เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘บี.กริม’ ลุย มาเลย์-เวียดนาม ผุดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มพอร์ตพลังงาน
Economic ‘บี.กริม’ ลุย มาเลย์-เวียดนาม ผุดโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มพอร์ตพลังงาน
ซีพี โฟตอนเร่งศึกษาโครงการรถบรรทุกEV เพื่อการขนส่ง มุ่งสู่ Green Logistics 
EV ซีพี โฟตอนเร่งศึกษาโครงการรถบรรทุกEV เพื่อการขนส่ง มุ่งสู่ Green Logistics 
ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคลายความกังวลต่ออุปทานตึงตัว
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด หลังตลาดคลายความกังวลต่ออุปทานตึงตัว
AiPASS บนเก้าอี้ รมว.ลูกเทพ เปิดใจ “ไชยชนก” ตั้งหลักฝ่าอคติ
Tech AiPASS บนเก้าอี้ รมว.ลูกเทพ เปิดใจ “ไชยชนก” ตั้งหลักฝ่าอคติ
พยากรณ์อากาศ 7 วัน (20-26 ก.ย. 69) ฝนลดลง แต่ยังตกหนักมากบางแห่ง ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
News พยากรณ์อากาศ 7 วัน (20-26 ก.ย. 69) ฝนลดลง แต่ยังตกหนักมากบางแห่ง ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
เมื่อ ‘เควิน วอร์ช’ ขัดใจ ‘ทรัมป์’ ขึ้นดอกเบี้ย ‘ครั้งแรก’ รอบ 3 ปี
World เมื่อ ‘เควิน วอร์ช’ ขัดใจ ‘ทรัมป์’ ขึ้นดอกเบี้ย ‘ครั้งแรก’ รอบ 3 ปี
SET ผนึกรัฐโรดโชว์เล็งเป้า 15 กองทุนตั้งไข่ ‘BOI to IPO’
Finance SET ผนึกรัฐโรดโชว์เล็งเป้า 15 กองทุนตั้งไข่ ‘BOI to IPO’
ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 69,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) ปรับลง 150 บาท รูปพรรณบาทละ 69,700 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (21 ก.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
SET สัปดาห์นี้แกว่ง 1,560-1,620 จุด บล.พาย ชู 5 กลุ่มหุ้นเด่น
Finance SET สัปดาห์นี้แกว่ง 1,560-1,620 จุด บล.พาย ชู 5 กลุ่มหุ้นเด่น
ดูทั้งหมด

เปิดไส้ใน ครม.อนุมัติแก้ไขสัญญาสนามบินอู่ตะเภา-เมืองการบินอีอีซี

06 มิ.ย. 2566 | 14:34น.
อู่ตะเภา

ครม.ไฟเขียวแก้ไขสัญญาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา-เมืองการบินภาคตะวันออก เพิ่มเงินลงทุน 40,000 ล้าน จัดหาแหล่งเงินกู้เงื่อนไขพิเศษ จัดสรรส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐใหม่ เลื่อนการให้บริการ-บำรุงรักษาหากปริมาณผู้โดยสารมีไม่ถึง 5.6 ล้านคน/ปี

วันที่ 6 มิถุนายน 2566 นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงมติคณะรัฐมนตรี (6 มิถุนายน 2566) รับทราบรายงานผลการดำเนินการแก้ไขปัญหาโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (กพอ.)

โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 ตุลาคม 2561 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ลงนามในสัญญาร่วมลงทุนกับ บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น ในรูปแบบ PPP Net Cost และในช่วงปี 2564-2565 เอกชนคู่สัญญาขอใช้สิทธิผ่อนผันตามข้อ 13 ของสัญญาร่วมลงทุน จากความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงกรณีเกิดโรคระบาดที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน เพื่อพิจารณาเหตุผ่อนผัน รวมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหา และสามารถหาข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้

1.การร่วมกันผลักดันการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern Airport City) เห็นควรผลักดันให้มีการลงทุนเพิ่มเติมในส่วนของการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก เพื่อเป็นจุดหมายปลายทางที่มีคุณภาพ มีเอกลักษณ์โดดเด่น และมีความสำคัญในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการเดินทางให้สูงขึ้นได้โดยเร็วและอย่างยั่งยืน

