Skip to content

เดดล็อกสูตรรัฐบาลขั้วใหม่ “เพื่อไทย” เสี่ยงถูกเท “ภูมิใจไทย” ชิงดำ

05 ส.ค. 2566 | 09:30น.
เดดล็อกสูตรรัฐบาลขั้วใหม่ “เพื่อไทย” เสี่ยงถูกเท “ภูมิใจไทย” ชิงดำ
คอลัมน์ : Politics policy people forum

การโหวตนายกรัฐมนตรีรอบที่ 3 เลื่อนเข้าสู่จุดเดดล็อก จากวันที่ 27 กรกฎาคม มาเป็นวันที่ 4 สิงหาคม และขยับออกไปเป็นหลังวันที่ 16 สิงหาคม 2566

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนพิจารณา คำร้อง กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี (พิธา ลิ้มเจริญรัตน์) ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่สองเป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนําเสนอญัตติซ้ำอีก ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 หรือไม่

“ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ฝ่ายบู๊แกนนำจัดตั้งรัฐบาลประมาณการว่า 1 สัปดาห์หลังจากศาลพิจารณาในวันที่ 16 สิงหาคม (23 สิงหาคม) จะเป็นวันนัดโหวตนายกฯ รอบที่ 3 ส่งผลให้การได้นายกฯคนใหม่อาจต้องใช้เวลายาวกว่าเดือนสิงหาคม

ฝุ่นตลบพรรคร่วม-เพื่อไทย

หลังจากพรรคเพื่อไทย ลงมือฉีกเอ็มโอยู ตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคก้าวไกล และยุติเอ็มโอยู ตอนเลือกประธานสภา และยุติความสัมพันธ์ทางการเมือง

พรรคเพื่อไทย ล็อกเสียงจัดตั้งรัฐบาลไว้ล่วงหน้า ผนึกทั้งขั้วอำนาจเดิม และขั้ว 8 พรรคบางพรรค

ภูมิธรรม ยืนยันมว่า ขอให้รอการเปิดเผย แต่ยืนยันว่ามีเสียงเดิม จากขั้ว 8 พรรค จำนวนพอสมควร และเสียงจากขั้วรัฐบาลเดิม 188 เสียงอีกจำนวนหนึ่ง และจริง ๆ ต้องมีเสียง สว. อีก เพราะขณะนี้เราอยู่ภายใต้วิกฤตของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ที่ต้องได้เสียงเกิน 375 เสียง และเราต้องหาให้ได้ 375 เสียง

“ดังนั้นเราก็ต้องการให้ได้เสียง สส.ให้มากที่สุด และมั่นคง เพื่อจะได้เกิดรัฐบาลที่มั่นคง สามารถบริหารทิศทางการทำงานได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และเราก็อยากได้เสียง สว.ให้มากขึ้น เพราะเราจะเป็นรัฐบาลที่เข้ามากู้วิกฤตได้ ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย และเราจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองคลี่คลายลงไป”

ส่วนพรรคจะมีเสียง 2 ลุง พรรคพลังประชารัฐ หรือ พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือไม่ “ภูมิธรรม” บอกว่า วันนี้อยู่ระหว่างขั้นตอน “แสวงหาความร่วมมือ” ยังไม่ใช่การจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้เรายังคงที่จะแสวงหาความร่วมมือต่าง ๆ แต่เราก็รู้ว่ามีข้อจำกัดและมีสิ่งที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นปัญหาอยู่ เรายืนยันว่าเราคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ และวันที่เราจะแถลงเราจะเปิดเผยให้ทราบชัดเจน”

“เป็นการแสวงหาเสียงสนับสนุนการโหวตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราแยกชัดจากการจัดตั้งรัฐบาล การแสวงหาความร่วมมือที่มากขึ้นนั้น จะทำให้เห็นฉันทามติของการร่วมกันเข้ามาตั้งรัฐบาลต่อไป”

