สมคิด ไม่ได้ ส.ส. 25 คน ไม่ซีเรียส นายกฯ ต้องมีอำนาจเหนือพรรคการเมือง

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
สัมภาษณ์พิเศษ

“สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” คัมแบ็กสมรภูมิการเมืองไทยอีกคำรบ มีตำแหน่งแห่งหนที่ไม่ปรากฏไว้ในกฎหมายทุกฉบับ-ประธานพรรค ภายใต้เสื้อคลุม “สร้างอนาคตไทย” บ้านหลังที่สอง-ต่อจากไทยรักไทย

ชายวัย 69 คร่ำหวอดแวดวงการเมืองมากว่า 2 ทศวรรษ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กุมบังเหียน-กำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศไทย 4 รัฐบาล 2 นายกฯ ต่างกันสุดขั้ว

รีเทิร์น สู่หัวหน้ารัฐบาล

การเลือกตั้งครั้งหน้า “สมคิด” สมาชิกพรรคสร้างอนาคตไทย เลขประจำตัวสมาชิกที่ 10021971 ไม่ได้กรอกประวัติ-ใบสมัครในตำแหน่ง “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” แต่เป็น “หัวหน้ารัฐบาล” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี

“จริง ๆ ตั้งใจจะเลิกอยู่แล้ว ชีวิตก็เปลี่ยนไป สุขภาพก็ดีขึ้น มีโอกาสได้พัก 2 ปี จากไม่ค่อยมีหลาน ก็มีหลานแล้ว 3 คน มีความสุขตามอัตภาพ”

“แต่แล้วผมก็มีความรู้สึกว่า ดวงชะตาของผมก็เป็นอย่างนี้ ลูกน้องอยากจะทำต่อ ได้ริเริ่มแล้วหลายอย่าง และตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เรื่องหลัก คือ น้อง ๆ ขอ ขอให้ผมมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีให้”

“ทีแรกผมก็ไม่ได้รับปาก ขอเป็นเพียงที่ปรึกษาให้ แต่ดูแล้วทางการเมืองเป็นไปไม่ได้ การมีพรรคการเมืองใหม่ในสมรภูมิอย่างเมืองไทย เป็นไม่ได้เลยที่เราจะอยู่เพียงข้างหลัง”

นอกจาก “ลูกน้อง” จะจัดแจงที่นั่งในพรรคสร้างอนาคตไทย-เก้าอี้บริหารประเทศในทำเนียบรัฐบาลให้เสร็จแล้ว “สมคิด” ยังเป็นคน “ตั้งชื่อพรรค” ด้วยตัวเองกับมือ

“ผมเป็นคนคิดให้เขาเอง เพราะมองว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปลูกหลานไม่มีอนาคตเท่าไหร่ ผมก็อยากจะตั้งชื่อขึ้นมาให้คนเรามีความหวังว่า คุณเลือกเกิดไม่ได้ แต่คุณสามารถสร้างอนาคตได้”

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

สร้างชาติไทยเหนือสิงคโปร์

จาก “คนเดือนตุลา” บินลัดฟ้าจากรั้วธรรมศาสตร์สู่สหรัฐอเมริกา “สมคิด” เขียนคัมภีร์เศรษฐศาสตร์ โดยมี “แรงบันดาลใจ” สร้างประเทศไทยให้เหนือชั้นกว่าสิงคโปร์

Advertisement

“เหรียญมีสองด้าน ไปมองทำไมว่าซ้ายหรือขวา นำจุดดีมาผสมให้เหมาะกับประเทศไทย ชีวิตของผมไม่เคยมองอะไรเป็นสี ผมรู้แต่ว่า อะไรดี มีประโยชน์ อะไรที่ไม่ดีควรหลีกเลี่ยง แล้วจะนำมาใช้ได้อย่างไรเมื่อถึงเวลา”

“คำว่า S-curve ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะนั้น (รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์) เกิดขึ้นขณะที่ผมเรียนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น สหรัฐ”

“สิ่งที่เราเขียนอยู่ขณะนั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในสมองของเรา เมื่อวันหนึ่งเราเข้ามาในรัฐบาลของทักษิณหรือประยุทธ์ เรามีโอกาสใช้สิ่งนี้ ไม่มีอะไรแหวกแนว แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่ในใจเราแล้ว ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”