โดยเห็นควรให้เอกชนเพิ่มการลงทุนในการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก (Eastern AirportCity) จากเดิมประมาณ 4,500 ล้านบาท เป็นประมาณ 40,000 ล้านบาท และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ กรรมสิทธิ์ในงานพัฒนาเมืองการบินทั้งหมดจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ

ทั้งนี้ สกพอ.จัดให้มีมาตรการสนับสนุนทั้งด้านภาษีและไม่ใช่ภาษี ในการประกอบกิจการ การทำงาน และการอุปโภคบริโภค และในด้านการบินและโลจิสติกส์ ให้มีผลใช้บังคับและสามารถเริ่มใช้ประโยชน์ในมาตรการสนับสนุนทั้งหมดดังกล่าวได้ภายในระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่เริ่มนับระยะเวลาโครงการ และจะมีการทบทวนพัฒนามาตรการสนับสนุนดังกล่าวทุก ๆ 10 ปี

2.สกพอ.จะใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการสนับสนุนเอกชน คู่สัญญาแก้ไขปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้น เพื่อบรรเทาผลกระทบโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา

สกพอ.จะพยายามอย่างดีที่สุด (Best Efforts) โดยสุจริตภายใต้กฎหมายและ พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 ในการสนับสนุนการจัดหาแหล่งเงินกู้ของเอกชน ในการดำเนินโครงการ ให้ได้เงื่อนไขที่ดีกว่าตลาดของสถาบันทางการเงินเอกชนทั่วไป และใกล้เคียงกันกับโครงการของรัฐที่มีความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันจนกว่าผลกระทบจะสิ้นสุดลง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือของโครงการ

3.การปรับหลักเกณฑ์การพัฒนางานหลักของโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา คู่สัญญาตกลงปรับระยะการพัฒนางานหลักของสนามบินอู่ตะเภา เช่น อาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ศูนย์การขนส่งภาคพื้น การให้บริการภาคพื้นดิน เป็นต้น

จากเดิมกำหนดไว้ 4 ระยะ เปลี่ยนเป็น 6 ระยะ (ขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ระยะที่ 1 จำนวน 12 ล้านคน/ปื ระยะที่ 2 จำนวน 15.9 ล้านคน/ปี ระยะที่ 3 จำนวน 22.4 ล้านคน/ปี ระยะที่ 4 จำนวน 30 ล้านคน/ปี ระยะที่ 5 จำนวน 45 ล้านคน/ปี และระยะที่ 6 จำนวน 60 ล้านคน/ปี) เพื่อให้สามารถรองรับผู้โดยสารของแต่ละระยะสอดคล้องกับประมาณการผู้โดยสารที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยในระยะแรกจะพัฒนาให้งานหลัก มีขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร ไม่น้อยกว่า 12 ล้านคน/ปี และจะลงทุนในระยะถัดไป (ระยะที่ 2-6) เมื่อมีปริมาณผู้โดยสารถึงร้อยละ 80 ของขีดความสามารถในการรองรับของระยะปัจจุบัน โดยโครงการยังกำหนดเป้าหมายให้สนามบินอู่ตะเภารองรับผู้โดยสารในปีสุดท้ายได้ 60 ล้านคน/ปีเท่าเดิม

4.ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ของเอกชนคู่สัญญา คู่สัญญาตกลงให้ปรับหลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ของเอกชนคู่สัญญาในช่วงเวลาตามเงื่อนไข โดยจัดลำดับรายการที่เอกชนคู่สัญญาต้องชำระ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภค ค่าเช่าที่ดินให้รัฐ การชำระคืนดอกเบี้ย และเงินต้นของเงินกู้และส่วนแบ่งรายได้รัฐ เพื่อให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยเอกชนคู่สัญญาสามารถชำระรายได้ของรัฐได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักความเป็นหุ้นส่วนระหว่างรัฐและเอกชน