“ส่วนการจัดตั้งคณะรัฐบาล เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องบริหารจัดการ ที่ต้องคำนึงถึงอารมณ์ของประชาชนด้วย” ภูมิธรรมกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าพรรคเพื่อไทย เจรจาพรรคร่วมรัฐบาลเรียบร้อยตั้งแต่วันพุธที่ 2 สิงหาคม รวบรวมกำลังพร้อมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย 1.พรรคเพื่อไทย 141 เสียง 2.พรรคภูมิใจไทย 71 เสียง 3.พรรคชาติไทยพัฒนา 10 เสียง 4.พรรคประชาชาติ 9 เสียง 5.พรรคเพื่อไทรวมพลัง 2 เสียง 6.พรรคชาติพัฒนากล้า 2 เสียง

พรรคเสรีรวมไทย 1 เสียง ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคใหม่ 1 เสียง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 เสียง พรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง พรรคท้องที่ไทย 1 เสียง และพรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมายกมือให้ 22 เสียง จากทั้งหมด 25 เสียง

รวมทั้งหมด 261-263 เสียง เพื่อโหวตเลือกนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย โดยจะต้องหาเสียง สว.เพิ่มอีกประมาณ 110-120 เพื่อการันตีให้ “เศรษฐา ทวีสิน” ได้เป็นนายกฯ

แต่เมื่อการโหวตนายกฯ ถูกเลื่อนออกไป การเจรจาต่อรองจึงเกิดช่องว่าง ทางหนึ่งเปิดช่องให้พรรคเพื่อไทยหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม แต่อีกด้านเกิดเดดล็อก และการต่อรองยังไม่จบ

เพื่อไทยอาจจะหาเสียง สว.สนับสนุนเพิ่มไม่ได้ เพราะล็อกตัวเองเอาไว้แล้วว่า จะเป็นรัฐบาลที่ไม่มีพรรค 2 ลุง รวม 76 เสียง และไม่มีพรรคก้าวไกล 150 เสียง และถูกล็อกจากมือ สว.ที่ขาดอยู่สูงกว่า 100 เสียง

ภูมิใจไทยผงาดกำลังต่อรองสูงสุด

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย “อนุทิน ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรค 71 เสียง ที่ได้รับการทาบทาม ให้มาร่วมแถลงข่าวการันตีเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 2 ในฐานะเป็นพรรคที่ขั้วไหนก็ “ขาดไม่ได้”

“อนุทิน” บอก “เงื่อนไข” ของพรรคภูมิใจไทย คือ การไม่แตะต้อง ม.112 การไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย และไม่ร่วมงานกับพรรคก้าวไกล เงื่อนไขมีแค่นี้ ที่เหลือให้พรรคเพื่อไทยพิจารณาเอง

แต่เงื่อนไขที่แนบท้ายมาด้วยคือ การันตีเก้าอี้รัฐมนตรีกระทรวงเกรด A จำนวน 1 กระทรวง และกระทรวงอื่น ๆ ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วย โดยยึดคติการเจรจาว่าเป็นพรรคที่เขี้ยวในการเจรจา แต่จบคือจบ ไม่มี “งอแง” ภายหลัง

ขณะที่ 71 เสียงของภูมิใจไทย กลายเป็นศูนย์กลางการต่อรองและกุญแจดอกสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลทั้ง 2 ขั้ว ไม่ว่าจะเป็นขั้วพรรค 2 ลุง และขั้วเพื่อไทย

พลังประชารัฐ ตัวเปิด-ตัวล็อก

ขณะที่พรรคลุงป้อม-พลังประชารัฐ ที่ผัดหน้า-ทาปาก รอร่วมหอลงโรงกับพรรคเพื่อไทย โดยมี “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยา-อดีตมือขวา ของมือขวานายทักษิณ เป็นโซ่ข้อกลางคล้องใจต้องแต่งตัวรอเก้อ และยังแตะมือกับ สส.เพื่อไทย อยู่หลายคนโดยเฉพาะสายอีสาน

ที่สำคัญ พรรคพลังประชารัฐ แต่งตั้ง “บิ๊กป๊อด” พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายแท้ ๆ ของ พล.อ.ประวิตร เป็นประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ เป็นการ “เปิดไพ่” จองเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