“สักวันถ้ามีโอกาสจะพัฒนาประเทศเรา ให้เป็นอย่างนี้ และชี้นำทิศทางว่าจะไปทางไหน เอกชนรุกไปข้างหน้า ซัพพอร์ตด้วยนโยบาย เงินช่วยเหลือ ทุก ๆ ด้าน ทำประเทศให้เหนือกว่าสิงคโปร์ คือ ความฝันของเรา”

ถ้าวันพรุ่งนี้ “ฟ้าลิขิต” ให้ “สมคิด” เป็น “นายกฯคนที่ 30” ต้องมาแบกภาระประเทศไทย กู้วิกฤตเศรษฐกิจเฉพาะหน้า-ทุบโต๊ะ 4 เรื่องใหญ่ ค่าเงินบาทอ่อน-เงินเฟ้อสูง-ดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจโลกถดถอย ภายใน 7 นาที

“การแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจแยกส่วนไม่ได้ ต้องเชื่อมกันทั้ง 4 เรื่อง และการตัดสินใจใด ๆ ในนั้น ต้องเป็นการตัดสินใจที่ดูภาพรวมเป็นหลัก”

ก่อนจะขมวดเหลือ 2 บรรทัด และหัวใจของการทะลวงข้อจำกัดทางกฎหมาย ว่า “กฎหมายมีไว้สร้างประเทศ กฎหมายไม่ได้มีไว้ทำลายประเทศ”

“เขามองว่าการเมืองเป็นอย่างไร ฐานะทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ส่อไปถึงอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ความสามารถในการแข่งขันของคุณเป็นอย่างไร การตัดสินใจลงทุนขึ้นอยู่กับความมั่นใจต่างหาก ความเชื่อมั่นในอนาคตต่างหาก”

อัพเกรดบัตรคนจน – OTOP

“สมคิด” มีเวลาอย่างน้อย 180 วัน นับตั้งแต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.มาตรา 68 เริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ นโยบายที่จะนำไปสู่เส้นชัยในการเลือกตั้งครั้งหน้า-สิ่งที่ติดค้างในใจและยังไม่ได้ทำ หรือทำยังไม่สำเร็จ

“นโยบายสวัสดิการประชารัฐเกิดขึ้นได้เพราะเรารู้ว่า คนจนที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีมากมายจริง ๆ เราเรียนรู้จากเมืองจีน เวลาสู้กับความยากจน เขาเริ่มจากจุดนี้ก่อน เขาจะเอาคนที่มีรายได้ต่ำมาก ๆ แล้วบุกไปในแต่ละหมู่บ้าน ไปดูว่าเขาต้องการอะไร ช่วยอะไร เราขีดเส้นที่ 3 หมื่นบาทต่อปี เวลานี้คุณอยู่ไม่ได้หรอก”

“ผมเรียนนายกฯขณะนั้น (พล.อ.ประยุทธ์) ว่า คนเหล่านี้ต้องมีเงินช่วยเหลืออย่างน้อยจำนวนเท่านี้ จริง ๆ ตอนแรก ผมเสนอไป 1 พันบาทต่อเดือน แล้วก็มีการต่อรองเหลือประมาณ 500 บาทต่อเดือน 300 บาทเป็นเงินสด อีก 200 บาทเป็นค่าอะไรก็แล้วแต่ และเรื่องการช่วยเหลือราคาปุ๋ย แก๊ส ลักษณะช่วยคนจน ก็ได้รับการตอบรับ”

“ขณะนั้นเราทำพร้อมเพย์ นี่คือการปฏิวัติประเทศไทย พร้อมเพย์สามารถพาเงินจากรัฐบาลไปในกระเป๋าได้โดยตรง เราจะช่วยเขาได้เท่าที่ศักยภาพของเราเอื้ออำนวย แต่อย่างน้อยเป็นจุดเริ่มต้น และมันจะต้องก้าวต่อไปด้วย”

“ถ้าผมจะใช้ต่อ ผมมีสิทธิใช้ ใครกล้ามาเถียงว่า อันนั้นไม่ใช่ความคิดผม ผมไม่พร่ำเพรื่อ แต่ผมจะต่อยอด ไม่ใช่ยุคนั้นทำแล้ว ยุคนี้ห้ามใช้ ของใครก็แล้วแต่ถ้าเป็นสิ่งที่ดีต้องรักษาไว้ เพราะคนได้ประโยชน์คือประชาชน และไม่ได้เคลมว่า อันนั้นคือของผมนะ อะไรที่ดีเราใช้”

