอ่านเก่ง คำนวณเป็น คิดเชิงตรรกะได้ และมองโลกด้วยสายตาของวิทยาศาสตร์ ต่อให้จบแค่มัธยมต้น ในอนาคตจะต่อยอดไปเรียนทำขนมปังด้วยตนเองจากยูทูบ ยังไงก็หนีไม่พ้นต้องอ่านสูตรได้ คำนวณได้ เข้าใจเรื่องการทดลองและปฏิกิริยาทางเคมีของส่วนผสมต่าง ๆ ในการกลายเป็นขนมปังจากแป้ง จากยีสต์ เป็นต้น
หันมาดูงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการต่อปีประมาณ 3.28 แสนล้านบาท (ข้อมูลจาก TDRI) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับงบประมาณมากที่สุดคือ 2.52 แสนล้านบาท (77%)
ใน 77% นี้ 73% เป็นงบฯบุคลากรคือ 1.84 ล้านบาท โดย สพฐ.มีโรงเรียนใต้สังกัดอยู่มากกว่า 29,000 แห่ง และสำนักงานเขตพื้นที่กว่า 245 เขต มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษากว่า 5 แสน นอกจากนี้ยังมีเงินอุดหนุนเป็นเงินอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี สำหรับนักเรียนอนุบาล 1 จนถึง ม.6 กว่า 6 ล้านคน วงเงิน 3.9 หมื่นล้านบาท (16%)
ถ้าดูจากการจัดสรรงบฯ ผมว่าเรามาถูกทางกันพอสมควร นั่นคือใช้งบฯไปกับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นหลักอยู่แล้ว เพียงแต่สัมฤทธิผลยังค่อนข้างต่ำ ผลการสอบ ONET พบว่านักเรียนกว่า 50% ได้คะแนนไม่ถึงครึ่ง ผลการสอบ PISA พบว่าเด็กไทยขาดทักษะการอ่านและการจับใจความสำคัญ
ถามคนค่อนข้าง “เก่า” แบบผม ด้วยระบบโรงเรียนและกลไกของ สพฐ. ที่มีอยู่มันก็ไม่ได้แย่นักหรอกครับ ขอเพียงแค่ สพฐ.หรือนักการศึกษาอาจต้องกลับมาให้ความสำคัญและทุ่มเทกับการคิด ว่าทำอย่างไรเด็กไทยจะต้องมาสเตอร์ทักษะทางภาษา คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ให้ได้
คำว่ามาสเตอร์ให้ได้ ไม่ได้แปลว่าต้องไปโอลิมปิก แต่หมายถึงมีพื้นฐาน 3 วิชานี้แน่นที่สุด
ลองมาตั้งโจทย์กันใหม่ว่า ทำอย่างไรให้คนจบมัธยมต้นของประเทศไทยสามารถอ่านหนังสืออย่างแตกฉาน มีตรรกะที่ได้รับการปูพื้นจากการเรียนคณิตศาสตร์อย่างถูกวิธี และมีจิตวิญญาณของนักตั้งคำถามที่จะนำไปสู่การแสวงหาคำตอบด้วยตนเอง
ด้วยสามทักษะพื้นฐานนี้ บางคนอาจจะออกไปทำงานตั้งแต่จบ ม.3 บางคนอาจไปเอาดีทางอาชีวะ บางคนอาจเรียนต่อมัธยมปลาย แล้วเบนเข็มสู่การเข้าฝึกงานในสาขาอาชีพที่ตนเองสนใจ บางส่วนเท่านั้นที่จะเลือกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ด้วยทางเลือกที่แตกต่างกัน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ สถานะของครอบครัว แต่สิ่งที่เขาจะมีเท่ากัน คือโอกาสในการประสบความสำเร็จในชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องวัดกันที่ใบปริญญา หรือความสำเร็จของการสอบเข้าโรงเรียนที่ดัง ๆ
นโยบายการศึกษาที่พูดกันมาตลอดอย่าง Lifelong Learning การแจกคูปองให้ไป Upskill Reskill เพื่อเปลี่ยนสายงาน สายอาชีพในโลกที่เอไอมีบทบาทสำคัญ หรือแม้กระทั่งความสามารถที่จะเปลี่ยนอาชีพจากเกษตรกรมาเป็นแพทย์ จากแพทย์ไปเป็นเชฟหรือศิลปิน จากกรรมกรโรงงานสู่การเป็นดีไซเนอร์ จากเด็กเสิร์ฟไปสู่การเป็นบาริสต้า ฯลฯ
อะไรก็เป็นไปได้ หากเราเตรียมเด็กไทยให้อ่านออกเขียนได้จริง ๆ ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ยังไม่ต้องไปคว้าดาวนอกโลก แค่โรงเรียนใกล้บ้านทุกโรงเรียนสามารถสร้างเด็กที่รักการอ่าน มีพื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์แน่น ๆ ขอแค่นี้ ที่เหลือผมว่าเด็กไทยจะกลายเป็นประชากรโลกที่ทำอะไรก็ได้ ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เพราะสามารถต่อยอดความรู้กันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด และนี่คือความหมายของคำว่า Lifelong Learning ที่แท้จริงนะครับ