แม้ว่าระหว่างทางการดีล ทีมธรรมนัส จะพยายามแหกกฎด้วยการอุ้ม สส.ราว 25 เสียง เข้าไปผสมโรงกับเพื่อไทย-สำรองเสียงโหวตให้เศรษฐา เป็นนายกฯ แต่ถูกสอดแนมจากทีมบิ๊กป้อม ถึงขั้นต้องต่อสายถึงแกนนำเพื่อไทยเพื่อเบรกเกม จนธรรมนัสต้องคายเสียง สส.คืนเข้ากลองกลาง ยืนยันเสียงทั้งพรรค 40 เสียง “พรรคลุง” ต้องเป็นขั้วหลัก

รวมไทยสร้างชาติ ตั้งเงื่อนไขสูง

ด้านพรรครวมไทยสร้างชาติ ทันทีที่เอ็มโอยู 8 พรรคถูกฉีก ตั้งแต่หัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรค “เปิดประตู” รอพรรคเพื่อไทย ยกขันหมากมาสู่ขอเข้าร่วมรัฐบาล

“วิทยา แก้วภราดัย” รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ วิเคราะห์สถานการณ์หลังฉากรักร้าวของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลว่า พรรคเพื่อไทยยังหานายกรัฐมนตรีไม่ได้-ไม่พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาล

“ถ้าประเมินโดยสภาพการณ์วันนี้ เขายังไม่พร้อมจะเป็นรัฐบาล ยังไม่พร้อมว่าจะเอาใครเป็นนายกฯ ปัญหาภายในพรรคเพื่อไทยยังไม่จบ และจะเอาใครร่วมรัฐบาลก็ยังไม่รู้”

“ใครมาร่วมรัฐบาลไม่มีแล้ว ลงเอ็มโอยูแล้ว ทำสัญญาเลย การตั้งรัฐบาลจริง ๆ คือ การตกลงสัญญากันจบ ทั้งหลักการ นโยบาย และการจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ แต่ถ้าตั้งนายกฯให้ไป ก็เท่ากับเซ็นเช็คเปล่าไปให้ใบหนึ่ง ไปกรอกใครก็ได้ เกิดเซ็นนายกฯให้เศรษฐาไปแล้วพรุ่งนี้ไปตั้ง ครม.กลายเป็นก้าวไกลหมด เขากลัวกันอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ใครจะไปตั้งรัฐบาลกับใคร คุณไปทำสัญญากับเขาให้จบ”

วิทยา รัฐบาลกับพรรคการเมืองและมีนโยบายอย่างไรในการตั้งรัฐบาล ดังนั้นการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจึงเกิดขึ้นไม่ได้

“วิทยา” ชี้ความเหมือน-ความแตกต่างของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คน คนที่ 1 นายเศรษฐา ทวีสิน คือ คนที่เสนอตัวและประกาศที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

“แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหา คือ เศรษฐาเป็นคนที่โคจรเข้ามาในพรรคเพื่อไทยก่อนการเลือกตั้งมาเป็นนายกฯ ไม่เคยปฏิสัมพันธ์กับฐานคะแนนหรือคนของพรรคเพื่อไทยสักคน”

คนที่ 2 นายชัยเกษม นิติสิริ คือ คนที่อยู่กับพรรคเพื่อไทยมายั่งยืน-ยาวนาน มีความใกล้ชิดกับสมาชิกพรรคเพื่อไทยทั้งหมด “ภาษีดีกว่าเศรษฐา” แต่ข้อเสียคือ สุขภาพไม่ได้

คนที่ 3 อุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร คือ ทายาทของนายทักษิณ ซึ่งควรจะได้เป็น แต่ครอบครัวยังไม่พร้อม

ถามว่า สุดท้ายแล้วหวยจะออกที่ใคร เขาฟันธงว่า “ชัยเกษม” เพราะ “นายทักษิณเคยใช้บริการน้องเขย (สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม) ข้อดีคือไม่ชอบทำผิดกฎหมาย-ไม่กลัวกฎหมาย ขณะเดียวกันก็กล้า ๆ กลัว ๆ ไม่หวือหวา ถ้าใช้แบบนายเศรษฐาก็ให้นึกถึงหน้านายสมัคร สุนทรเวช คุมไม่ได้ แต่ถ้านึกถึงอุ๊งอิ๊ง ต้องนึกถึงหน้าของคุณหญิงพจมาน” เขาวิเคราะห์ตามรูปการณ์