สิ่งหนึ่งที่ “สมคิด” ยังทำไม่สำเร็จ คือ การสร้าง “หมู่บ้านโอท็อป” ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปซื้อสินค้าโอท็อปในหมู่บ้าน เพื่อให้สะพัดอยู่ในหมู่บ้าน ไม่ใช่เอาสินค้าโอท็อปไปขายตามห้างสรรพสินค้า

“เศรษฐกิจฐานราก คือ หัวใจของเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ตึกรามบ้านช่องที่สูงเสียดฟ้า คน 60-70% ของประเทศ มีรายได้อยู่ที่การเกษตร แต่แชร์จีดีพีไม่ถึง 10% พอวิธีการเพาะปลูกเป็นแบบดั้งเดิม อย่างเก่งประกันราคา ประกันรายได้ จนกลายเป็นเครื่องมือหาเสียง”

“ประกันรายได้กับประกันราคาเหมือนกัน ถ้าทำให้สุจริต คือ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอ แต่ถ้าราคาตลาด 1 หมื่นบาท จำนำ 1.5 หมื่นบาท มีโอกาสเจ๊งสูง หรือประกันรายได้ ถ้าคุมไม่ได้ว่ามีที่นาจริง มีเกษตรกรรมจริง คือ เงินรั่วไหล”

ลดภาษีอุ้มคนชั้นกลาง

สิ่งใหม่ที่ “สมคิด” กำลังครุ่นคิด คือ นโยบายช่วยเหลือประชาชน คือ “ภาษี” สำหรับอุ้ม “คนชั้นกลาง”

“คิดไว้แล้ว หนึ่ง สถานการณ์การคลังเราเป็นอย่างนี้ จะเอารายได้มาจากไหน สอง คนจน คนชั้นกลาง ต้องการความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ภาระที่มีอยู่ขณะนี้ มากเกินไหม ควรจะมีงบประมาณมากขึ้นไหมที่จะช่วยเหลือคนชั้นกลางสำคัญ”

“ถ้าคนชั้นกลางอ่อนแอบ้านเมืองพัฒนาไม่ได้ คนรวยจะยอมเสียสละมากหน่อยไหม เพื่อให้สังคมอยู่ได้ก็ต้องปรองดองกัน ดูซิว่าจะทำได้ไหม รอติดตามต่อไป”

“กองทุนหมู่บ้านแต่ละหมู่บ้าน ทำไมไม่เอาสินค้าของจังหวัดหนึ่ง หมู่บ้านหนึ่ง trade across จัดงบประมาณไปดูงานระหว่างกองทุน เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ”

“การช่วยเหลือคนยากจนในขณะนี้สำคัญที่สุด พ่อค้าแม่ค้าไม่มีเงินหมุน ต้องมีเงินเตรียมการช่วยเหลือ เป็นหน้าที่ของธนาคารรัฐ ธนาคารออมสินต้องเตรียมเอาไว้”

“ไม่ได้ต้องการบอกว่ารัฐบาลต้องเก่งกล้าสามารถ เอาแค่ว่า มีรัฐมนตรีที่ใส่ใจ เช่น พลังงานแพงลดไม่ได้จริงหรือเปล่า ค่าไฟ รัฐวิสาหกิจกำไรน้อยปีสองปีได้ไหม เพราะเป็นพื้นฐานของเงินเฟ้อ”

เลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์

“สมคิด” มองข้ามชอตไปถึงวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง 7 พฤษภาคม 2566

“อยู่ที่มือของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย อาวุธที่สำคัญที่สุดของประชาชนก็คือการเลือกตั้ง ต้องเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ต้องคิด การเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์”

“ถ้าสามารถสร้างพรรคการเมืองใหม่ 2 พรรค ที่มีจำนวนพอสมควร และบังเอิญทำให้สมการการเมืองต้องอาศัยพรรคเหล่านี้ การเมืองเปลี่ยนนะครับ”

“แต่ที่สมการการเมืองไม่เคยเปลี่ยน เพราะไม่มีตัวแปรใหม่ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ตั้งนายกฯไม่ได้ เพราะมี ส.ว. 250 เสียง ฉะนั้น ต้องรวม ส.ส. มีพรรคใหม่เข้ามา ความเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดใช่ไหม”

