เปิดประวัติ ดร.วี โชว เยา ประธานกิตติคุณ กลุ่มยูโอบี นายแบงก์ 5 ทศวรรษ

UOB ยูโอบี ดร วี โชว เยา Wee Cho Yaw

เปิดประวัติ ดร.วี โชว เยา ประธานกิตติคุณ และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ กลุ่มธนาคารยูโอบี ยักษ์การเงินสิงคโปร์ กับการเป็นนายแบงก์ 5 ทศวรรษ ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อายุ 95 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 กลุ่มธนาคารยูโอบี แจ้งผ่านช่องทางประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ของธนาคาร ทั้งเว็บไซต์ และช่องทางโซเชียลมีเดีย ระบุว่า ดร.วี โชว เยา ประธานกิตติคุณและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ (Chairman Emeritus and Honorary Adviser) กลุ่มธนาคารยูโอบี ได้ถึงแก่กรรมแล้วในวัย 95 ปี

ธนาคารระบุด้วยว่า ในฐานะนักการธนาคารผู้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล นักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงอันเป็นทีเคารพรักและผู้เป็นเสาหลักของชุมชน ดร.วี มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินกิจการของกลุ่มธนาคารยูโอบี ให้ก้าวสู่การเป็นธนาคารชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย

สำหรับ ดร.วี โชว เยา เกิดเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2472 ในพื้นที่หมู่เกาะจินเหมิน มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เป็นที่รู้จักและยอมรับทั่วโลกในฐานะนักธุรกิจผู้มีวิสัยทัศน์โดดเด่นและกว้างไกล

บทบาทเด่นของ ดร.วี โชว เยา ในฐานะการเป็นนายแบงก์ มีตั้งแต่การเข้าซิ้อกิจการธนาคาร 3 แห่งในประเทศสิงคโปร์ประกอบด้วย ธนาคาร Chung Khiaw Bank ธนาคาร Lee Wah Bank และ ธนาคาร Industrial and Commercial Bank จนนำไปสู่การเข้าซื้อกิจการธนาคาร Overseas Union Bank ในปี 2544 ที่ทำให้ ดร.วี ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักธุรกิจชั้นแนวหน้าของประเทศสิงคโปร์

สำหรับประวัติการทำงาน ดร.วี โชว เยา เริ่มต้นการทำงานสายการเงิน ตั้งแต่ปี 2501 โดยเริ่มต้นจากการแต่งตั้งเป็นเป็นคณะกรรมการธนาคารยูโอบี และทำหน้าที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าของกลุ่มยูโอบีให้เจริญเติบโตขึ้น ดังนี้

พ.ศ. 2501-ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการธนาคารยูโอบี ซึ่งขณะนั้นชื่อ United Chinese Bank ก่อตั้งเมื่อปี 2478 โดย หวี เคียง เฉิง (Wee Khiang Cheng) พ่อของ ดร.วี โชว เยา เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งด้วย

พ.ศ. 2503-ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้จัดการ (ดาโต๊ะ วี เค็ง เชียง ลาออกจากตำแหน่ง)

พ.ศ. 2508-เปิดสาขาในต่างประเทศแห่งแรกในฮ่องกง

พ.ศ. 2514-เข้าถือหุ้นใหญ่ในธนาคาร Chung Khiaw/เปิดสาขาโตเกียว

พ.ศ. 2516-เข้าซื้อกิจการธนาคาร Lee Wah Bank

พ.ศ. 2517-ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการและซีอีโอของ UOB

พ.ศ. 2518-เปิดสาขาลอนดอน

พ.ศ. 2520-เปิดบริษัทตัวแทนในนิวยอร์ก

พ.ศ. 2523-เปิดบริษัทตัวแทนในลอสแองเจลิส

พ.ศ. 2526-เปิดสำนักงานตัวแทนในกรุงโซล

พ.ศ. 2527-เปิดสำนักงานตัวแทนในกรุงปักกิ่ง

พ.ศ. 2528-ขยายธุรกิจในซิดนีย์และเซี่ยเหมิน

พ.ศ. 2529-ขยายธุรกิจสู่แวนคูเวอร์

พ.ศ. 2530-เข้าถือหุ้นส่วนใหญ่ในธนาคาร Industrial & Commercial Bank ในสิงคโปร์

พ.ศ. 2535-เปิดสำนักงานตัวแทนในเวียดนาม/เปิดสำนักงานตัวแทนในไทเป

พ.ศ. 2537-เปิดสำนักงานตัวแทนในย่างกุ้ง

พ.ศ. 2540-รวมบริษัทในเครือของ UOB Malaysia เข้ากับบริษัทในเครือของ CKB Malaysia

พ.ศ. 2541-เปิดสาขาเซี่ยงไฮ้

พ.ศ. 2542-เข้าซื้อกิจการธนาคาร Westmont Bank ในฟิลิปปินส์/เข้าซื้อกิจการธนาคารรัตนสิน ในประเทศไทย