“วิทยา” วิเคราะห์ไหลไปตามสถานการณ์ว่า “แต่ถ้าไหลจากนายชัยเกษมก็คือนายอนุทิน พล.อ.ประวิตรหลังนายอนุทิน”

ประชาธิปัตย์ แก้ข้อบังคับผูกร่วมรัฐบาล

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มี สส.ปาร์ตี้ลิสต์-อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างน้อย 3 คนที่ “งดออกเสียง” เลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติ บรรทัดฐาน และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์

ไม่ว่า 25 สส.ส่วนใหญ่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อไทย “มัดจำ” ร่วมรัฐบาล แต่อาจจะกลายเป็นการ “โหวตฟรี” เพราะต้องลุ้นมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค “ชุดถาวร” 65 คน แบ่งออกเป็น “กก.บห.ชุดใหม่” 40 คน กับ 25 สส.

ประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี-ร่วมรัฐบาลหมดทั้งพรรค หรือ “ครึ่งพรรค” แต่หลังจากเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่-คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังวันที่ 6 สิงหาคมนี้ ภายใต้แนวทาง นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ระบุจุดยืนพรรคคือ

  1. ไม่สนับสนุนพรรคที่แก้ไขมาตรา 112
  2. ต้องไม่มีพรรค ก.ก.
  3. ไม่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย
  4. พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหาทางออกให้ประเทศชาติ เพราะผ่านมา 80 กว่าวันแล้ว ยังไม่มีนายกฯ
  5. หากพรรคแกนนำตั้งรัฐบาลมีจุดยืนเช่นเดียวกับพรรค การพูดคุยอาจเกิดขึ้นได้
  6. มีเงื่อนไขที่พอคุยได้กับ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย

แกนพรรคจึงคาดการณ์ว่า หากต้องร่วม-หรือไม่ร่วมรัฐบาล ต้องมีการแก้ไขข้อบังคับ เพื่อให้ที่ประชุม สส.และ กก.บห. ตัดสินใจ

ย้อนกลับไปหลังการเลือกตั้ง 62 ที่พรรคประชาธิปัตย์ตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค-สส.ของพรรค มีมติเข้าร่วมรัฐบาล 61 ต่อ 16 เสียง นำไปสู่การประกาศลาออกจาก สส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะ 1 โหวตมีราคาที่ต้องจ่าย

ก้าวไกล เชื่อ เศรษฐาเจอด่านหิน

ขณะที่แหล่งข่าวพรรคก้าวไกล คู่แค้นในลู่ของพรรคเพื่อไทย เชื่อว่า การโหวตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก โดยปกติแล้วอย่าคิดว่าเขาเกลียด เขากลัวแค่พรรคก้าวไกล แต่พรรคเพื่อไทยฝ่ายอนุรักษนิยมเขาก็ไม่ชอบ แต่เมื่อมีพรรคก้าวไกลเข้ามา เขาก็ต้องหันไปร่วมมือกับพรรคเพื่อไทย

แต่เมื่อไม่มีพรรคก้าวไกลแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญ เลื่อนการพิจารณาญัตติข้อบังคับการประชุมรัฐสภาที่ 41 ออกไป คนที่อกหักอาจเป็น “เศรษฐา ทวีสิน” เพราะไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับคำร้อง ก็ต้องมีการคัดค้านจาก สว. จากสังคมภายนอก แล้วจะแน่ใจได้ไงว่าเศรษฐาจะได้เป็นนายกฯ ในเมื่อยังมีข้อครหา สุดท้าย เกมการโหวตนายกฯ เกมนี้อาจเคลื่อนไปถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

ไม่ควรลืมว่าพันธะ ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยเชิญแกนนำคนสำคัญของ พรรค 2 ลุง ไปเหยียบถึงที่ทำการพรรค พร้อมปรากฎตัวต่อสื่อมวลชนไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ย่อมเป็นภาระและต้นทุนที่พรรค 2 ลุงไม่ยอมจ่ายฟรี นาทีนี้ การโหวตนายกฯ รอบ 3 อยู่ในภาวะเดดล็อก