“โครงสร้างการเมืองจะเหมือนเดิม อาจจะสลับตรงที่ว่า บางพรรคมีคะแนนมากขึ้น บางพรรคคะแนนน้อยลง พรรคที่ได้คะแนนมากขึ้นก็จะมีกระทรวงมากขึ้น”

“การบริหารก็จะเหมือนเดิม นายกฯนั่งหัวโต๊ะ แต่อำนาจจริง ๆ อยู่ที่พรรคการเมือง ไปกันคนละทาง ไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ เสนอให้มี ครม.เศรษฐกิจ ให้นายกฯทุบโต๊ะนำทิศทาง สุดท้ายแทนที่จะได้ ครม.เศรษฐกิจ คุณก็ได้มินิ ครม.”

นายกฯ ต้องไม่กลัวการเมือง

“ขอคนที่ไม่ต้องเกรงกลัวการเมืองสักคนได้ไหม การบริหารประเทศให้ไปข้างหน้าได้ ต้องเป็นตัวของตัวเอง ถ้าทำสิ่งที่ถูกต้อง ประชาชนจะเป็นแบ็กให้คุณเอง เสียงทั้งหลายที่นั่งอยู่นั้น ทำอะไรผู้นำไม่ได้หรอก ถ้าเป็นผู้นำของประชาชน ผู้นำก็ให้รู้เรื่องภาพรวมมากหน่อย ถ้าไม่รู้เรื่อง ก็ต้องหาคนที่รู้เรื่องมาแวดล้อม เอาคนที่ฉลาดมีปัญญามาแวดล้อม ทุกอย่างก็เดินได้”

ถ้าไม่มีเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วย จะเดินอย่างไร ก็วนอยู่ในอ่าง ผู้นำต้องสามารถยืนโดยที่ไม่ต้องเกรงการเมือง เพราะบางครั้งคนเป็นผู้นำต้องรู้ว่า อะไรคือความถูกต้องของการพัฒนาประเทศ ดู ลี กวน ยู รู้ว่าทางนี้คือทางพัฒนาประเทศสิงคโปร์ ถ้าได้ ประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะเดินไปข้างหน้าได้เร็ว

เสียงไม่ถึงก็กลับไปเลี้ยงหลาน

“สมคิด” พยากรณ์ดวงชะตาชีวิตตัวเองว่า หากพรรคสร้างอนาคตไทยได้เก้าอี้ไม่ถึง 25 ที่นั่ง-ไม่สามารถเสนอชื่อเป็น “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี”

“ถึง 25 ก็ปวดหัว ไม่ถึง 25 สบาย กลับบ้านเลี้ยงหลาน ไปคิดให้ซีเรียสทำไม ทำดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะเราตั้งใจไว้แล้วว่า จุดประสงค์ของเรา คือ สร้างพรรคการเมืองที่ดี ไม่ใช่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

“ผมตั้งใจว่าผมจะช่วยน้อง ๆ สร้างพรรคที่ดี ไม่ได้ผมก็กลับไปมีความสุขของผม ไม่ต้องมานั่งปวดหัวมีความทุกข์ ทำเท่าที่กำลังเรามี พรรคการเมืองที่ดีต้องเป็นพรรคการเมืองที่เป็นทางสายกลาง เอาคนดี คนเก่งมาทำงาน”

“ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ที่พรหมลิขิตว่าชะตาบ้านเมืองเป็นอย่างไร ถ้าชะตาบ้านเมืองยังไปได้ก็จะมีอะไรบางอย่างให้ไปได้ เราต้องมองดู basic ว่าประเทศเราตอนนี้ต้องการอะไร บางทีประเทศก็ต้องการเวลาหยุดพักบ้าง อย่าทะเลาะกันเลย ระดมคนดี คนเก่งมาทำงาน บ้านเมืองถึงจะสามารถไปต่อได้อีกพักหนึ่ง”

“สมการไม่เปลี่ยนก็กลับบ้าน คุณจะไปแก้สมการ แต่ทำข้อสอบในสมการไม่ได้ แก้โจทย์ไม่ได้ มีทางเดียวก็ส่งข้อสอบ” สมคิดทิ้งท้าย