พ.ศ. 2544-เข้าซื้อกิจการธนาคาร Overseas Union Bank ในสิงคโปร์

พ.ศ. 2547-เข้าถือหุ้น 96.1% ในบริษัท ธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) ในประเทศไทย

พ.ศ. 2548-เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของ PT Bank Buana ในอินโดนีเซียเป็น 61.1%

พ.ศ. 2550-ก้าวลงจากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (นาย วี อี เชียง ได้รับการแต่งตั้งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร)

พ.ศ. 2552-เปิดสาขามุมไบ

พ.ศ. 2553-รวม PT Bank UOB Indonesia กับ PT Bank UOB Buana

พ.ศ. 2556-ก้าวลงจากตำแหน่งประธานกรรมการ รับตำแหน่งประธานกิตติคุณและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

พ.ศ. 2558-เข้าซื้อกิจการธนาคาร Far Eastern Bank อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อนับรวมเวลาการทำงาน ตั้งแต่การก้าวขึ้นมาเป็นกรรมการของธนาคาร จนกระทั่งเกษียณจากการเป็นประธานกรรมการ นับรวมเวลาเป็นถึงกว่า 5 ทศวรรษ ในการเป็นทัพหน้าขับเคลื่อนกลุ่มการเงินนี้ให้เจริญงอกเงยขึ้นต่อเนื่อง

ด้วยวิสัยทัศน์วิสัยทัศน์อันแน่วแน่ที่ตั้งอยู่บนความรอบคอบ มีวินัย และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาธนาคารให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทำให้กลุ่มธนาคารยูโอบีเติบโตจากธนาคารที่มีเพียงแค่ 1 สาขาเป็นธนาคารระดับภูมิภาคมีสาขาอยู่ใน 19 ประเทศและเขตการปกครอง และมีสินทรัพย์เติบโตเพิ่มขึ้นจาก 2.8 พันล้านเหรียญสิงคโปร์ เป็น 2.53 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ ภายในปี 2556 (ปีที่เกษียณอายุ)

โดยข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มธนาคารยูโอบีมีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเป็น 5.16 แสนล้านเหรียญสิงคโปร์ และได้รับการจัดลำดับให้เป็นธนาคารที่มีความแข็งแกร่งในระดับสากลจากบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ได้แก่ Aa1 โดย มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และ AA- โดย ฟิทช์ เรทติงส์ และเอสแอนด์พี โกลบอล เรทติงส์

ขณะที่ข้อมูลของฟอร์บส ระบุว่า ดร.วี โชว เยา ได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 50 มหาเศรษฐีของสิงคโปร์ ปี 2566 (2023 Singapore’s 50 Richest) โดย ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2566 ดร.วี โชว เยา มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 7.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ

รางวัลเกียรติยศ ดร.วี โชว เยา

ดร.วี ได้รับรางวัลอันทรงเกียรติมากมาย สะท้อนถึงผลงานและคุณูปการอันเป็นที่ประจักษ์ อาทิ รางวัล Distinguished Service Order (รางวัลวันชาติสูงสุดของสิงคโปร์) รางวัล Asian Business Advisory Council Legacy Award สำหรับสิงคโปร์ และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยาง

ดร.วี ยังให้ความสำคัญของการศึกษาและการตอบแทนสังคม อาทิ การเป็นผู้ก่อตั้ง Singapore Federation of Chinese Clan Associations (SFCCA) ตั้งแต่ปี 2528 ถึงปี 2553 และดำรงตำแหน่งผู้นำของ Hokkian Huay Kuan ตั้งแต่ปี 2515 ถึงปี 2553 ก่อตั้ง Wee Cho Yaw Banking Forum เพื่อเชื่อมโยงระหว่างสิงคโปร์และจีน


และในปี 2558 ธนาคารยูโอบียังได้จัดตั้งกองทุนการศึกษา Wee Cho Yaw Future Leaders Award มูลค่า 50 ล้านเหรียญสิงคโปร์ เพื่อช่วยให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เด็กนักเรียนด้อยโอกาส