โดยการจัดสรรรายได้ใหม่ ตามแนวทางแก้ปัญหา ดังนี้ ลำดับที่ 1 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ / ลำดับที่ 2 ค่าเช่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างของรัฐ / ลำดับที่ 3 ชำระดอกเบี้ย+เงินต้น / ลำดับที่ 4 เงินสดสำรองตามมาตรฐานการชำระคืนเงินกู้ / ลำดับที่ 5 ส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ (ร้อยละ 5 ของรายได้) และลำดับที่ 6 ผลตอบแทนให้รัฐเพิ่มเติมตามซองข้อเสนอ+รายได้รัฐที่ค้างชำระ

การบังคับใช้หลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ข้างต้นจะสิ้นสุดเมื่อ (1) จำนวนผู้โดยสารรายปีสะสมที่เกิดขึ้นจริง มีจำนวนเท่ากับการคาดการณ์ปริมาณผู้โดยสารตามข้อเสนอทางด้านเทคนิคของเอกชนคู่สัญญา และ (2) เอกชนคู่สัญญาได้ชำระเงินให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกลำดับการชำระครบถ้วนตามหลักเกณฑ์การจัดสรรรายได้ข้างต้นแล้ว รวมทั้งสถานะทางการเงินของเอกชนคู่สัญญาไม่อยู่ในสถานะผิดเงื่อนไขสัญญาเงินกู้ (No Default) และไม่อยู่ในสถานะที่ผู้ให้กู้เงินเริ่มใช้สิทธิเร่งรัดชำระหนี้เงินกู้

5.การเลื่อนวันเริ่มนับระยะเวลาให้บริการและบำรุงรักษาโครงการ หากมีการก่อสร้างโครงการแล้วเสร็จ แต่ปริมาณผู้โดยสารมีไม่ถึง 5.6 ล้านคน/ปี ให้เลื่อนการเริ่มนับระยะเวลาปีที่ 1 ในปีที่มีปริมาณ ผู้โดยสารต่อปีจำนวน 5.6 ล้านคน โดยช่วงเวลาที่ยังไม่มีการเริ่มนับปีที่ 1 นั้น ให้เอกชนคู่สัญญาชำระค่าตอบแทนรัฐ ดังนี้

(1) ชำระค่าเช่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างแก่รัฐจำนวน 100 ล้านบาท/ปี จากเดิม 820 ล้านบาท/ปี ในช่วง 3 ปีแรกของการให้บริการและการบำรุงรักษาโครงการ และเพิ่มขึ้นทุก ๆ 3 ปี จนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ

(2) ชำระรายได้ของรัฐ 100 ล้านบาท/ปี จากเดิม 1,300 ล้านบาท ในปีที่ 1 และเพิ่มขึ้นในปีถัดไปทุกปีจนสิ้นสุดระยะเวลาโครงการ

(3) ชำระรายได้ของรัฐแก่ สกพอ. เป็นจำนวนเท่ากับกระแสเงินสดคงเหลือ จากการดำเนินโครงการ ภายหลังการชำระดอกเบี้ยพร้อมเงินต้นที่จำเป็นต้องชำระตามสัญญาเงินกู้แล้ว ท้้งนี้ ไม่เกินร้อยละ 5 ของรายได้ที่เกิดขึ้นจริงในปีน้้น ๆ ของเอกชนคู่สัญญา

นายอนุชากล่าวถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการเยียวยาผลกระทบตามหลักการแก้ไขปัญหาข้างต้นว่า นอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการลงทุนในการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาในระยะที่ปริมาณผู้โดยสารยังได้รับผลกระทบ ยังเพิ่มความยืดหยุ่นให้เอกชนคู่สัญญาสามารถดำเนินโครงการได้โดยที่รัฐยังได้รับชำระส่วนที่เป็นรายได้ของรัฐ ตามจำนวนเดิมพร้อมค่าเสียโอกาส

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าผลักดันโครงการให้เป็นจุดหมายปลายทาง (Destination) ในการเดินทางของประเทศไทย และภูมิภาคเอเชีย เพิ่มการจ้างงานในพื้นที่ใกล้เคียงในระยะยาว และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายของโครงการ